กรมป่าไม้แจงยิบ กรณีตรวจสอบ “ที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์” ย้ำ!! ไม่ได้กล่าวโทษพระ-หรือผู้ใด ลงบันทึกเฉพาะส่วนเกิน 12 ไร่เท่านั่น!!

กรมป่าไม้ แถลงข่าวชี้แจงกรณีหน่วยพยัคฆ์ไพร เข้าตรวจสอบที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ จ.อุบลราชธานี พบก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างนอกเขตอนุญาตกว่า 12 ไร่ พร้อมโต้ประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับภาพถ่ายดาวเทียม

วันนี้ (10 เม.ย. 69) ณ กรมป่าไม้ นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วยนายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ นายโกสิทธิ์ นิลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า นายเสกสรร กวยะปาณิก ผู้อำนวยการสำนักจัดการป่าชุมชน และนายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) ร่วมแถลงข่าวกรณีมีการก่อสร้างกุฏิ และสิ่งปลูกสร้างเกินพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี

นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ตามนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เน้นย้ำการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ภายใต้หลัก ถูกคือถูก ผิดคือผิด โดยให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกันต้องพิสูจน์สิทธิให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้กรมป่าไม้ ตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมดำเนินการอย่างตรงไป ตรงมา

อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวต่อว่า ตามที่กรมป่าไม้ได้รับเรื่องร้องเรียนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 จนถึงต้นปี พ.ศ. 2569 ทั้งผ่านสื่อออนไลน์ และหนังสือร้องเรียนที่มีการลงชื่อระบุตัวตน กรณีที่มีการก่อสร้างกุฏิ และสิ่งปลูกสร้างเกินพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต จึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 สาขาอุบลราชธานี สนธิกำลังร่วมกับฝ่ายปกครอง ตำรวจ บก.ปทส. และ ออป. รวมประมาณ 40 นาย เข้าตรวจสอบที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ จ.อุบลราชธานี พบว่าพื้นที่ในความดูแลของวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก โดยส่วนแรกเป็นพื้นที่ขออนุญาตให้สร้างวัด 15 ไร่ ได้รับอนุญาตถูกต้อง เป็นที่ตั้งกุฏิของหลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม หรือ “พระสิ้นคิด” ส่วนที่ 2 เป็นพื้นที่โครงการพุทธอุทยาน 484 ไร่เศษ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างวัดและกรมป่าไม้ ภายใต้โครงการ “พระสงฆ์ช่วยงานป่าไม้” เพื่อร่วมกันฟื้นฟูดูแลรักษาป่า และส่วนสุดท้ายพื้นที่ที่มีการตรวจยึดจำนวน 12 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่นอกเขตที่ได้รับอนุญาต และนอกเขตโครงการพุทธอุทยาน พบสิ่งปลูกสร้างรวม 48 รายการ คำนวณเนื้อที่จากสิ่งปลูกสร้างได้ 12 ไร่เศษ

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของชุดพยัคฆ์ไพร ได้ดำเนินการแจ้งความกล่าวโทษ โดยไม่พบตัวผู้กระทำผิด ไม่ได้มีการจับกุมพระสงฆ์ หรือมีการกล่าวโทษพระสงฆ์ แม่ชี หรือฆราวาสแต่อย่างใด พร้อมลงบันทึกประจำวัน ณ สภ.ช่องเม็ก เฉพาะพื้นที่ 12 ไร่ ที่มีการก่อสร้างออกมานอกเขตอนุญาต และนอกเขตโครงการพุทธอุทยาน เท่านั้น ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวหรือยกเลิกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด 15 ไร่ และ พื้นที่โครงการพุทธอุทยาน 484 ไร่ แต่อย่างใด ย้ำว่าไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีกับหลวงตาพระสิ้นคิด พระสงฆ์ แม่ชี หรือลูกศิษย์ แต่อย่างใด รวมทั้งไม่มีการสั่งหรือขับไล่ให้ใครออกจากพื้นที่ ในพื้นที่ดังกล่าวยังคงสามารถใช้ประโยชน์และร่วมกันดูแลตามโครงการพระสงฆ์ช่วยงานป่าไม้ได้ปกติ

ด้านนายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าว มีชนิดป่า เป็นป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ ซึ่งจะผลัดใบทิ้งใบในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ภาพถ่ายดาวเทียมที่บันทึกไว้ในช่วงดังกล่าว จะเห็นเป็นพื้นที่สีน้ำตาลคล้ายป่าถูกทำลาย แต่แท้จริงแล้วเป็นสภาพระบบนิเวศตามธรรมชาติ ไม่ใช่การบุกรุกแผ้วถาง และในช่วงฤดูฝนช่วงที่ต้นไม้ผลิใบแตกใบแล้ว สภาพป่าจะกลับมามีสภาพเขียวชอุ่มเหมือนเดิม ซึ่งเป็นไปตามหลักวิชาการแผนที่ภาพถ่าย

สำหรับโครงการพุทธอุทยานถือเป็นเครือข่ายของกรมป่าไม้ ที่ให้พระสงฆ์ช่วยดูแลรักษาป่าไม้ ซึ่งกรมป่าไม้ชื่นชมการปลูกป่าและรักษาป่าของวัด และยินดีสนับสนุนให้ดำเนินโครงการต่อไปภายใต้กรอบของกฎหมาย พร้อมกันนี้ กรมป่าไม้ ได้วางแนวทางการดำเนินงานการแก้ไขปัญหา โดยมอบหมายให้สำนักจัดการป่าชุมชน ลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจกับทางวัด และจัดเจ้าหน้าที่เข้าไปถวายความรู้แด่พระสงฆ์ เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อให้ “ธรรมะและธรรมชาติ” อยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนและยั่งยืน กรมป่าไม้ขอย้ำว่า การดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามหลักกฎหมายและยึดถือประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติเป็นสำคัญ โดยพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว

 

ที่มา เพจ. กรมป่าไม้

Leave a Reply