เรื่องเล่า: ครบรอบ 3 ปีคดี “เงินทอนวัด”

1,687 Views

 

            วันนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว คณะสงฆ์เมืองไทยและชาวพุทธตกตลึงกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เหตุการณ์หนึ่งคือ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอาวุธครบมือจู่โจมวัด 4 จุด อัน เป็นเขตแดนอภัยทาน จับกุมพระมหาเถระระดับรองสมเด็จ 3 รูปประกอบด้วย พระพรหมเมธี วัดสัมพันธวงศ์,พระพรหมสิทธิ วัดสระเกศ,และ พระพรหมดิลก วัดสามพระยา ทั้ง 3 รูป เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ถือว่าเป็นพระสงฆ์หัวก้าวหน้าขับเคลื่อนวงการพระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดียิ่ง และพระภิกษุอีกรูปหนึ่งคือ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ตำรวจพร้อมอาวุธครบมือบุกจับกุม พระพุทธะอิสระ

          พระพรหมเมธี” วงการสื่ออย่างพวกเรา เข้าถึงง่าย เพราะตอนนั้นท่านเหมือนครองตำแหน่งโฆษกมหาเถรสมาคมฝ่ายพระสงฆ์ด้วย เป็นพระภิกษุที่มีเครือข่ายในวงการกว้างทั้ง นักธุรกิจ นักการเมือง และสื่อมวลชน ภาพของพระพรหมเมธี  ณ ตอนนั้นมีแต่ภาพด้านบวก พระคุณเจ้าแม้จะเป็นคณะสงฆ์ธรรมยุต แต่ทำงานร่วมเข้าขากับคณะสงฆ์มหานิกายได้อย่างดียิ่ง ไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบัน ไม่มีใครเทียบได้

          “พระพรหมดิลก” เป็นนักปราชญ์บาลี เป็นผู้แต่งกลอนบาลี ประพันธ์บทสวดมนต์ ให้กับประเทศเนื่องในวาระสำคัญต่าง ๆ สำนักวัดสามพระยา เป็นเมืองตักศิลาแห่งวงการบาลี ไม่มีใครเทียบเท่าได้ ชีวิตท่านทุ่มเทกับการปั้นนักศึกษาบาลี ปั้นให้พระหนุ่มสามเณรน้อยมีความกล้าฝันที่จะพิชิตประโยค 9  ยุคนั้นท่านมีผลงานโดดเด่นด้านการศึกษาพระบาลีเป็นอย่างมาก

          “พระพรหมสิทธิ” มีกว้างขวางมีบารมีไม่แพ้พระพรหมเมธี ในประเทศมีนักการเมือง นักธุรกิจ วิ่งเข้าหาบันไดวัดไม่เคยแห้ง มีพระภิกษุสงฆ์เข้าไปพึ่งบารมียิ่งกว่าสมเด็จพระสังฆราช เพราะได้ชื่อว่าเป็นคนใจถึงพึ่งได้ และวัดสระเกศยุคนั้น เป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนกิจกรรมของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย เลยก็ว่าได้ ในด้านต่างประเทศท่านก็มีผลงานเด่น จนทำให้กิจกรรมคณะสงฆ์ต่างประเทศยุคนั้นเจริญและก้าวหน้า จนคณะสงฆ์นานาชาติยอมรับนับถือและยกย่องให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก

          “พระพุทธะอิสระ”  เป็นผู้กล้าได้ กล้าเสีย เคยนำม๊อบจนได้รับขนานนามว่า “ราชสีห์แห่งแจ้งวัฒนะ”  ยุคนั้นเป็นผู้มีความคิดเห็นไม่ลงรอยกับมหาเถรสมาคมและสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ วิพากษ์วิจารย์บทบาททั้งสององค์กรอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง เป็นผู้มีบารมีและกว้างขวางในแวดวงนักการเมืองและทหาร

            หลังจากประกันตัวออกมาปัจจุบันสวมขุดขาวปฎิบัติธรรมอยู่วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม เฉกเช่นเดียวกับตอนที่ยังครองสมณเพศ

            เช้าตรู่วันที่ 24 พฤษภาค 2564 “ผู้เขียน” อยู่ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ มจร เนื่องจากวันนั้นที่ มจร จัดงาน “วันวิสาขบูชาโลก” เจอ “พระพรหมบัณฑิต” ด้านล่างของตึกอธิบดีการบดี กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ในรถ ผู้เขียนรอที่จะสอบถามจากท่านเรื่องข่าวนี้และเห็นมีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบมาคอยท่านอยู่ใกล้ ๆ หลายคนด้วยกัน

