ราชนิกูล “ออกโรง” ยื่น 3 ร่างพ.ร.บ.พุทธฯ กับ รมต.ประจำสำนักนายกฯ

1,088 Views

          เมื่อเร็ว ๆนี้  ที่ห้องประชุม 302 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ม.ร.ว. จิราคม กิติยากร ประธานชมรมรวมใจภักดิ์ และนายสุชาติ อุสาหะ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยกรรมาธิการ และคณะที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ เข้าร่วมประชุมหารือข้อราชการร่วมกับ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยคณะกรรมาธิการฯได้เสนอร่างกฎหมาย เกี่ยวกับการส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 4 ฉบับ และข้อเสนอแนะต่าง ๆ ซึ่งนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ตอบรับร่างกฎหมาย และข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ ประกอบด้วย

       1.) ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพุทธศาสนิกชนในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. ….

      2.) ร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา พ.ศ. ….

      3.) ร่างพระราชบัญญัติธนาคารพุทธแห่งประเทศไทย พ.ศ. ….

      4.) ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเดินทางไปพุทธสังเวชนียสถาน พ.ศ. ….

 

     ม.ร.ว. จิราคม กิติยากร ประธานชมรมรวมใจภักดิ์ กล่าวว่า ตนเห็นความสำคัญของการตรากฎหมายเพื่อส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา เพราะถือเป็น 1ใน 3 ของสถาบันหลักของชาติ โดยจากคณะกรรมาธิการการศาสนาได้ยื่นจำนวน 4 ฉบับ ใน 3 ฉบับนั้นทางชมรมฯ ได้ยื่นเสนอต่อประธานคณะกรรมาธิการฯ โดยได้นำไปปรับให้ถูกต้องตามหลักกฎหมายและผ่านการกลั่นกรองคณะอนุกรรมาธิการฯ และชั้นกรรมาธิการฯ แล้วนั้นประกอบด้วย

     1.) ร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา พ.ศ. ….

     2.) ร่างพระราชบัญญัติธนาคารพุทธแห่งประเทศไทย พ.ศ. ….

     3.) ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเดินทางไปพุทธสังเวชนียสถาน พ.ศ. ….

       ด้วยการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้คนขาดศีลธรรม รัฐต้องนำเอางบประมาณจำนวนมากเพื่อนำไปแก้ปัญหาในกระบวนการยุติธรรม ทั้งร่าง 3 พ.ร.บ. นี้เป็นการประยุกต์ ในกระทรวงที่สำคัญในล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 อันประกอบด้วย กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งทั้งสามกระทรวงถือเป็นหัวใจของการบริหารงานประเทศในด้านความมั่นคง ดังจะเห็นว่ามีการตรากฎหมายตราสามดวง อันประกอบด้วย คชสีห์ ,ราชสีห์ และตราบัวแก้ว สำหรับความสำคัญของ

1.) ร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา พ.ศ. ….

จะบรรจุไว้ที่กระทรวงมหาดไทย โดยจะมีตัวแทนของสภาชาวพุทธ ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร ชวนคนมาทำความดีอยู่ในศีลในธรรม ด้วยเหตุความแตกต่างจากในอดีตที่ประชาชนชาวไทย มีความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก ศูนย์กลางของสังคมจึงอยู่ที่วัด จึงมีการประสมประสาน ระหว่าง บ้าน-วัด-โรงเรียน หรือ (บ.ร.ว.) ได้อย่างลงตัว ทำให้คนไทยอยู่ในศีลในธรรม แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ทั้ง บ้าน-วัด-โรงเรียน แยกกันอย่างอิสระผนวกกับการนำเอาวัฒนธรรมต่างประเทศรวมถึงข้อมูลข่าวสารที่สื่อเรื่องวัดเป็นเรื่องล้าสมัย จึงทำให้เยาวชนห่างเหินจากศีลธรรม ไม่รู้จัก “ผิดชอบชั่วดี” ทำให้คนเราทุกวันนี้ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะขาดความ “เป็นผู้เป็นคน” ซึ่งคำเหล่านี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 10 พระองค์ทรงผลักดันและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยสมัยนั้นอาศัยอำนาจจากฝ่ายบ้านเมืองโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดำรงตำแหน่งเสนาบดี กระทรวงมหาดไทย มาประสานกับฝ่ายบ้านเมือง ดังนั้นด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ก็ควรมีการตรากฎหมาย ที่ผลักดันให้ “คนอยู่ในศีลในธรรม” ซึ่งเป็นต้นทางของการขจัดปัญหาคดีต่างๆ ทั้ง ยาเสพติด คดีอาญา อาชญากรรม ฯลฯ โดยผลที่จะได้จากกฎหมายฉบับนี้จะทำให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่าง “ร่มเย็นเป็นสุข” กลับมาเป็น “สยามเมืองยิ้ม” ดังเดิม

