เฮ!! ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ให้ที่ดินพุทธมณฑล 2,500 ไร่ เป็น “ศาสนสมบัติกลาง”

วันที่  5  มีนาคม 2569   หลังจากก่อนหน้านี้มีคำพิพากษา ลปกครองชั้นต้น ว่าที่ดินพุทธมณฑลดังกล่าวมีสถานะเป็น ศาสนสมบัติกลางของพระพุทธศาสนา มิใช่ทรัพย์สินของรัฐที่ต้องขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ ต่อมากรมธนารักษ์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอให้พิจารณากลับคำพิพากษาดังกล่าว  ล่าสุดวันนี้ นางอุดมพร เอกเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยเกี่ยวกับความคืบหน้าในประเด็นดังกล่าวว่า

ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในคดีพิพาทระหว่าง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง กรณีการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ประมาณ ๒,๕๐๐ ไร่ เป็นที่ราชพัสดุ โดยศาลมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ว่าที่ดินพุทธมณฑลดังกล่าวมีสถานะเป็น ศาสนสมบัติกลางของพระพุทธศาสนา มิใช่ทรัพย์สินของรัฐที่ต้องขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ยื่นฟ้อง กรมธนารักษ์ ต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนการดำเนินการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑลเป็นที่ราชพัสดุ เนื่องจากกรมธนารักษ์ได้อาศัยการตีความตามความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของรัฐและควรขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการจัดตั้งพุทธมณฑล รวมทั้งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และหลักกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางพระพุทธศาสนา จึงได้ใช้สิทธิตามกฎหมายยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้มีการพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทดังกล่าว

ต่อมา ศาลปกครองชั้นต้นได้พิจารณาพยานหลักฐาน เอกสารทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดตั้งพุทธมณฑล ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาและเป็นพุทธบูชาเนื่องในโอกาส ๒๕ พุทธศตวรรษ โดยมีการจัดหาที่ดินจากการบริจาค การจัดซื้อ และการสนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

ศาลปกครองชั้นต้นจึงมีคำพิพากษาว่า ที่ดินพุทธมณฑลดังกล่าวมีลักษณะเป็น “ศาสนสมบัติกลางของพระพุทธศาสนา” ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มิใช่ทรัพย์สินของรัฐที่ต้องขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ และการดำเนินการของกรมธนารักษ์ในการขึ้นทะเบียนดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ภายหลังคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น กรมธนารักษ์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอให้พิจารณากลับคำพิพากษาดังกล่าว การดำเนินคดีและการต่อสู้คดีเป็นไปอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปี

กระทั่งในวันนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่าที่ดินพุทธมณฑล เนื้อที่ประมาณ ๒,๕๐๐ ไร่ มีสถานะเป็น “ศาสนสมบัติกลางของพระพุทธศาสนา” ตามกฎหมายคณะสงฆ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงไม่อยู่ในข่ายที่จะขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุของรัฐ ไม่สามารถถูกจำหน่ายจ่ายโอนไปเพื่อกิจการอื่นนอกพระพุทธศาสนา คณะสงฆ์ และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติตลอดไป

ทั้งนี้ พุทธมณฑล เป็นพุทธานุสรณียสถานสำคัญสูงสุดของชาติไทย ตามนโยบายการฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานสถาปนาขึ้น โดยรัฐบาลร่วมกับพุทธศาสนิกชน พรั่งพร้อมกันโดยเสด็จพระราชกุศล ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา ทั้งด้านการศึกษา และการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชศรัทธาพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ส่วนหนึ่ง และพระราชทานพระบรมราโชบายในการก่อสร้างทุกขั้นตอน และยังทรงพระมหากรุณาทรงรับงานพุทธมณฑลไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อการสร้างพุทธมณฑลแล้วเสร็จสมบูรณ์ในสมัยที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ได้ทรงสืบสานพระราชปณิธานนี้อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการพระพุทธศาสนา ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาสถานะทางกฎหมายและเจตนารมณ์ของการสถาปนาพุทธมณฑลในฐานะศูนย์กลางพระพุทธศาสนา ในฐานะ “ศาสนสมบัติกลางของพระพุทธศาสนา” ให้คงอยู่ตามวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของการจัดตั้ง

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระบุว่า ได้ดำเนินการต่อสู้คดีดังกล่าวตามกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อคุ้มครองและรักษาทรัพย์สินของพระพุทธศาสนาให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้งพุทธมณฑล รวมทั้งเพื่อให้เกิดความชัดเจนทางกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของที่ดินดังกล่าว

เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุดในวันนี้ คดีดังกล่าวจึงถือเป็นอันยุติ นำความปีติยินดีมาสู่พุทธบริษัททั่วหน้า

ทั้งนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะดำเนินการเสนอเรื่องต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินการในขั้นต่อไป อันเกี่ยวเนื่องกับการบริหารจัดการและการดูแลพุทธมณฑลให้เป็นไปตามหลักพระธรรมวินัย กฎหมาย และเจตนารมณ์ของการจัดตั้งพุทธมณฑลในฐานะศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของประเทศต่อไป

อนึ่ง เมื่อพุทธศักราช ๒๕๖๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดรับ “โครงการพัฒนาพุทธมณฑล ศาสนสมบัติกลางของพระพุทธศาสนา สืบสานพระบรมราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบรมราชูปถัมภกแห่งงานพุทธมณฑล เนื่องในอภิลักขิตสมัย ๑๐๐ ปีวันพระบรมราชสมภพ พุทธศักราช ๒๕๗๐“ ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตามที่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นำความถวายพระพรขอพระมหากรุณา

คณะสงฆ์โดยมหาเถรสมาคม และรัฐบาลโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะได้ร่วมกันสนองพระบรมราโชบาย และพระสังฆราโชบาย อนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนา ”พุทธมณฑล ในพระบรมราชูปถัมภ์“ เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา นับแต่ปัญหาทางข้อกฎหมายได้ยุติลงอย่างเรียบร้อยโดยสมบูรณ์แล้วในวันนี้ ให้สมดั่งพระบรมราชปณิธานในรัชกาลที่ ๙ และในรัชกาลปัจจุบันและสมกุศลเจตนารมณ์ของชาวพุทธ เป็นศุภนิมิตแห่งความเจริญมั่นคงของกิจการพระพุทธศาสนาของชาติไทยและของโลก ด้วยเดชะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมแห่งองค์อัครศาสนูปถัมภกสืบไป

Leave a Reply