“ช็อค”เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันเผย พบความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กว่า 8 หมื่นโครงการ จาก 10 หน่วยงาน

836 Views

วันที่ 8 ม.ค. 64 ในขณะที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) และมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร.) กำลังจับมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการต่อต้านทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อ  “ขับเคลื่อนประเทศไทยใสสะอาด บูรณาการหลักธรรมสร้างสังคมไม่ทนต่อการทุจริต”  โดยผ่านงานสัมมนาทุกทั่วภูมิภาค พร้อมกับกำลังจัดทำหลักสูตรบูรณาการแนวทางความร่วมมือทางศาสนา ในการต่อต้านการทุจริตโดยประยุกต์หลักธรรมคำสอนกับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Coruption Education)  ซึ่งในปี 2565 นี้วางเป้าไว้ว่าจะขับเคลื่อนสู่ภูมิภาค ทุกจังหวัด และทุกอำเภอ โดยจะผ่าน “พระวิทยากร” ที่ผ่านการอบรมจาก มจร และ มมร.

ปัญหาการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย  ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT แสดงความคิดเห็นผ่านทางเฟซบุ๊ก ในบทความ เรื่อง ‘จับตา อย่าให้ใครโกง…’  เมื่อวันที่ 6 มกราคม 65 ที่ผ่านมา โดยเนื้อหาในบทความระบุ ดังนี้

ข้อมูลจาก ACT Ai เผยให้เห็นความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐกว่า 8 หมื่นโครงการที่ซุกซ่อนอยู่ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาระดับชาติที่ทุกฝ่ายรู้แต่ (ดูเหมือนจะ) ทำอะไรไม่ได้

บทความนี้จะเปิดเผย 10 หน่วยงานที่มีการจัดซื้อแล้วมีความผิดปกติที่ส่อถึง ‘ความเสี่ยงที่จะเกิดคอร์รัปชัน’ มากที่สุด และคำอ้างที่ว่า ‘จัดซื้อถูกระเบียบ เป็นไปตามขั้นตอน’ แต่จริงๆ แล้วเขาโกงกันได้อย่างไร

10 อันดับหน่วยงานที่มีโครงการจัดซื้อน่าจับตามอง

1.กรมชลประทาน พบ 6,197 โครงการ

2.กรมการปกครอง พบ 2,513 โครงการ

3.กรุงเทพมหานคร พบ 2,111 โครงการ

4.กรมทางหลวงชนบท พบ 1,966 โครงการ

5.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ พบ 1,503 โครงการ

6.กรมทางหลวง พบ 1,020 โครงการ

7.การประปาส่วนภูมิภาค พบ 993 โครงการ

8.การประปานครหลวง พบ 949 โครงการ

9.กรมทรัพยากรน้ำ พบ 828 โครงการ

10.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พบ 725 โครงการ

สำหรับข้อมูลและวิธีประเมินนั้น ACT Ai รวบรวมข้อมูลจากระบบ e-GP ของกรมบัญชีกลาง ในการตรวจจับความผิดปกติ ระบบจะแสดงเครื่องหมายแจ้งเตือนสีเหลือง เมื่อโครงการนั้นๆ ส่อให้เห็นความเสี่ยงที่ผิดปกติในการเสนอราคา (ไม่ใช่การตัดสินว่าเกิดคอร์รัปชันแล้ว) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เช่น มีผู้ซื้อซองจำนวนมากแต่เข้าเสนอราคาน้อยราย มีการเกาะกลุ่มเสนอราคาที่ใกล้เคียงกันหรือเท่ากัน มีผู้ที่ชนะการประมูลเพียงรายเดียวที่เสนอราคาต่ำสุด  บริษัทที่ได้งานเสนอราคาเท่าราคากลางหรือต่ำกว่าเพียง 0-1% ในขณะที่รายอื่นๆ เกาะกลุ่มเสนอราคาสูงกว่าราคากลาง เป็นต้น

ดร.มานะยังระบุอีกว่า การประเมินนี้รวมถึงกรณีที่เรียกกันทั่วไปว่า ‘ฮั้วแตก’ และ ‘ฟันราคา’ เพื่อให้ได้งาน ที่จะมีราคาประมูลต่ำผิดปกติ 20-70% กรณีเช่นนี้หน่วยงานอาจได้รับผลดีคือ จ่ายเงินน้อย ต้นทุนต่ำ หรืออาจเกิดผลเสียเพราะคู่สัญญาอาจส่งมอบงานไม่ได้ เนื่องจากราคาต่ำเกินจริงมาก