2.) ร่างพระราชบัญญัติธนาคารพุทธแห่งประเทศไทย พ.ศ. ….

หากจะถามแล้วในส่วนของกระทรวงกลาโหมหายไปไหน แน่นอน เรามี พ.ร.บ.สงฆ์ ที่ทำหน้าที่ปกครองสงฆ์อยู่แล้วเสมือนกับการมีกระทรวงกลาโหม แต่จะมีธนาคารพุทธ ที่มีความสำคัญเสมือนพระคลังข้างที่ ที่เคยปกป้องประเทศด้วยเงินถุงแดง ยามที่ฝรั่งเศส เรียกร้องให้ชำระค่าเสียหายกว่า 3 ล้านฟรังก์ มาแล้ว สำหรับตราร่างพระราชบัญญัติธนาคารพุทธแห่งประเทศไทย พ.ศ. …. ฉบับนี้ดูเหมือนว่าจะนำพระสงฆ์มายุ่งเกี่ยวกับเงิน แต่จริงๆ แล้วจะไม่เกี่ยวกับพระสงฆ์และวัดแต่อย่างใด แต่กลับกันจะสร้างคุณูปการ,คุโณปการให้กับประเทศให้ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ตามยุทธศาสตร์ชาติอย่างแท้จริง ประเทศเราเป็นประเทศเล็ก ถ้าเทียบทรัพยากรกับประเทศขนาดใหญ่หรือประเทศมหาอำนาจ เรามิอาจจะเปรียบเทียบเขาได้ ดังนั้นหากจะสามารถเป็นหนึ่งในมหาอำนาจได้ เรามีสิ่งที่เป็นยุทธศาสตร์คือ ตำแหน่งของประเทศที่อยู่ศูนย์กลางของภูมิภาค และทำตัวเป็นศูนย์กลางการเงินเหมือน สิงคโปร์ ,สวิตเซอร์แลนด์ หรือหมู่เกาะเคย์แมน ฯลฯ เราจะได้ประโยชน์ แล้วหากจะมองไปในอดีต แผ่นดินสุวรรณภูมิแห่งนี้เคยยิ่งใหญ่ ด้านการเงินการธนาคารและการค้ามาแล้ว หากย้อนไปศึกษาประวัติศาสตร์ แผ่นดินนี้มีอาณาจักรหนึ่งชื่อ “อาณาจักรตามพรลิงค์ และอาณาจักรศรีวิชัย” ที่มีสกุลเงิน ชื่อ “เงินนโม” และ “เงินบวร” เป็นค่าเงินสำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยนในภูมิภาคนี้ ทำให้แผ่นดินนี้เจริญรุ่งเรืองด้วยการเป็นศูนย์กลางการเงินและการค้าโลก หากในปัจจุบันเรามีธนาคารพุทธเกิดขึ้น จะมีเม็ดเงินจากเมืองพุทธในประเทศอื่นๆ ที่อาจจะไม่มีความมั่นคงทางเสถียรภาพทางการเงิน อย่างเช่น ฮ่องกง ไต้หวัน ฯลฯ จะผันมาสู่เมืองไทยมากมายเพียงใด ไม่เพียงจะสร้างความมั่นคงให้กับประเทศยังจะสร้างความมั่นคงให้สถาบันการเงินอื่นๆ ในประเทศไทยได้อีกไม่น้อย ส่วนว่ามีความกังวลว่า จะมีการนำเงินจากวัดจากธนาคารพาณิชย์อื่นๆ มาฝากไว้ในธนาคารพุทธ เรื่องนี้เป็นความคิดที่แคบ เพราะธนาคารพุทธบริหารโดยอุบาสกอุบาสิกา จะไม่เกี่ยวกับสงฆ์และวัด อนึ่งสำหรับวัดที่ฝากเงินไว้ในธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ก็ฝากกันแบบประจำกันอยู่แล้วมีกรอบของการฝากถอน จึงไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็นขีดจำกัดที่จะทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง

3.) ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเดินทางไปพุทธสังเวชนียสถาน พ.ศ. ….

ตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ ดูเหมือนว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรในสามกระทรวงหลัก ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของวัดพระแก้ว ที่เรียงกันจาก กระทรวงกลาโหม, กระทรวงการต่างประเทศ (พระราชวังสราญรมย์) , กระทรวงมหาดไทย แต่หากมองให้ดีแล้ว ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเดินทางไปพุทธสังเวชนียสถาน พ.ศ. …. ก็คือการทำงานแบบกระทรวงการต่างประเทศ เพราะหากเราได้ส่งเสริมกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง ชื่อแม้จะสื่อว่าเป็นการเดินทางไปพุทธสังเวชนียสถาน แต่จริงๆ แล้วจะมีการพบปะกันระหว่างผู้นำชาวพุทธในประเทศต่างๆ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศเราในทางอ้อม ดังประเทศเราเคยทำมาแล้วในอดีตในการแลกเปลี่ยน” นิกายสยามวงศ์” กับ” ประเทศศรีลังกา” ทำให้เป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างแนบแน่นผ่านพุทธศาสนา อนึ่งจะส่งเสริมการค้า การศึกษา การแลกเปลี่ยนต่างๆ ระหว่างเมืองพุทธด้วยกันก็จะเกิดความเข้มแข็งในทุกมิติซึ่งจะส่งผลให้ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพุทธโลก ในอนาคต เป็นการทำให้ประเทศไทยมั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน อย่างแท้จริง

        ทางด้าน นายสุชาติ อุสาหะ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ ได้กล่าวว่า สำหรับเรื่อง ร่าง พ.ร.บ. พุทธศาสนา จำนวน 4 ฉบับนี้ ตนก็ต้องขอบคุณ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่รับเรื่องเหล่านี้ที่จะไปผลักดันในคณะรัฐมนตรีต่อไป ทั้งนี้ตนยังได้ประชุมในเรื่องอื่น ๆ ประกอบด้วย

        1) การจ่ายเงินให้ความช่วยเหลือ เยียวยา ให้แก่พระสงฆ์และสามเณรที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 รูปละ 60 บาทต่อวัน เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ซึ่งขณะนี้ อยู่ในระหว่างการเสนอให้คณะกรรมการ กลั่นกรองการใช้เงินกู้ ตามพระราชกำหนดฯ กู้เงินเพื่อเยียวยา COVID-19 พิจารณา

      2) การรณรงค์ส่งเสริมให้วัดมีความตระหนักถึงความสำคัญของการจัดทำบัญชีการเงินและบัญชีทรัพย์สินของวัด และผลกระทบทางกฎหมายหากไม่ดำเนินการ

      3) การแก้ไขปัญหากรณีวัดถูกเรียกเก็บภาษี ตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพ.ศ. 2562

      4) การส่งเสริมสนับสนุนการสร้างพุทธมณฑลจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดนครศรีธรรมราช และการขอใช้พื้นที่ของกรมป่าไม้เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการพระพุทธศาสนา

    ส่วน ดร.เพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล รองประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกรณีพุทธมณฑลจังหวัดเชียงใหม่ ตนได้หารือเบื้องต้น โดยจะใช้พื้นที่ของวัดน้ำบ่อหลวง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ที่คณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่มีมติที่จะให้มีการก่อสร้างพุทธมณฑลจังหวัดเชียงใหม่ บนพื้นที่จำนวน 137 ไร่ และได้ประสานกับกรมป่าไม้ใช้พื้นที่ในมาตรา 16 และมาตรา 19 ของ พ.ร.บ. ป่าไม้เพิ่มเติมคาดว่าจะใช้พื้นที่โดยรวม 5,000 ไร่ เบื้องต้นหลวงปู่ทอง อดีตพระพรหมมงคล (ทอง สิริมงฺคโล) แห่งวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ท่านได้บริจาคเงินจากญาติโยมถวาย กว่า 400 ล้านบาท ในการก่อสร้าง คาดว่าจะเริ่มวางศิลาฤกษ์ ในต้นปี 2564 นี้

**************************

Leave a Reply