สุรพศ ทวีศักดิ์: การสร้าง ‘มายาคติ’ ของบทบาทมหาเถรสมาคม โดย..สุรพศ ทวีศักดิ์ กรณีพระผู้ใหญ่ 5 รูป ที่ถูกศาลพิพากษา “คดีเงินทอนวัด” ซึ่งอยู่ระหว่างรอลงอาญาแล้วกลับครองจีวรใหม่ แต่มหาเถรสมาคม (มส.) มีมติให้พ้นจากความเป็นภิกษุ และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จะแจ้งความดำเนินคดี “ฐานแต่งตัวเลียนแบบสงฆ์” ตามที่เป็นข่าวนั้น เกิดประเด็นถกเถียงในกลุ่มชาวพุทธทั้งพระและฆราวาส ปัญญาชนพุทธแถวหน้า เช่น ศาสตราจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ และศาสตรจารย์ ดร.สมภาร พรมทา ให้เหตุผล (โดยสรุปสาระสำคัญ) ว่าการกลับครองจีวรของพระทั้ง 5 รูป เป็นสิทธิชอบธรรมตามธรรมวินัย มหาเถรสมาคมและสำนักพุทธฯ ควรเคารพและปกป้องสิทธิอันชอบธรรมดังกล่าว ผมจะไม่ร่วมถกเถียงในประเด็นนี้ เพราะตามที่เห็นมาตลอด การอ้างธรรมวินัยภายใต้อำนาจมหาเถรฯ มักมากด้วยความย้อนแย้ง ประเด็นที่ผมสนใจคือปัญหาเกี่ยวกับอำนาจและบทบาทของมหาเถรฯ ตามคำอธิบายของสมภารที่ว่า “…มหาเถรสมาคมมีบทบาท 2 อย่าง คือ “บทบาทในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ” และบทบาทนี้ถูกกำหนดโดยกฎหมายทางโลก อีกบทบาทหนึ่งคือ “บทบาทในฐานะผู้ปกครองสงฆ์” บทบาทนี้ถูกกำหนดโดยธรรมวินัย” (ดู http://thebuddh.com/?p=51637&fbclid=IwAR3a7m98BZJsnrGblJvvfQ-AiV2911dhP-DYsUotzh-SQWVQB3ekC0K0jr4#.YH2pgD3jpuB.facebook) แต่เมื่อพลิกดู พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 จะเห็นนิยามของ “คณะสงฆ์” ในมาตรา 5 ทวิว่า “คณะสงฆ์ หมายความว่า บรรดาพระภิกษุที่ได้รับบรรพชาอุปสมบทจากพระอุปัชฌาย์ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามกฎหมายที่ใช้บังคับก่อนพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าจะปฏิบัติศาสนกิจในหรือนอกราชอาณาจักร คณะสงฆ์อื่น หมายความว่า บรรดาบรรพชิตจีนนิกายหรืออนัมนิกาย” ดังนั้น คณะสงฆ์ไทยจึงไม่ใช่ “คณะสงฆ์ตามนิยามของธรรมวินัย” ในไตรปิฎกโดยตรง แต่เป็น “คณะสงฆ์ตามนิยามของกฎหมาย” ที่ไม่ครอบคลุมถึงพระสงฆ์ตามธรรมวินัยกลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่มสันติอโศก, ภิกษุณี และ/หรือกลุ่มอื่นใดที่อาจมีได้ พูดอีกอย่าง แม้จะเป็นที่รับรู้กันว่าคณะสงฆ์ไทยตามกฎหมายสงฆ์ ก็คือคณะสงฆ์ที่ถือธรรมวินัยแบบเถรวาท แต่ย่อมจำกัดเฉพาะเถรวาทภายใต้กฎหมายสงฆ์นี้เท่านั้น เถรวาทกลุ่มอื่นๆ ที่มีอยู่หรืออาจจะมีในสังคมไทย ย่อมไม่ถูกจัดเข้าในคณะสงฆ์ตามกฎหมายนี้ ครั้นเปิดไปดูมาตรา 15 ตรี ก็กำหนดว่ามหาเถรฯ มีอำนาจหน้าที่ (1) ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม (2) ปกครองและกำหนดการบรรพชาสามเณร (3) ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่ การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ (4) รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา (5) ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น ชัดเจนว่า อำนาจหน้าที่ของมหาเถรฯ ในปกครองคณะสงฆ์ถูกกำหนดโดยกฎหมาย ไม่ใช่ถูกกำหนดโดยธรรมวินัย เพราะไม่มีธรรมวินัยในไตรปิฎกอนุญาตให้มีองค์กรสงฆ์แบบมหาเถรฯ ที่มี “อำนาจทางกฎหมาย” ผูกขาดการปกครองพระเณรได้เป็นแสนๆ เมื่อไปดู “ที่มา” ของมหาเถรฯ ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมล่าสุดในสมัยรัชกาลที่ 10) มาตรา 5 ตรี ระบุไว้ชัดเจนว่า “…พระมหากษัตริย์จึงทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง สถาปนา และถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์ และแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมตามพระราชบัญญัตินี้” สรุปให้เห็นชัดๆ คือ คำว่า “คณะสงฆ์” ก็ไม่ใช่คณะสงฆ์ตามธรรมวินัยเพียวๆ แต่เป็น “คณะสงฆ์ตามกฎหมายกำหนด” มหาเถรฯ เองก็ไม่ได้เกิดจากธรรมวินัยกำหนด แต่เกิดจากกฎหมายกำหนดให้เป็นองค์กรปกครองสูงสุดที่ใช้อำนาจตามกฎหมายในการปกครองคณะสงฆ์ ที่สำคัญคือมหาเถรฯ ตั้งขึ้นโดย “พระราชอำนาจ” ตามกฎหมายปกครองสงฆ์ เพราะเริ่มต้นด้วย “นิยามที่ผิด” จากข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ คำอธิบายต่อไปของสมภารจึงหลุดลอยออกไปจากความเป็นจริงและความเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ เช่นว่า “ผมคิดว่าเรื่องนี้มหาเถรสมาคมอาจไม่ต้องแสดงบทบาทในทำนองล้วงลูกได้ เพราะพระธรรมวินัยที่เราปฏิบัติกันสืบทอดมายาวนานได้ให้ช่องทางที่ง่ายและงดงามเอาไว้แล้ว หากอาวาส นั้น ๆ เขาพร้อมใจกันรับพระภิกษุที่ต้องคดีและเชื่อว่าตนพ้นคดีในทางโลกมาแล้ว กลับมาอยู่อารามในฐานะ=สมาชิกคนหนึ่ง มหาเถรสมาคมก็ต้องยอมรับมติของอาวาสนั้น หลักปฏิบัตินี้หากเราใช้กับกรณีอื่นๆ ก็จะช่วยให้ชุมชนพุทธไทยเรารู้ว่าอะไรคือ “เส้นแบ่งระหว่างทางโลกกับทางธรรม” การมีหลักในการอยู่ร่วมกันจะช่วยสนับสนุนให้พุทธศาสนาในบ้านเราเจริญรุ่งเรืองครับ” จากข้อความดังกล่าวราวกับสมภารพยายามจะบอกว่า ภายใต้ระบบมหาเถรฯ “มี” หรือสามารถจะมี “การแยกระหว่างทางโลกกับทางธรรม” หรือมี “การแยกรัฐกับศาสนา” ชัดเจนอยู่แล้ว แต่อันที่จริง ศาสนจักรมีสองประเภท เช่นในยุคกลางของยุโรป มีทั้งศาสนจักรที่พยายามจะมีอำนาจของตนเองเป็นเอกเทศจากอำนาจรัฐ และศาสนจักรของรัฐที่กษัตริย์สถาปนาฐานันดรศักดิ์และอำนาจแก่นักบวช มหาเถรฯ ก็คือศาสนจักรประเภทหลัง เป็นศาสนจักรของรัฐที่ถูกสถาปนาขึ้นโดยพระราชอำนาจตามกฎหมายปกครองสงฆ์ พูดชัดๆ คือ มหาเถรฯ คือศาสนจักรของรัฐภายใต้ปกครองของกษัตริย์ เพราะกษัตริย์ทรงอำนาจเด็ดขาดในการแต่งสมณศักดิ์ชั้นต่างๆ แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะปกครองระดับสูงอื่นๆ ให้มีอำนาจตามกฎหมายในการปกครองสงฆ์ทั่วราชอาณาจักร ภายใต้ระบบเช่นนี้ จึงไม่สามารถที่จะมี “เส้นแบ่ง” ที่ชัดเจนระหว่างทางโลกกับทางธรรม หรือระหว่างรัฐกับศาสนา ยกตัวอย่างเช่น มหาเถรฯ มีอำนาจทางกฎหมายในการออกมติให้พระสงฆ์ทุกวัดทั่วราชอาณาจักรสอนประชาชนให้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และจัดกิจกรรมอื่นๆ เฉลิมพระเกียรติกษัตริย์ ขณะที่ออกมติห้ามสนับสนุนการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยของประชาชน สะท้อนชัดเจนว่า พระเณรไม่มี “เสรีภาพทางการเมือง” และไม่ “มีเสรีภาพทางศาสนา” ด้วย เพราะถูกอำนาจศาสนจักรกำหนดให้ตีความพุทธศาสนาสนับสนุนอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และการจัดกิจกรรรมใดๆ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเท่านั้น จะตีความพุทธศาสนาสนับสนุนการต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยไม่ได้ ยิ่งกว่านั้น เพียงแค่พระภิกษุในวัดแห่งหนึ่งไปเยี่ยม “สมณะดาวดิน” ผู้นั่งอดอาหารประท้วงให้ปล่อยแกนนำที่ถูกขังคุกด้วยมาตรา 112 อย่าง “อยุติธรรม” ก็ถูกเจ้าคณะอำเภอสั่งเจ้าคณะตำบล และเจ้าคณะตำบลก็สั่งเจ้าอาวาสให้ไล่พระรูปนั้นออกจากวัดดังที่เป็นข่าว ราวกับว่าระบบอำนาจศาสนจักรของรัฐไม่อนุญาตให้พระสามารถจะแสดงออกซึ่ง “มนุษยธรรม” ได้เอาเสียเลย นี่คือหนึ่งตัวอย่าง (ในอีกหลายตัวอย่างนับไม่ถ้วน) ที่แสดงให้เห็นว่า คณะสงฆ์ภายใต้ศาสนจักรที่ขึ้นต่ออำนาจกษัตริย์ไม่เคยคิดหรือเข้าใจเกี่ยวกับ “บทบาทหน้าที่” แบบที่สมภารอธิบายเลย และไม่เคยมีแนวปฏิบัติแบบ “แยกทางโลกกับทางธรรม” ชัดเจนแต่อย่างใด ถ้าเป็นที่รับรู้หรือเป็นประเพณีกันอยู่แล้วว่าบทบาทหน้าที่ของมหาเถรฯ และเจ้าคณะปกครองทุกระดับเป็นไปตามคำอธิบายแบบสมภาร ก็คงไม่มีเจ้าอาวาส หรือเจ้าคณะปกครองทุกระดับไล่พระเณรออกจากวัด หรือจับพระสึก เพียงเพราะออกมาชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมืองอย่างสันติ ข้อสังเกตของผมคือ นอกจากนักวิชาการพุทธศาสนาแถวหน้าในบ้านเราจะไม่เคย “call out” ต่อปัญหากรณีพระเณรตัวเล็กตัวน้อยที่ออกมาแสดงออกทางการเมืองอย่างสันติในทางสนับสนุนการต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย แต่ถูกเอาผิดโดยอำนาจศาสนจักรอย่างอยุติธรรมแล้ว ในกรณีที่เป็นกระแสในวงการชาวพุทธโดยเฉพาะเกี่ยวกับพระ 5 รูปนี้ พวกเขายังพยายามหาทางออกให้กับระบบศาสนจักร โดยมองข้ามความเป็นจริงว่าระบบศาสนจักรแบบนี้มีปัญหาระดับพื้นฐานสำคัญอะไรบ้างที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามธรรมวินัยตามกรอบคิด “แยกทางโลกกับทางธรรม” ดังที่เสนอตามๆ กันมายาวนาน แท้จริงแล้ว ปัญหาพื้นฐานของระบบศาสนจักรของรัฐ หากจะพูดให้เห็นภาพพจน์ มหาเถรฯ ก็เปรียบได้กับ คสช. ที่มีอำนาจตามกฎหมาย (ซึ่งพวกเขาบัญญัติขึ้น) ให้มีหน้าที่ปฏิรูปประชาธิปไตย แต่เนื่องจากอำนาจ คสช.