           “พี่พรหมา” คนขับรถพระพรหมบัณฑิตบอกว่า ตำรวจบุกวัดสัมพันธวงศ์เช้าตรู่วันนี้ และนายกรัฐมนตรีภูฎานจะมาปาฐถกาที่หอประชุมใหญ่วันนี้ด้วย ท่านคงคุยเรื่องงานพวกนี้อยู่

             เมื่อทราบความแบบนี้ผู้เขียนก็ไม่รบกวนท่านเดินไปร่วมประชุมที่หอประชุมใหญ่ของ มจร  และที่นั้น ทำให้รู้เรื่องราวต่าง ๆ มากมาย

           หลังจากวันนั้น “วาทะกรรมเงินทอนวัด” ถูกประโคมข่าวอย่างโหมกระหน่ำ และเผยแพร่ไปมากมาย เป็นข่าวใหญ่โตมิใช่เฉพาะในสื่อไทยเท่านั้น แม้แต่สื่อนอกหลายสิบสำนักที่มาร่วมงานวิสาขบูชาโลกก็เสนอข่าว  เพราะทุกสื่อทุกคนสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฐานะประเทศไทยศูนย์กลางพระพุทธศาสนา” พระภิกษุสงฆ์ระดับกรรมการมหาเถรสมาคมเทียบเท่เทียบเท่าตำแหน่งรัฐมนตรีถูกจับกุม วัดซึ่งเป็นเขตอภัยทานถูกตำรวจพร้อมอาวุธครบมือบุกค้น รวมทั้ง คลิป อดีตพระพุทธะอิสระ นอนอยู่ในกุฎิตำรวจบุกรวบ

           # ภาพเหล่านี้สะเทือนใจ หดหู่ใจ จนทุกวันนี้

           วันนั้นเป็นวันที่ชาวพุทธทั่วโลกต้องสลดใจกับการกระทำของรัฐที่ใช้เจ้าหน้าที่บุกจู่โจมจับพระสงฆ์ภายในกุฏิกระทำอย่างกับว่าพระสงฆ์เหล่านั้นเป็นผู้ก่อการร้ายทั้ง ๆ ที่เจ้าหน้าที่เหล่านี้คือ “ชาวพุทธ”   

          ทราบว่าวันจับกุมอดีตพระพรหมเมธี อยู่จังหวัดพิษณุโลก พร้อมลูกศิษย์สตรีนักธุรกิจที่บารมีคนหนึ่ง  ตอนหลังรู้ว่าตำรวจบุกวัด จึงหนีการจับกุมไปได้ผ่านประเทศลาว คดี “คนส่งข้ามแดน” ไม่ต้องพูดถึง แต่ใครอยากรู้รายละเอียดให้ไปถาม “จักรทิพย์ ชัยจินดา”

          ส่วนคนทรยศใน “วงการดงขมิ้น” คาบข่าวให้หน่วยความมั่นคงไปประชุมร่วมอยู่ตึกชั้นใต้ดิน ใครอยากทราบให้ไปถาม “อดีตพระพรหมดิลก” หรือ “อดีตพระพรหมสิทธิ”

            หลังจากนั้นเกิดวาทะกรรม “เงินทอนวัด” จนทำให้พระพุทธศาสนา วงการพระสงฆ์บ้านเรา ชื่อเสียงย่อยยับ ป่นปี้ไปหมด

            และในฐานะสถาบันพระสงฆ์ อันเป็นเสาหลัก 1ใน 3 เสาของชาติ ขาดความน่าเชื่อถือ ขาดความเอาใจใส่ และพระสงฆ์เองก็ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงเข้าสู่โหมด “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” หรือสื่อเราเรียกว่า “เกียร์ว่าง”

           ในขณะที่นักการเมือง รัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ โหมรุกคืบสังคมพระสงฆ์แบบตั้งตัวไม่ติด เพราะขาดเสาหลักอย่างอดีตพระมหาเถระ 3 รูป ไป ได้แต่นอนรอให้ทางการเมืองปฎิรูปตราบเท่าที่เขาต้องการ ได้แต่รอให้เจ้าหน้าที่ต้อนพระออกจากป่า ปิดสถานีวิทยุธรรมะ ทำอะไรก็ได้

