ว่าด้วย “มจร.รุ่น 46”

ยุคหนึ่ง!! พวกเราในฐานะ “เปรียญลาพรต” หลายคนมักไม่กล้าบอกความจริงกับสังคมและผู้คนรอบข้างว่า เคยเป็น “นักบิณฑ์” มาก่อนด้วยเหตุผลประการใดไม่ทราบ

 แต่คิดว่าคงกลัวสังคมมองว่าเป็นคน “ล้าหลัง” หรือไม่ก็เป็นคน “ฉลาดน้อย” หรือเหตุผลอื่น ๆ ต่างนานา

“ผู้เขียน” เป็นผู้หนึ่งตั้งแต่ลาสิกขาออกมาแล้ว ประกาศชัดแจ้งว่า ตนเองคือ “มหา” และจบจาก “มจร” มหาวิทยาลัยสงฆ์  แม้กระทั้งตอนทำงานวันแรก มี “เจ้านาย” ที่ออฟฟิตกล่าว “บูลลี่” รับมหามาทำงานทำไม!!  ให้มาเขียนบทโทรทัศน์ มิใช่ให้มา “เขียนธรรมะ” หรือ “คำเทศน์”

สุดท้าย!! ประมาณ 1 ปี  “คุณเธอ” ถูกเปลี่ยนหน้าที่ ผู้บริหารให้ “มหา” รับตำแหน่งโปรดิวเซอร์แทนเธอ

ความเป็น “มหา” และจบ “มจร” ไม่ได้สอนให้พวกเราเพียบพร้อมด้วย “องค์ความรู้” อย่างเดียว  สิ่งสำคัญที่ “พวกเรา” มี คือ ความขยัน อดทน รับผิดชอบต่อหน้าที่ และไม่เกี่ยงงาน

นี้คือข้อดีของ “ความจน” และความเป็น “เด็กบ้านนอก” 

ค่ำวานนี้ไปร่วมเป็นเจ้าภาพงานสวดพระอภิธรรมของ “อ.จำนงค์ ทองประเสริฐ” ในนาม “มจรรุ่น 46”  โดยมี “มจร” เป็นแม่งาน มี “พระพรหมบัณฑิต” เป็นประธาน และมีผู้บริหาร คณาจารย์ เพื่อนพ้องน้องพี่มาร่วมงานกันแน่นศาลา

พวกเรา “มจร.รุ่น 46” โดดเด่นอยู่ในสังคมหลากหลายบทบาท ทั้งใน “มจร”  ในสังคมไทยมีทั้งในและนอกประเทศ

สำหรับ “มจร.รุ่น46” ที่ทำงานอยู่ใน “มจร” มีหลายท่าน เช่น  “เจ้าคุณบัณฑิต”  คณบดีคณะครุศาสตร์ และ ผอ.กองแผนงาน รูปนี้ถือว่าเป็น “มือขวา” คนทำงานให้กับ “เจ้าคุณประสาร” พระเทพวัชรสารบัณฑิต “เจ้าคุณบัณฑิต”  เรื่องแผนพัฒนา เรื่องเงิน หรือกิจกรรมอื่นใด ๆ ใน “มจร”  อยากรู้อะไรท่านมีคำตอบทุกเรื่อง แต่จะพูดหรือไม่..นั่นอีกเรื่อง

“พระครูถวิล” ผอ.สำนักทะเบียน เชี่ยวชาญเรื่องทะเบียน เพราะอยู่จุดนี้มาตั้งแต่จบการศึกษามา จนใกล้เกษียณแล้ว เป็นคนตรงไปตรงมา พูดซื่อ ๆ แต่จริงใจ  “พระพรหมวัชรธีราจารย์” อธิการบดีไว้ใจมาก ไม่ให้ไปไหน

“พระครูสมุห์วชิรวิชญ์” ผอ.IBSC  เป็นคนเก่งคนหนึ่ง สนองงานผู้บริหารได้ดี นี่ก็เป็นอีกรูปหนึ่งที่พวกเรา มจร. รุ่น 46 ภูมิใจที่เพื่อนร่วมรุ่นประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

“พระครูปัญญา” ผช.อธิการบดีฝ่ายประกันคุณภาพการศึกษา เก่งเรื่องไอที รู้กฎระเบียบ มจร เป็นอย่างดี ยิ่งเรื่องลึก ๆ ลับ ๆ ประเภทข่าว “ซุบซิบ” จริงเท็จประการใด “พระครูปัญญา” มักมีคำตอบให้เสมอ

“พระมหาธนวุฒิ โชติธมฺโม” แห่งบัณฑิตวิทยาลัย นิ่งสุขุม พูดน้อย เป็นที่รักของนาย ขยันรับผิดชอบต่อหน้าที่ แต่ “เข้มข้น” เรื่องการตรวจวิทยานิพนธ์ และดุษฎีนิพนธ์ นิสิตท่านใดผ่านด่าน “พระมหาธนวุฒิ” ได้ ถือว่าสำเร็จการศึกษาไปแล้ว 90%

