วันที่ 12 กันยายน 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีตำรวจ จับกุมอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในข้อหายักยอกเงิน และมีพฤติกรรมเสพเมถุน ว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องแยกให้ออกจากความประพฤติของสงฆ์กับ พระศาสนา เพราะพระสงฆ์ก็เป็นคนหมู่มาก ย่อมอาจมีสิ่งที่บิดเบือนหรือบิดเบี้ยวเกิดขึ้นได้บ้าง แต่ทุกฝ่ายจะต้องพยายามทำให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นน้อยที่สุด
สำหรับปัญหาที่สำคัญไม่ได้ขึ้นอยู่ที่การไม่มีกฏหมายแต่ขึ้นอยู่กับจิตใจของมนุษย์ เพราะการนุ่งห่มผ้าเหลืองก็ไม่ได้ทำให้กองกิเลสหมดไป แต่การกล่อมเกลาจิตใจนั้นแหละที่จะทำให้กิเลสหมดไป แต่หากยังอยู่ในผ้าเหลืองและกองกิเลสยังคงอยู่ อาจเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อพระศาสนาได้
นายปกรณ์ ยอมรับว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรู้สึกเศร้าใจ และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้น เนื่องจากเป็นการทำร้ายจิตใจชาวพุทธ และยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ดังนั้นหากมีการกระทำความผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ไม่มีการช่วยเหลือหรือปกป้องแต่อย่างใด เพราะพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่คนไทยใช้เป็นหลักยึดเหนี่ยวในการดำเนินชีวิต หากไม่มีหลักอะไรให้ยึดเหนี่ยว ประเทศก็คงจะเกิดปัญหา
ดังนั้นแนวทางแก้ไขปัญหาหลังจากนี้ นายปกรณ์ กล่าวว่า มอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. เข้าไปดำเนินการร่วมกับตำรวจแล้ว เชื่อว่าคงไม่มีอะไรไปมากกว่านี้ ส่วนมาตรการเข้มข้นในการกำกับดูแลความประพฤติของพระสงฆ์ นายปกรณ์ กล่าวว่า พ.ศ. จะต้องทำงานในเชิงรุกมากขึ้น เพราะพระสงฆ์มีจำนวนมาก อีกทั้งการให้ความรู้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากทุกคนย่อมรู้อยู่แล้วว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ แต่บางครั้งอาจไม่สามารถหักห้ามใจตัวเองได้ และ ต่อให้มีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอีก 10 แห่ง หรือมีกฎหมายเพิ่มขึ้นอีก 100 ฉบับ ก็ไม่สามารถควบคุมกิเลสที่อยู่ภายในใจของแต่ละคนได้ หากไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ปัญหาลักษณะนี้ก็อาจเกิดขึ้นอีก ดังนั้นหากเกิดเหตุดังกล่าวขึ้นแล้วจะต้องจัดการให้ดีที่สุด พร้อมทั้งวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำโดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินของวัด ได้มอบนโยบายให้ พศ. ดำเนินการจัดทำระบบบัญชีของวัดในรูปแบบที่ง่ายต่อการใช้งาน และเชื่อมโยงข้อมูลกับส่วนกลาง เพื่อให้ตรวจสอบว่า วัดมีการรับหรือใช้เงิน รวมถึงทรัพย์สินต่าง ๆ อย่างถูกต้องหรือไม่ เพื่อที่จะช่วยให้สามารถตรวจสอบและป้องกันปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
เมื่อถามถึงเสียงวิจารณ์วิจารณ์ว่า ที่ผ่านมา พศ.ทำหน้าที่ในลักษณะอำนวยความสะดวกและดูแลพระสงฆ์ แต่ไม่ค่อยเข้าไปตรวจสอบหรือยุ่งเกี่ยวกับเรื่องความประพฤติมากนัก นายปกรณ์ กล่าวว่า ตามหลักความเป็นจริงการทำงานระหว่างฝ่ายอาณาจักรกับฝ่ายศาสนจักรเป็นการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่การเข้าไปบังคับกัน เพราะฝ่ายศาสนจักรมีกฎของมหาเถรสมาคมและพระวินัยที่ใช้ดำเนินการอยู่แล้ว
ส่วนเรื่องที่ฝ่ายอาณาจักรสามารถเข้าไปดูแลได้ จะเป็นเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สิน การวางกฎเกณฑ์เบื้องต้นว่า บุคคลประเภทใดควรรับหรือไม่ควรรับเข้ามา รวมถึงการจัดทำทะเบียนเพื่อตรวจสอบว่าเป็นพระจริงหรือพระไม่จริง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งเพิ่งได้รับงบประมาณในปีนี้ ประมาณ 60 กว่าล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีฐานข้อมูลในส่วนนี้อย่างเป็นระบบ ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างเริ่มดำเนินการ รวมถึงระบบบัญชีกลางที่จะเชื่อมโยงข้อมูลของทุกวัดเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นระบบที่เพิ่งเริ่มจัดทำ
ส่วนการดำเนินการเกี่ยวกับบัญชีและการตรวจสอบการเดินบัญชี นายปกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการจัดทำระบบบัญชีขึ้นมาแล้วแต่เป็นการทำด้วยมือจึงทำให้การตรวจสอบต่างๆยากขึ้นแต่หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบอื่นจะช่วยให้สามารถเห็นข้อมูลและตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเงินได้มากขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่พยายามนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตรวจสอบ
ส่วนกรณีวัตถุมงคลที่ถูกมองว่ากลายเป็นพุทธพาณิชย์ และอาจนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ นายปกรณ์ กล่าวว่า วัตถุมงคลเป็นเรื่องของความเชื่อ จึงไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เมื่อถามย้ำว่า หากวัตถุมงคลถูกนำไปใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวยังเป็นเรื่องของความเชื่อ ของแต่ละบุคคล แต่หากทุกคนมีความรู้และมีปัญญา ก็จะไม่หลงเชื่อสิ่งงมงายได้ง่าย และควรพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ควรว่าด้วยเหตุผลมากกว่า
ส่วนข้อเสนอให้มีตำรวจประจำอยู่ตามวัดต่าง ๆ เพื่อดูแลและป้องกันปัญหา นายปกรณ์ กล่าวว่า เป็นแนวทางที่ไม่คุ้มค่า เพราะจะกลายเป็นว่าต้องมีตำรวจประจำอยู่ในทุกพื้นที่ แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างขึ้นอยู่กับจิตใจของแต่ละคน พร้อมระบุว่า พศ.จะเข้าถึงทุกวัดอยู่แล้ว เพียงแต่การปฏิบัติในแต่ละพื้นที่อาจมีความเข้มข้นหรือมีประสิทธิภาพแตกต่างกัน หลังจากนี้ต้องพยายามทำงานเชิงรุก เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นและลุกลามจนกระทบต่อพระศาสนาในที่สุด
ข่าว..NBT

Leave a Reply