ปฎิบัติการ “หมาเฝ้าวัด”

ฉับพลัน !! ที่พรรคพลังประชารัฐ เลือก “ธรรมนัส” เป็น “เลขาธิการพรรค”

   ณ วินาทีนั้น..ปรากฎภาพ พระรูปหนึ่งลอยเข้ามาในสายตา

เส้นทางชีวิต ทั้งสองคนคล้ายคลึงกันในบางมิติ ในการเมือง..มีผลประโยชน์ซับซ้อน มีกลุ่ม มีก้อน มีซุ้ม เช่นใด

ในการสงฆ์..ก็เฉกเช่นเดียวกัน..เล่นพรรค เล่นพวก มีลูกศิษย์ มีเครือข่ายบริวารและต่อรอง ฉันนั้น

“เปรียญสิบ”  เพียงแค่คิดและจบ อยู่แค่นี้ จะไม่วิจารณ์ต่อ ?? แต่จะเกาะติดและเฝ้าปฎิบัติการแบบ “หมาเฝ้าวัด” กระตุกจีวรพระคุณเจ้า เพื่อพระพุทธศาสนาไปเรื่อย ๆ แบบนี้

บางครั้ง บางคราวปฎิบัติการหมาเฝ้าวัด “หมาวัด” จำเป็น “ต้องเห่าเจ้าอาวาส” บ้าง แม้จะถูกมองว่า “สาวใส้ให้กากิน” หรือ “อกตัญญู” ก็ตามที!!

รูปใดทำเพื่อพระพุทธศาสนา..ทำเพื่อประโยชน์แก่สังคม ประเทศชาติ รูปนั้น “สมควรยกย่อง” 

แต่!! รูปใด เมื่อมีตำแหน่ง มีสมณศักดิ์ ทำเพื่อกลุ่มก้อนตัวเอง ยึดผลประโยชน์ของเครือข่ายตนเองเป็นที่ตั้ง

รูปนั้น..สมควรถูกตรวจสอบ.. “พระสมเด็จ” ก็ไม่เว้น !!

ส่วน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ..แน่นอนในฐานะกินเงินเดือนจากเงินของประชาชน เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ย่อมถูกจับตาเช่นเดียวกัน อย่างเช่นเมื่อเร็ว ๆ นี้มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นที่ประชุมมหาเถรสมาคม ในวันที่ 31 พฤษภาคมและวันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา

สำนักงานพุทธฯคิดอย่างไรไม่ทราบ..ดันเอาวาระสำคัญในส่วนที่เกี่ยวกับ การกลับมาครองผ้าไตรจีวรของพระเถระวัดสระเกศและวัดสามพระยา เพื่อให้มหาเถรสมาคมมีมติว่า พระเถระเหล่านี้เป็นอาบัติ ปาราชิกไปแล้ว

“แหล่งข่าว” บอกว่า ครั้งแรก “สมเด็จพระวันรัต” ประธานที่ประชุมค้าน เพราะเห็นว่าเรื่องฟ้องร้องกันทางกฎหมาย เป็นเรื่องของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไม่เกี่ยวกับมหาเถรสมาคม แต่เรื่องจะปรับอาบัติปาราชิก เป็นเรื่องของคณะสงฆ์ จะต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาตาม “กฎนิคหกรรม” และต้องมีการศึกษาข้อมูลให้ละเอียด จึงได้มอบให้ “เจ้าคณะใหญ่หนกลาง” ไปศึกษาเรื่องดังกล่าว

วันนั้นหากจำไม่ผิด เจ้าคณะใหญ่หนกลาง คือ สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี มิได้เข้าประชุม

ครั้งที่สอง มาอีก ถูกเบรกอีก โดย สมเด็จพระวันรัต ประธานในที่ประชุมเช่นเดียวกัน ซึ่ง “แหล่งข่าว” คนเดิม เปิดเผยต่อว่า สมเด็จพระวันรัต ท่านพูดที่ประชุมว่า…

“เมื่อเรื่องนี้ไม่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้น ก็กลับไปทำเสียให้ถูกต้อง หากยังจะฝืนทำกันต่อไปแบบนี้ ก็จะพากันลงเหวกันหมด และตอนนี้พระพรหมสิทธิ มิได้เป็นพระพรหมสิทธิแล้ว เป็นพระธรรมดา ก็สมควรให้ระดับล่าง ทำเรื่องขึ้นมาตามลำดับ มหาเถรสมาคมเป็นองค์กรระดับนโยบาย”

แหล่งข่าวคนเดิม เปิดเผยอีกว่า เมื่อสมเด็จพระวันรัตท่านพูดแบบนี้ เริ่มมีกรรมการมหาเถรสมาคมบางรูปร่วมแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะกรรมการมหาเถรสมาคมที่เป็น “ราชบัณฑิต” แสดงความคิดเห็นสนับสนุนแนวคิดของสมเด็จพระวันรัตในครั้งนี้

แหล่งข่าวมิได้บอกต่อว่า..เจ้าคณะใหญ่หนกลาง มีท่าทีอย่างไร??

แต่!! “เปรียญสิบ” มองว่า มหาเถรสมาคม มี “ชิ่ง” แล้ว

เริ่มตั้งหลัก ตั้งกำแพงและทวงคืน “พระวินัย” กลับคืนสู่สังคมสงฆ์บ้างแล้ว

โยน!! เผือกร้อน กลับคืนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและเจ้าคณะใหญ่หนกลาง แล้ว

ตอนนี้บางคนจึงอยู่ในสถานการณ์เหมือนบทเพลงที่ว่า “กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง, เหมือนมีอะไรที่ดึง ไม่ให้เราเลือกทางใด..”

ส่วน “เปรียญสิบ” ปฎิบัติการหมาเฝ้าวัด เพื่อความงอกงามและความเจริญมั่นคงของพระพุทธศาสนา ยังคงเดินหน้าต่อไป ไม่มีหยุดยั้ง..??

……………………..

คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง

โดย …“เปรียญสิบ” : [email protected]

ขอบคุณภาพ : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

Leave a Reply