ดร.มานะระบุว่า ยังมีพฤติกรรมแวดล้อมอีกมากที่ต้องอาศัยการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม เช่น มีการหมุนเวียนกันยื่นประมูลงานในหลายโครงการ โดยผลัดกันเป็นผู้ยื่นราคาต่ำสุด (ผู้ชนะ) หรือราคาสูงกว่า (คู่เทียบ) ผู้ยื่นประมูลหลายรายใช้เอกสารเงินค้ำประกันซองจากแหล่งเดียวกัน หรือใช้หลักทรัพย์เดียวกัน ผู้ยื่นประมูลหลายรายใช้ที่อยู่หรือสถานที่ติดต่อที่เดียวกัน เป็นต้น

สำหรับการจัดซื้อภาครัฐมักเป็นไปตามแบบแผนที่ต้องมีคณะกรรมการ มีการอนุมัติตามขั้นตอนกฎหมาย แต่ความจริงแล้วการปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนมีช่องให้บุคคลที่เกี่ยวข้องสามารถเจรจาวางแผนโกงได้ เช่น

1.ขั้นตอนเขียนโครงการ ของบประมาณ อาจมีการวิ่งเต้นให้อนุมัติโครงการหรืองบประมาณ แบ่งการจัดซื้อเป็นหลายโครงการให้วงเงินน้อยลง ใช้วิธีพิเศษในการจัดซื้อ

2.ขั้นตอนเขียน TOR มีการล็อกสเปกหรือวางเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง

3.ขั้นตอนเปิดประมูลหรือจัดซื้อโดยวิธีอื่น มีการฮั้วประมูล สมยอมราคา แบ่งงานกันไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม กีดกันหรือเปิดเผยความลับแก่คู่แข่งขันบางราย

4.ขั้นตอนทำสัญญาและบริหารสัญญา มีการรับสินบน ช่วยเหลือเอกชน ทำให้รัฐเสียเปรียบ มีการลักสเปก ลดเนื้องาน แก้แบบ เพิ่มเนื้องาน โยนภาระค่าใช้จ่ายบางอย่างให้หน่วยงาน

5.ขั้นตอนรับมอบงาน ส่งงานไม่ได้คุณภาพหรือผิดเงื่อนไข ยกเว้นค่าปรับหรือปรับน้อยเกินจริง จ่ายเงินผิดเงื่อนไข เอกชนฉ้อโกงหน่วยงานแต่ไม่ถูกขึ้นบัญชีผู้ทิ้งงาน เป็นต้น

ขั้นตอนเขียน TOR และการประมูล ถือเป็นสองช่วงสำคัญที่มีการโกงอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นมากที่สุด

ขณะที่ ดร.มานะได้ระบุถึงข้อเสนอแนะ ดังต่อไปนี้

1.สร้างระบบปัญญาประดิษฐ์เช่นเดียวกับ ACT Ai ให้มีศักยภาพมากขึ้น ดึงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ได้มากขึ้น เช่น ธนาคาร กรมที่ดิน กรมพัฒนาธุรกิจ ฯลฯ ทำงานเฉพาะเจาะจงได้มากขึ้น

2.หน่วยงานรัฐต้องกำหนดเงื่อนไขการจัดซื้อที่จูงใจ และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าแข่งขันมากๆ เพื่อประโยชน์ของหน่วยงานเอง

3.นอกจากหน่วยงานต้องเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานให้ครบถ้วนแล้ว เอกชนทุกรายที่สมัครใจเข้าประมูลงานเพื่อประโยชน์ทางการค้าก็ต้องยินยอมให้รัฐเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน เพื่อให้สาธารณชน สื่อมวลชน และผู้ประกอบการอื่นตรวจสอบความถูกต้อง

4.กำหนดมาตรฐานการบันทึกข้อมูลในระบบของกรมบัญชีกลางและหน่วยงานจัดซื้อ ให้มีรูปแบบไฟล์/เอกสารที่คอมพิวเตอร์สามารถนำไปศึกษา-วิเคราะห์ได้ง่ายโดยหน่วยตรวจสอบ (สตง., ป.ป.ช., ป.ป.ท.) และผู้สนใจ

5.หัวหน้าหน่วยงานรัฐต้องทำการประเมินความเสี่ยงต่อการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างครบวงจร และวางมาตรการป้องกันความเสี่ยงอย่างจริงจัง รวมถึงต้องรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

ดร.มานะระบุว่า สำหรับ ACT Ai เครื่องมือสู้โกงภาคประชาชน มีข้อมูลการจัดซื้อตั้งแต่ปี 2558-2564 รวมทั้งหมด 22,182,987 โครงการ ในจำนวนนี้พบโครงการที่ใช้ e-bidding และมีเครื่องหมายแจ้งเตือนว่า ‘เสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติ’ ทั้งสิ้น 80,866 โครงการ

การที่ ปปช.ดึงมหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่ง มาร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยใสสะอาด บูรณาการหลักธรรมในพระพุทธศาสนาสร้างสังคมไม่ทนต่อการทุจริต หวังว่าจะช่วยได้ระดับหนึ่ง!!

Leave a Reply