คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568 อนุมัติแต่งตั้ง “อุดมพร เอกเอี่ยม” รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) คนใหม่
ตลอดระยะเวลา 1 ปี “อุดมพร เอกเอี่ยม” ในฐานะ “แม่ทัพหญิง” มีการปรับทัพ ปลดออก -ไล่ออก ดึงคนนอกมาเสริมทัพ ปรับโครงสร้าง แก้กฎระเบียบภายใน “พศ.” เป็นจำนวนมาก
ฝ่าฟันอุปสรรคภายใต้ “แรงกดดัน” และ “การคาดหวัง” ของพุทธศาสนิกชนหนักอึ้ง!!
รวมทั้งเจอปัญหา “เกียร์ว่าง” ของข้าราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ “บางราย” ที่อาจไม่ชินกับรูปแบบการบริหารของ ผอ.พศ. คนใหม่
มองเข้าไปในวงการ “เจ้ากู” ก็ขยันก่อ “วิกฤติศรัทธา” ต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน สื่อโซเชียล “ถล่ม” วงการคณะสงฆ์แทบไม่มีที่ให้ยืนในสังคม
ขณะที่ “พระทำงาน” สอนกรรมฐาน เทศน์ธรรมะ ขับเคลื่อนศาสนกิจตามตามมติของมหาเถรสมาคมมีบางรูป “ท้อถอย” และ “หมดกำลังใจ”
มี “สมี” บางรายละเมิด “พระวินัย” ไม่อายฟ้าอายดิน คนประเภทนี้ นอกจากมี “นรกอเวจี” เป็นที่พึ่งแล้วในชาติหน้าแล้ว
ความจริงชาตินี้น่าจะมี “คุกหลวง” เป็นที่ “ยึดเหนี่ยว” ด้วยเช่นกัน เพื่อฝึกฝนให้ได้รับผลแห่งกรรม และอีกทั้ง “กำราบ” ไม่ให้เอาแบบพฤติกรรมเยี่ยงอย่าง..

“นักวิชาการพระพุทธศาสนา” ส่องบทบาท 1 ปี “อุดมพร เอกเอี่ยม” ในฐานะ “แม่ทัพหญิง” สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผลงาน การปรับโครงสร้างองค์กร ภารกิจต่างประเทศ และ วิกฤติศรัทธาสงฆ์ เป็นอย่างไรบ้าง ควรเพิ่มและควรปรับอย่างไร มีรายละเอียดดังนี้
1. บทนำ: หนึ่งปีแห่งความท้าทายและการเปลี่ยนผ่านของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
ในวาระครบรอบ 1 ปีแห่งการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติของ “อุดมพร เอกเอี่ยม” องคาพยพด้านการปกครองคณะสงฆ์ไทยได้ก้าวเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุด ในรอบทศวรรษ ท่ามกลางกระแสวิกฤตศรัทธาที่สั่นคลอนความเชื่อถือของพุทธศาสนิกชน และแรงเสียดทานจากการเรียกร้องความโปร่งใสในการบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐและศาสนสมบัติ ภารกิจของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในปัจจุบันจึงมิใช่เพียงการสนับสนุนงานศาสนพิธี แต่คือการบังคับใช้กฎหมายปกครองและการบริหารนโยบายสาธารณะเพื่อปฏิรูปโครงสร้างส่วนราชการให้ตอบสนองต่อปัญหาเชิงระบบอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการรักษาสมดุลระหว่างอำนาจฝ่ายบริหารกับหลักนิติรัฐในการกำกับดูแลกิจการพระศาสนาให้เป็นไปตามครรลองที่ถูกต้อง

