เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง กลุ่ม 16 กลุ่มศิลปะและวัฒนธรรม และอดีตอนุกรรมาธิการพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทยได้ประกาศเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ว่า รัฐบาลอินเดียจะให้ผู้ถือสัญชาติไทยได้รับ e-Tourist Visa ระยะเวลา 30 วัน แบบเดินทางเข้าอินเดียได้ 2 ครั้ง (Double Entry) โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมวีซ่า และมาตรการดังกล่าวจะมีผลถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ถือเป็นโอกาสสำคัญที่คนไทย โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชน จะได้ใช้โอกาสนี้เดินทางไปยังดินแดนต้นกำเนิดพระพุทธศาสนา

นายณพลเดชกล่าวว่า อินเดียไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว แต่เป็น “แผ่นดินแห่งพระพุทธองค์” ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพุทธศาสนิกชนทั่วโลก โดยเฉพาะสังเวชนียสถาน 4 แห่ง ได้แก่ ลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ สารนาถ สถานที่แสดงปฐมเทศนา และ กุสินารา สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน การได้เดินทางไปยังสถานที่เหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงการเดินทางท่องเที่ยว แต่เป็นการเดินทางย้อนรอยพระพุทธองค์ เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระปัญญาคุณ และพระบริสุทธิคุณ พร้อมน้อมนำหลักธรรมกลับมาใช้ในการดำเนินชีวิต
“ผมอยากเชิญชวนพุทธศาสนิกชนชาวไทยให้มองมาตรการนี้มากกว่าคำว่า ‘วีซ่าฟรี’ เพราะสิ่งที่ได้รับอาจมีคุณค่ามากกว่าการประหยัดค่าธรรมเนียม นั่นคือโอกาสที่จะได้เดินทางไปกราบสักการะสถานที่สำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติ ได้สัมผัสแผ่นดินที่พระพุทธองค์ทรงประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม และดับขันธปรินิพพาน เป็นการเดินทางที่สามารถเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวให้เป็นการแสวงหาความสงบและความหมายของชีวิต” นายณพลเดชกล่าว
นายณพลเดชกล่าวเพิ่มเติมว่า การเดินทางไปสังเวชนียสถานสามารถเป็นทั้งการเดินทางส่วนบุคคลและการเดินทางของครอบครัว กลุ่มพุทธศาสนิกชน ตลอดจนเยาวชนและผู้สนใจด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ควรได้รับโอกาสให้เรียนรู้พระพุทธศาสนาจากสถานที่จริง เพราะการได้เห็นภูมิประเทศ โบราณสถาน และร่องรอยทางประวัติศาสตร์ด้วยตนเอง จะช่วยให้ความเข้าใจในพุทธประวัติมีชีวิตและเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
“การไปสังเวชนียสถานไม่จำเป็นต้องมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นเรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่สามารถเป็นการเดินทางเพื่อเรียนรู้ชีวิต ฝึกสติ ทำความเข้าใจความไม่เที่ยง และกลับมาพัฒนาตนเอง ผมจึงอยากเชิญชวนคนไทยใช้โอกาสที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ เดินทางไปอินเดียด้วยหัวใจของผู้แสวงบุญ ไม่ใช่เพียงนักท่องเที่ยว” นายณพลเดชกล่าว
ทั้งนี้ ผู้ถือสัญชาติไทยที่ประสงค์เดินทางไปอินเดียยังคงต้องยื่นขอ e-Tourist Visa ผ่านระบบออนไลน์และได้รับอนุมัติก่อนเดินทาง โดยสิทธิยกเว้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นการยกเว้น “ค่าธรรมเนียมวีซ่า” ภายใต้มาตรการที่ประกาศ ไม่ได้หมายความว่าสามารถเดินทางเข้าอินเดียโดยไม่ต้องขอวีซ่า ผู้สนใจควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ เอกสาร และเงื่อนไขล่าสุดจากระบบทางการของรัฐบาลอินเดียก่อนวางแผนการเดินทาง
นายณพลเดชกล่าวทิ้งท้ายว่า หากคนไทยจำนวนมากใช้โอกาสนี้เดินทางไปยังสังเวชนียสถานอย่างมีความเข้าใจและมีความเคารพ ก็จะเป็นทั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับอินเดีย และที่สำคัญคือการสืบทอดศรัทธาในพระพุทธศาสนาผ่านการเดินทางไปยัง “แผ่นดินที่พระพุทธองค์ทรงฝากไว้ซึ่งรอยแห่งธรรม” ให้คนรุ่นต่อไปได้รู้จักและตระหนักถึงคุณค่าของพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น

Leave a Reply