ไม่มีที่มาจากกระบวนการประชาธิปไตย ดังนั้น ประชาธิปไตยตามการปฏิรูปของ คสช.จึงเป็นไปตามอำนาจนิยามของพวกเขา มหาเถรฯ ก็ไม่ใช่องค์กรซึ่งมีที่มาจากธรรมวินัย หรือธรรมวินัยไม่ได้ให้กำเนิดระบบองค์กรสงฆ์ที่มีอำนาจแบบมหาเถรฯ ดังนั้น แม้มหาเถรฯ จะมีอำนาจตามกฎหมายในการรักษาธรรมวินัย แต่ธรรมวินัยและการรักษาธรรมวินัยย่อมเป็นไปตามอำนาจนิยามของมหาเถรฯ เพราะเป็นเช่นนี้ ถึงพระเล็กเณรน้อยจะยืนยันว่าการออกไปชุมนุมทางการเมืองอย่างสันติไม่ผิดธรรมวินัย มหาเถรก็ยืนกรานว่าผิดอยู่ดี ในกรณีอื่นๆ ก็เช่นกัน (ต่างอย่างไรกับการอ้างเสรีภาพ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนแบบ คสช.ที่มีเพียง “คำ” แต่ไม่มี “ความ”) เนื่องจากสมภารเคยนิยามตนเองว่าเป็น “liberal Buddhist” ในหนังสือที่เขาเขียน ผมในฐานะเป็น “แฟนานุแฟน” อ่านหนังสือเขามายาวนาน อยากจะฝากมุมมองของ ดร.อัมเบดการ์ ถึงสมภารหรือใครก็ตามที่นิยามตนว่าเป็นปัญญาชนพุทธเสรีนิยม อัมเบดการ์บอกว่ากลุ่มที่เรียกตนเองว่า “ฮินดูหัวเอียงซ้าย” หรือพวกที่แสดงออกว่าตนเอง “เป็นกลาง” หรือ “เสรีนิยม” พร้อมทั้งเชื่อฮินดูศาสตร์ด้วยในเวลาเดียวกันนั้นมันแสนจะ “ย้อนแย้ง” เช่นเดียวกันปัญญาชนพุทธเสรีนิยมในบ้านเราที่ยืนยันประชาธิปไตย และอิสรภาพในการปกครองตนเองตามธรรมวินัยของสังฆะพร้อมๆ กับยืนยันการมีอยู่ของศาสนจักรภายใต้อำนาจกษัตริย์ย่อมย้อนแย้งเสียยิ่งกว่า ที่ว่ามาทั้งหมด ผมไม่ได้ยืนยันว่ามหาเถรฯ ควรทำตามอำนาจทางกฎหมาย เพราะผมไม่เห็นด้วยกับการมีศาสนจักรของรัฐ แต่ต้องการจะบอกว่า หากจะเกิดเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างทางโลกกับทางธรรม หรือระหว่างรัฐกับศาสนาดังที่สมภารเสนอได้จริง ก็ต่อเมื่อแยกศาสนาออกจากโครงสร้างอำนาจและอุดมการณ์รัฐเท่านั้น! ที่มา : https://prachatai.com/ จำนวนผู้ชม : 1,382 Leave a ReplyFacebook Comments More Articles By the same author หากมุสลิมได้ พ.ร.บ. “ฮัจย์” พุทธต้องได้ “สภาองค์กรชาวพุทธ” อุทัย มณี มี.ค. 27, 2025 “ผู้เขียน” เขียนจั่วหัวข้อไว้แบบนี้ มิได้หมายความว่า ไม่เห็นด้วยหรือคัดค้าน… นายอำเภอกัลยาณิวัฒนา “ทำดี” ช่วยจำหน่ายผลผลิต “อะโวคาโดออร์แกนิกส์” แก้ทุกข์ให้เกษตรกร อุทัย มณี ก.ย. 24, 2023 วันที้ 24 ก.ย. 66 นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอกัลยาณิวัฒนา เปิดเผยถึง… ลงทุนบวชพระ!