ส่วนคฤหัสถ์ที่เป็นกำลังสำคัญให้กับ “มจร” เช่น “ดร.กิตติศักดิ์ สุขเหลือง”  คนนี้เก่งฝ่ายงานวิจัย มีผลงานโดดเด่นมากใน “มจร” เป็นที่ไว้วางใจของผู้บริหาร โดยเฉพาะ “ดร.สุรพล สุยะพรหม” เพราะเป็นลูกศิษย์ที่สอนหนังสือและสอนงานมากับมือ

รวมทั้ง “ดร.จะเด็ด” สำนักงานทะเบียน หรือ แม้กระทั้ง “คุณวิโรจน์” ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ก็คือเพื่อนร่วมรุ่นมจร 46 ด้วยกัน และมีอีกหลายท่านที่ไม่ได้เอ๋ยถึง

ส่วนนอก “มจร” เช่น “เจ้าคุณเขมานันท์” หรือชื่อเดิมคือ “เจ้าคุณฉลอม” วัดลาดปลาเค้า รูปนี้ไม่ต้องพูดถึง เป็นพระภิกษุที่มี “หัวใจแห่งพระโพธิสัตว์” ทั้ง 4 ห้อง เจริญรอยตามพระอุปัชฌาย์ของท่านคือ “พระพรหมเสนาบดี” ที่มุ่งช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย มีเท่าไรเปิดย่ามให้หมด!!

 “พระมหาอดิศักดิ์ อภิปญฺโญ” วัดดอนยานนาวา เป็นนักเทศน์ชื่อดังในนาม “ธรรมะอารมณ์ดี” และเป็น “นักปฎิบัติกรรมฐาน” ด้วย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง “ประธานชมรม พธ.บ.รุ่น 46”

นอกจากนี้ที่ไปโดดเด่นอยู่ต่างประเทศ เช่น “เจ้าคุณบุญทิน” แห่งสวีเดน  “เจ้าคุณนิพนธ์” ประเทศอินเดีย ร้อยเอกสมญา มาลาศรี อนุศาสตร์แห่งกองทัพอเมริกา และมีอีกหลายรูปหลายท่านที่ทำงานอยู่ในต่างประเทศทั้งในเพศบรรพชิตและคฤหัสถ์

“มจร.รุ่น 46”  วานนี้เจอกันในรอบ 20 กว่าปี บางคนก็ทำงานอยู่ในกระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ บางคนเป็นอาจารย์สอนอยู่ใน ธรรมศาสตร์ ศิลปากร สวนสุนันทา บูรพา ราชภัฎ หรือแม้กระทั้ง มหาจุฬา ฯ อีกหลายท่านเป็นอาจารย์สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยเอกชน

คงมีแต่ “ผู้เขียน” คนเดียวที่ “แหกคอก” ออกมาเป็น..นักสื่อสารมวลชน

“ผู้เขียน” สังเกตตอนที่พวกเราไปกราบ “พระพรหมบัณฑิต” ท่านยิ้มแย้มแจ่มใจ คงดีใจเห็นลูกศิษย์ลูกหาเติบโตและก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ซึ่งถือว่าเป็น  “ผลงาน” ของท่านในฐานะอธิการบดียุคนั้น

ความจริง “พระพรหมวัชรวิมลมุนี” เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร “พวกเรา” รุ่น 46 เป็นลูกศิษย์ของท่านโดยตรง เพราะท่านเป็นคนสอน “วิชากรรมฐาน” ให้กับพวกเราทุกคนด้วยเช่นกัน

นอกจาก “มจรรุ่น 46” แล้ว ค่ำวานนี้มีการรวมตัวกันอีกหลายรุ่นไปร่วมแสดงความอาลัยกับ “ศ.พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ” ที่ถือว่าเป็น “ปูชนียาจารย์” เป็นเปรียญลาพรตผู้เป็นแบบอย่างของพวกเราทุกคน

“ผู้เขียน” มองว่าความเป็น “รุ่น”  และความเป็น “มจร”  รวมทั้งความเป็น “นักบิณฑ์เก่า” ของพวกเรา เวลาพูดคุย เวลาเจอหน้ากันเหมือนเป็นคนมี “เคมี” ตรงกัน มี “ศีลเสมอ” กัน พูดคุยด้วยภาษาในใจและภาษากายตรงไปตรงมา ไม่ถือสากัน หยอกล้อกันตามแบบฉบับของพวกเราที่เคยเป็น และที่สำคัญมักเล่าถึงวีรกรรมของคณาจารย์ และบรรยากาศ “มจร” ยุคปี 40  มันก็มีความสุข มีอรรถรสอีกประการหนึ่งได้เช่นกัน!!

Share:

Leave a Reply