สมัชชามหาคณิสสร : มรดกชิ้นสุดท้ายของมหานิกายที่เหลืออยู่ (มีรายชื่อผู้ร่วมก่อตั้ง)

472 Views

             เมื่อเร็ว ๆ นี้  เห็นพระพรหมโมลี กรรมการมหาเถรสมาคม แม่กองธรรมบาลีสนามหลวง ได้ลงชื่อในคำประกาศการฝึกซ้อมอบรมพระอุปัชฌาย์ ในนาม “เลขาธิการสมัชชามหาคณิสสร” ด้วยความอยากรู้คำว่า “มหาคณิสสร” มีความเป็นมาอย่างไร องค์กรนี้ใครจัดตั้งขึ้น ตั้งขึ้นเพื่ออะไร และบทบาทปัจจุบันทำอะไรบ้าง จึงไปสืบค้นและสอบถามจากผู้รู้หลายท่าน

            ความเป็นมาของ “มหาคณิสสร”  น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะแฝงด้วยการชิงเหลี่ยมอิงการเมืองระหว่างคณะสงฆ์มหานิกายและธรรมยุติกนิกาย

          แต่เบื้องต้นเพื่อให้เข้าใจศัพท์ว่า “มหาคณิสสร” ผู้เขียนขออ้างอิงคำแปลของ นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย ย่อ ๆ ว่า

 มหาคณ + อิสสร = มหาคณิสสร แปลว่า “ผู้เป็นใหญ่แห่งคณะใหญ่” = มีคณะใหญ่ แล้วก็มีผู้มาเป็นใหญ่เหนือคณะใหญ่นั้น (คณะธรรมยุตมีแค่เจ้าคณะใหญ่)  และ

           “มัชชามหาคณิสสร” คือ คณะกรรมการบริหารงานคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายของพระภิกษุสงฆ์ไทย

          ให้ตั้งข้อสังเกต 2 ความหมายนี้ คือ มหาคณิสสร แปลว่า “ผู้เป็นใหญ่แห่งคณะใหญ่”

           และ   “มัชชามหาคณิสสร” คือ คณะกรรมการบริหารงานคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายของพระภิกษุสงฆ์ไทย

         สมัชชามหาคณิสสร ตั้งขึ้นโดย “สมเด็จป๋า” หรือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

          จากการสอบถามผู้รู้ เล่าว่า การเกิดขึ้นของสมัชชามหาคณิสสร เป็นพระดำริของสมเด็จป๋า เพื่อตอบโต้คณะธรรมยุติกนิกายในยุคนั้นที่พยายามจะเข้ามาครอบงำคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายผ่าน พ.ร.บ.2505 และรูปแบบการบวช

           ก่อตัวขึ้นของสมัชชามหาคณิศร จึงเป็นอีกหนึ่งความพายามของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ที่ต้องการแก้ปัญหา และต้องการจะสลัดออกมาจากการครอบงำ ถูกกลืนกิน โดยตั้งเป็นมติสงฆ์ฝ่ายมหานิกายว่า การบวชของฝ่ายมหานิกายให้ใช้รูปแบบของการบวชแบบ อุกาสะ ซึ่งเป็นการบวชแบบดั้งเดิม นัยหนึ่งก็เป็นฐานรักษาฝ่ายมหานิกายเอาไว้ไม่ให้สาบสูญ แต่อีกนัยหนึ่ง ก็เพื่อความเป็นอิสระจากการถูกครอบงำ

         เพราะตั้งแต่ครั้งเกิดคดีความพระพิมลธรรม (อาจ อาภสเถร ) เป็นต้นมา ก็มีความพยายามในการรุกคืบที่จะให้ มหานิกายยกเลิก “บวชแบบอุกาสะ” ให้หมด ซึ่งมีหลายวัดฝ่ายมหานิกาย ที่เปลี่ยนรูปแบบการบวชแบบคณะธรรมยุตคือแบบ “เอสาหัง” จึงเป็นที่มาของการตั้งสมัชชามหาคณิศรขึ้นมา เพื่อรักษาการบวชแบบมหานิกายเอาไว้