ฝรั่งทำวิจัยป.เอกเสียงพินที่สัมพันธ์กับประเพณีพุทธ อุทัย มณี พ.ย. 28, 2018 วันที่ 28 พ.ย.2561 เพจ Phanna Som ได้แชร์วิดีโอจาก เพจ echo อยู่ที่ หล่มสัก… จังหวัดชัยภูมิรวมใจ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “วัด ประชา รัฐ สร้างสุข” อุทัย มณี ส.ค. 14, 2021 วันที่ 14 สิงหาคม 2564 ณ วัดคูศรีวนาราม หมู่ 6 ตำบลหนองฉิม อำเภอเนินสง่า … สมเด็จพระมหาธีราจารย์เผย “มส.” สนับสนุนวัดเข้าร่วมพัฒนาชุมชน อุทัย มณี ก.ย. 27, 2022 เมื่อวันอังคารที่ 27 กันยายน 2565 สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม… สถาบันวิจัย มจร ประกาศผลงานวิจัยดีเด่นประจำปี’63 คัดจาก 405 เหลือเพียง 35 เรื่อง อุทัย มณี ม.ค. 15, 2021 วันนี้ (15 ม.ค. 64) สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย… “ปลัดเก่ง” จัดเต็ม!! ตั้งคณะทำงาน “หมู่บ้านรักษาศีล 5” ตั้งแต่ระดับกระทรวงจนถึงหมู่บ้าน ยกตัวอย่างผลสำเร็จตั้งแต่เป็น “ผู้ว่าสระบุรี” อุทัย มณี ก.ค. 05, 2023 วันที่ 5 ก.ค. 66 เวลา 09.30 น. ที่ห้อง War Room ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย… มมร ร่วมกับ ป.ป.ช. ขับเคลื่อนความร่วมมือทางศาสนา ‘ต่อต้านการทุจริต’ อุทัย มณี ก.ย. 14, 2021 วันที่ 14 กันยายน 2564 พระมหาฉัตรชัย สุฉตฺตชโย รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร… กกต.เผยข่าวดี!ยอด 36 พรรคส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งได้ อุทัย มณี ม.ค. 28, 2019 เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)… Related Articles From the same category ส่องการปกครองคณะสงฆ์พม่า : แลคณะสงฆ์ “รามัญนิกาย” ประเทศเมียนมาเป็นประเทศที่คนไทยรู้จักกันดีในฐานะเพื่อนบ้านเรือนเคียง… คืน“สมณศักดิ์” “เปรียญสิบ” เป็นคนหนึ่งที่ติดตาม “คดีเงินทอนวัด” ตั้งแต่ตำรวจกองปราบบุกจับ… ปลัดมหาดไทยและนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ถวาย “กุฏิขนฺติกโรอนุสรณ์” ณ วัดป่าโนนแพง จังหวัดนครพนม วันที่ 10 พ.ค. 66 เวลา 08:39 น. ที่วัดป่าโนนแพง ตำบลบ้านแพง อำเภอบ้านแพง… วัด ประชา รัฐ สร้างสุข ชัยภูมิรวมใจพัฒนาศูนย์เรียนรู้ สวนสมุนไพรในวัด เฉลิมพระเกียรติ “วันแม่แห่งชาติ” วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๔ เวลา ๐๗.๓๐ น. นางสาวอัจฉรา อาษาสู้ นายอำเภอภักดีชุมพล… เมื่อชาวพุทธตามหา “พระจริง-พระแท้” พบ ‘พระป่า ‘ห่มจีวรจากเศษผ้าย้อมเปลือกไม้ ไม่ฉันเนื้อสัตว์-ไม่รับปัจจัย!! วันที่ 24 พ.ค.65 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมามี มีรายงานว่า มีพระภิกษุอยู่ในสำนักสงฆ์…
Leave a Reply