2.การปฏิรูปธรรมาภิบาลเชิงรุก: การปรับโครงสร้างและนวัตกรรมการจัดการที่ดิน
ในมิติของการบริหารงานตามกฎหมายและระเบียบ ผอ.พศ. ได้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมาย ดังนี้:
2.1 การยกระดับองค์กรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ พ.ศ. 2569
มีการเพิ่มหน่วยงาน 3 หน่วยงานหลักเพื่อรองรับภารกิจที่ซับซ้อนขึ้น:
2.1.1กองส่งเสริมการจัดการศาสนสมบัติของวัด: มุ่งเน้นการจัดระเบียบทรัพย์สินที่เป็นนิติบุคคล
2.1.2 กองกฎหมาย: เสริมสร้างความเข้มแข็งในการตีความระเบียบและดำเนินคดีทางแพ่ง/อาญา
2.1.3 กองส่งเสริมพุทธมณฑลและการเผยแผ่ฯ: ปรับโฉมงานเผยแผ่ให้เข้ากับยุคสมัย
2.2 การพิสูจน์สิทธิ์และจัดการพระรุกป่า
การดำเนินโครงการพิสูจน์สิทธิ์ร่วมกับกรมที่ดินในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นความพยายามลดความขัดแย้งเชิงนโยบายระหว่างกฎหมายสงฆ์และกฎหมายที่ดินรัฐ โดยยึดระเบียบ พศ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาคำขอเพื่อสร้างวัด เป็นบรรทัดฐาน
3.ยุทธศาสตร์ศาสนสัมพันธ์สากล: การปฏิบัติภารกิจต่างประเทศใน 3 รัฐภาคี
ภายใต้การนำของ “นางอุดมพร เอกเอี่ยม” สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ศาสนสัมพันธ์เชิงรุก” ผ่านการปฏิบัติภารกิจใน 3 ประเทศหลัก ดังนี้:
3.1สหรัฐอเมริกา: การเข้าร่วมพิธีเปิดการสอบบาลีสนามหลวง ณ วัดไทยลอสแอนเจลิส ถือเป็นการส่งเสริมอัตลักษณ์การศึกษาของคณะสงฆ์ไทยในต่างแดนที่สำคัญที่สุด พร้อมกันนี้ยังได้เยี่ยมชมและติดตามการดำเนินงาน ณ วัดพระธรรมกายแคลิฟอร์เนีย เพื่อประเมินและกำกับการขยายตัวของศาสนสถานไทยในต่างประเทศให้สอดรับกับนโยบายของส่วนกลาง
3.2 สาธารณรัฐประชาชนจีน: การเข้าร่วมงานวันวิสาขบูชาโลก ณ เมืองอู๋ซี มณฑลเจียงซู เป็นการใช้มิติทางศาสนาสร้างความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีกับหน่วยงานบริหารศาสนกิจของรัฐบาลจีน เพื่อแลกเปลี่ยนโมเดลการจัดการวัดในยุคดิจิทัล
3.3 ราชอาณาจักรภูฏาน: การนำคณะสงฆ์ไทยเข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ณ กรุงทิมพู เนื่องในเทศกาลสวดมนต์เพื่อสันติภาพโลก สะท้อนถึงการกระชับสัมพันธ์ระหว่างพุทธมหายานและเถรวาทในระดับสากล เพื่อสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือด้านสันติภาพ

4.ธรรมาภิบาลและการตรวจสอบ: การชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
การเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้แสดงตัวตนเข้าชี้แจงด้วยตนเองตามหลักธรรมาภิบาลและภาระรับผิดชอบ ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ โดยมีสาระสำคัญที่ต้องเน้นย้ำดังนี้:
4.1 แนวทางการจัดสรรงบประมาณนิตยภัต: ได้ชี้แจงถึงปัญหาการค้างจ่ายเงินนิตยภัตให้แก่พระสงฆ์ในปี 2566-2569 และแผนการบริหารงบประมาณเพื่อให้สามารถจ่ายได้ในปี 2570
4.2 การบริหารจัดการศาสนสมบัติกลาง: ได้ให้ข้อมูลว่าการเปิดเผยสถานะของศาสนสมบัติกลางต้องได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมก่อน และได้ชี้แจงถึงแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับอัตราค่าเช่าที่สามารถสืบค้นได้
4.3 งบประมาณอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม: ได้ชี้แจงถึงเหตุผลทางระเบียบที่ทำให้การจ่ายงบประมาณล่าช้า เนื่องจากจำเป็นต้องรอการยืนยันจำนวนผู้เรียนก่อน

5. การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์: สภาวะ “องค์กรหัวโตตัวลีบ” และความลักลั่นของโครงสร้างตำแหน่ง และการดึงมืออาชีพจากภายนอกมาเป็นผู้บริหาร
ในเชิงนโยบายการบริหารงานบุคคล พบข้อกังวลสำคัญเกี่ยวกับสภาวะความไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง หรือ “องค์กรหัวโตตัวลีบ” ดังนี้:
5.1 ส่วนบน (หัวโต): มีการเพิ่มตำแหน่งบริหารระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญในระดับซี10 จำนวนมาก เพื่อรองรับการยกระดับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขึ้นเป็นระดับซี11 (เทียบเท่าปลัดกระทรวง) ซึ่งแม้จะช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองเชิงนโยบาย แต่กลับทำให้ส่วนกลางเทอะทะ
5.2 ส่วนล่าง (ตัวลีบ): การตัดลดอัตรากำลังในระดับปฏิบัติงาน เช่น เจ้าพนักงานธุรการ และนักวิชาการศาสนา ในระดับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ส่งผลกระทบต่อ “ภาระงาน” โดยเฉพาะการลงพื้นที่ตรวจสอบและการสนองงานคณะสงฆ์
5.3 การดึงมืออาชีพจากภายนอก: การรับโอนบุคลากรระดับ ซี 9 มาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการหรือระดับเชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับจากหน่วยงานที่เพียงตั้งรับ สู่หน่วยงานที่มีสภาพบังคับทางกฎหมายในการสืบสวนและตรวจสอบการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด เพื่อป้องปรามการทุจริตอย่างจริงจัง

6.ภาวะผู้นำใต้เงาฝ่ายบริหาร: การแก้ปัญหาทุจริตและวิกฤตศรัทธาสงฆ์
ในมิติของกฎหมายปกครองและภาวะผู้นำ การดำเนินงานของผู้อำนวยการฯ ในรอบปีที่ผ่านมาถูกมองว่าผูกติดอยู่กับนโยบายของคณะกรรมการป้องกันและคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คพช. (ที่มีอาจารย์ธงทอง จันทรางศุ เป็นประธาน) มากเกินไป ซึ่งในฐานะผู้บริหารระดับสูงต้องแยกแยะระหว่างการ “มอบอำนาจ” กับการ “ก้าวล่วงอำนาจการบริหาร” เพื่อให้การสะสางปัญหาคณะสงฆ์เป็นไปตามหลักนิติรัฐ ผอ.พศ. จำเป็นต้องแสดงวิสัยทัศน์ในการบังคับบัญชาและใช้อำนาจตามกฎหมายของตนเองในการบริหารจัดการปัญหา โดยไม่พึ่งพิงฝ่ายนโยบายระดับสูงเพียงอย่างเดียว
7.บทสรุปและข้อเสนอแนะสู่อนาคต
เพื่อให้การทำงานในปีที่ 2 มีความโดดเด่นและแก้ปัญหาได้ที่รากเหง้า ผอ.พศ. ควรขับเคลื่อนนโยบายดังนี้:
7.1 การใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ มาตรา 31 อย่างเต็มรูป: ต้องไม่เพียงทำหน้าที่เป็นเลขานุการมหาเถรสมาคม แต่ต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้กำกับดูแล” ที่กล้าใช้อำนาจตรวจสอบเจ้าอาวาสและไวยาวัจกรในกรณีที่พบความผิดปกติของบัญชีทรัพย์สินวัด
7.2 การพัฒนา Platform ข้อมูลเปิด (Open Data) ที่ประชาชนสามารถตรวจสอบเงินอุดหนุนและกรรมสิทธิ์ที่ดินของวัดได้แบบโปร่งใส เพื่อก้าวออกจากร่มเงาของ พระผู้ใหญ่
7.3 ความเป็นผู้นำ : ผอ.พศ. ต้องก้าวออกจากบทบาทผู้สนับสนุน (Support function) มาเป็นผู้กำหนดธงยุทธศาสตร์ (Strategic lead) ด้วยตนเอง เพื่อพิสูจน์ว่าองค์กรสามารถอยู่ได้ด้วยระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็ง มากกว่าการพึ่งพาตัวบุคคลหรือที่ปรึกษาจากฝ่ายการเมืองเพียงอย่างเดียว
ภาพเพจ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

Leave a Reply