          “แต่เนื่องจากสมเด็จป๋าตอนนั้นพระองค์ดำรงตำแหน่ง “สกลมหาสังฆปริณายก” จะจัดประชุมที่วัดโพธิ์ ก็คงไม่เหมาะสม จึงให้ไปจัดประชุมเพื่อดำเนินการเรื่องนี้ที่วัดสระเกศแทน

          สุดท้ายคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายตั้งแต่ระดับเจ้าคณะหนใหญ่ เจ้าคณะภาค จึงมีมติร่วมกันว่า จะตั้ง “สมัชชามหาคณิสสร” ขึ้น เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2516 และสมเด็จป๋า สมเด็จพระสังฆราชทรงเห็นชอบในอีกวันถัดมาคือวันที่ 26 มีนาคม 2516 และถือเอาวันนี้เป็นวันก่อตั้งสมัชชามหาคณิสสร ปัจจุบันมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ซึ่งเป็นผู้มีอาวุโสสูงสุดทางสมณศักดิ์ เป็นประธานสมัชชามหาคณิสสร และมีพระพรหมโมลี เป็นเลขาธิการ”

          บทบาทปัจจุบันของสมัชชามหาคณิสสรไม่มีอะไรนอกจาก“จัดอบรมพระอุปัชฌาย์” ของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย

         การเกิดขึ้นของสมัชชามหาคณิสสร  แต่อีกนัยหนึ่งในคณะธรรมยุตเองท่านก็มี เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต มหานิกายจึงตั้ง “ประธานสมัชชามหาคณิสสร” บ้าง

        และทั้งคณะธรรมยุตเขาก็มี “ระเบียบบริหารวัดธรรมยุต พ.ศ.2500” คณะสงฆ์มหานิกายยุคนั้นก็มี “ระเบียบบริหารสมัชชามหาคณิสสร” ขึ้นมา มีโครงสร้างทั้งฝ่ายปกครอง การศึกษา เผยแผ่  สาธารณูปการ ฝ่ายวิชาการ และฝ่ายอธิกรณ์

         ส่วน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 ถือว่า เป็นเรื่องของบ้านเมืองที่จะเข้ามาอุปถัมภ์ดูแลคณะสงฆ์เป็นสิ่งที่คณะสงฆ์ทั้ง 2 ฝ่ายต้องปฎิบัติตามบ้านเมืองเท่านั้น

          ยุคก่อนการชิงไหวชิงพลิบระหว่างคณะสงฆ์ 2 นิกายค่อนข้างเข้มข้น

           การได้มาซึ่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2484 ถือว่าเป็นชัยชนะของฝ่ายมหานิกาย

         การสูญเสีย พ.ร.บ.คณะสงฆ์  2484 และการเกิดขึ้นของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 รวมทั้งการที่พระพิมลธรรม (อาจ อาสภเถระ) ถูกจับติดคุก ถือว่าเป็นความเพลี่ยงพล้ำของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย

       การก่อตั้ง “สมัชชามหาคณิสสร” ในปี 2516 จึงนับได้ว่าเป็นการรวมตัวของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายที่ต้องการจะ “ปลดแอก” จากการครอบงำของคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต ที่พยายามรุกคืบด้วย “วิธีบวชแบบเอสาหัง”

       และตอนนี้ “สมัชชามหาคณิสสร” ที่พระผู้ใหญ่ฝ่ายมหานิกายหาญกล้าท้าทายอำนาจ รวมตัวกันก่อตั้งขึ้นน่าจะเป็น “มรดก” ชิ้นเดียวของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายที่ยังหลงเหลืออยู่

        ส่วน สีจีวรและรูปแบบการห่มผ้า..หลายปีมานี้ลูกผีลูกคน???

ขอบคุณ /โพสต์ทูเดย์ออนไลน์ โดย อุทัย มณี (คอลัมน์ส่องกล้อง มองสงฆ์)

Leave a Reply