           เว้น !! อาจมีพระภิกษุบางรูปที่มองประโยชน์เฉพาะหน้า มองประโชน์ส่วนตัว มิได้มองภาพรวมพระพุทธศาสนา อาจ “ยิ้มแบบผู้ชนะ” ท่ามกลางความเสื่อมศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์จากคนรุ่นใหม่เยาวชน และผู้คนด้านนอกวัด

         เดียวนี้เด็กรุ่นใหม่และผู้คนสังคมส่วนหนึ่ง มักพูดว่า “ไม่จำเป็นต้องคบพระสงฆ์ เพราะคุยทีไร ถูกพระร้องขอ เสียเงิน ทุกคราวไป”

          ในขณะที่อดีตพระเถระ เมื่อถูกจับกุม และเข้าไปอยู่ในเรือนจำพระสงฆ์เหล่านั้นก็ไม่ได้เปล่งวาจาลาสิกขา เพียงแต่เปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มเป็นชุดขาวปฏิบัติธรรม อนุวัติตามบ้านเมือง ให้เป็นไปตามระเบียบของเรือนจำ เหมือนกับพระภิกษุสงฆ์เวลาต้อนนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล ก็ต้องเปลี่ยนชุด เฉกเช่นเดียวกันนี้

           และเท่าที่สอบถามจากผู้คนหลายคนที่เคยไปเยี่ยมพระเหล่านี้ท่านก็ประพฤติและปฏิบัติกิจของสงฆ์ตามพระธรรมวินัย เมื่อท่านได้พิสูจน์ตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมแล้วว่า “ไม่ได้ทำการทุจริต จึงทำพิธีครองผ้าไตรจีวรและกลับเข้าหมู่สงฆ์ตามพระธรรมวินัย เช่นเดียวกับ “อดีตพระพิมลธรรม” (อาจ อาสโภ) ที่ถูกจับกุมเพราะถูกกลั่นแกล้งจากพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งที่ร่วมมือกับการเมือง (ผู้เขียนทำวิทยานิพนธ์:การเมืองว่าด้วยการปกครองคณะสงฆ์ ศึกษากรณีอธิกรณ์อดีตพระพิมลธรรม (อาจ อาสภเถร)

         เมื่ออดีตพระที่ต้องคดีกลับมาห่มจีวรสุดท้ายมีมติมหาเถรสมาคม ให้พระสงฆ์วัดสามพระยา และวัดสระเกศ พ้นจากความเป็นพระภิกษุ ตามมาตรา 30  พ.ร.บ.คณะสงฆ์ โดยไม่ได้มีการเรียกให้พระเถระวัดสามพระยา และวัดสระเกศ ไปซักถาม หรือสอบสวนแต่อย่างใด  และความจริงทั้งมาตรา 29 และ 30 เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ เท่าที่รู้ก็ไม่ได้ทำตามกฎหมายมาตรานี้ นอกจากให้เปลี่ยนชุด.งานนี้คงฟ้องร้องตายไปข้างหนึ่ง

         จากเหตุการณ์เหล่านี้ทั้งหมดทำให้มองอนาคตพระพุทธศาสนาบ้านเรานี้ได้ ว่า คงเจริญกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะสังคมสงฆ์เราแตกแยกอย่างหนัก ไม่เคยที่จะปกป้องหรือบรรเทาจากหนักไปหาเบา ไม่มีความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และผู้ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่และทั้งไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานแห่งหลักธรรม “ความเมตตา” ดังที่สั่งสอนประชาชน

        ไม่เหมือนสังคมทหารที่มีแพทย์หญิงทหารคนหนึ่งเข้าไปพัวพันกับ ประสิทธิ์ เจียวก๊ก แม่ทัพภาค 2 ในฐานะผู้บังคับบัญชาแถลงไม่ได้ปกป้องและว่าไปตามหลักการ แม้สังคมอาจฟังแล้วไม่รื่นหู คือ คดีนี้แบ่งเป็น 2 ประเด็น คือความผิดคดีอาญากับความผิดวินัยทหาร ต้องแยกแยะให้ชัด และกองทัพพร้อมจะร่วมมือกับตำรวจเต็มที่หากเป็นคดีอาญา

      เทียบเคียงกับสังคมสงฆ์บ้านเรา “หนังคนละม้วน”  คนละม้วนอย่างไรลองไปจินตนาการเอาเอง..

 

ขอบคุณภาพ : มติชน,แนวหน้า,ผู้จัดการ,ข่าวสด

Leave a Reply