คณะสงฆ์..ปฎิรูปอย่างไร !! จึงตกเป็นเครื่องมือรัฐ

3,068 Views

 

กรณี “นัท นิสามณี” แต่งกายเลียนแบบพระพุทธเจ้า หรือ ล้อเลียนศาสดาของชาวพุทธเห็นคณะสงฆ์,คณะกรรมาธิการศาสนา,องค์กรพุทธ รวมทั้งคำแถลงการพระธรรมทูตไทยในต่างแดน จะเอาเป็นเอาตาย

สังคมไทยมีคนบอกว่า “กะลาแลนด์”  หมายความว่า ไม่เจริญ ไม่ก้าวหน้า หากใครก็ตามทีที่เป็นคนด้อยกว่า เป็นคนไม่มีชื่อเสียงในสังคม หรือไม่มีตำแหน่งอะไร ไม่ใช่ “พวกกู” ใครพลาด “กระทืบ” ไม่ยั้ง  ตามรังควาน “ไม่เลิก” 

ที่พูดไม่ได้เห็นดีเห็นงามด้วยกับ “นัท นิสามณี”  คนแบบนี้ กฎหมายและสังคม  ต้องจัดการ เพียงแต่ อย่าให้เยอะมากจนมีความรู้สึกว่า “น่ารังเกียจ” บางคนพูดหรือแถลงข่าวเพียงแค่ “หาเวที” ผ่านสื่อแค่นั้น

จึงบอกว่าสังคมไทยเป็นสังคมดัดจริต คือ ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น บางเรื่องทำ เพราะมี “อคติ” ครอบงำ   และทำเพราะคนนั้น “มิใช่พวก”

เรื่องใหญ่ ๆ  มีให้ทำเยอะแยะ เพื่อความเจริญและมั่นคงให้กับพระพุทธศาสนา เช่น  เรื่องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาพระภิกษุ -สามเณร ทำอย่างไรให้ “ทันต่อโลก” มิใช่สังคมสงฆ์ “เป็นสังคมล้าหลัง” คอยสนองรับใช้ที่ “กลไกรัฐ” ต้องการดังปัจจุบัน พูดตรงไปตรงมา สังคมยุคนี้กลายเป็นเหมือนพยามต้อนพระภิกษุ-สามเณรให้อยู่ให้เป็นสังคม “คนโง่”  โดยอ้าง “ความเป็นพระภิกษุ  อ้างพระวินัย ” ให้อยู่ภายในกรอบที่ “ชนชั้นนำ” ต้องการ

“เปรียญสิบ” ผ่านระบบการศึกษาบาลีมา ระบบการศึกษาบาลี ไม่มีส่วนทำให้พระภิกษุสามเณร “ก้าวทันโลก” หรือ “รู้ทันความชั่ว” ของชาวบ้าน แม้แต่นิดเดียว  ข้ออ้างที่ว่าเรียนเพื่อรักษาพุทธพจน์หรือขัดเกลาจิตใจเพื่อบรรลุพระนิพพาน คำตอบ พระสงฆ์ร้อยทั้งร้อยรู้อยู่แก่ใจแล้วว่า  “เป็นไปไม่ได้”

ทำไมจึงไม่คิดปรับหลักสูตรให้ทันต่อสังคมโลกและบริบทสังคม คนนอกวัดยุคนี้เหมือนต้องการให้สังคมสงฆ์เป็น “สังคมยูโทเปีย” เป็นสังคมในอุดมคติ เป็นสังคมเฟ้อฝัน!!

เรื่องโครงสร้าง พ.ร.บ.สงฆ์ที่ถูกครหาว่า “ฆราวาสปกครองสงฆ์” ทำไมจึงยอมและทำไม จึงไม่แก้ ให้มันสอดคล้องกับพระธรรมวินัย และโบราณประเพณี

เรื่อง การแก้ปัญหาวัดร้าง,วัดที่ขาดแคลนพระภิกษุ ตอนนี้เกือบหมื่นกว่าวัด ศาสนทายาทที่ลดลง ทำไมไม่ร่วมกันหาทางออก!!

เรื่องการบุกรุกที่วัดร้าง  ที่ธรณีสงฆ์, เรื่องการตั้งกองทุนพระสงฆ์อาพาธ,เรื่องสวัสดิการพระภิกษุ หรือ การดูแลแม่ชี อื่น ๆ  ที่คณะสงฆ์พึงทำ..ทำไมไม่ทำ

เรื่องที่ดินวัด เรื่องวัดในเขตป่าที่ทับซ้อนที่ดินรัฐ มีอยู่ทั่วประเทศ หรือแม้กระทั้งวัดชายแดนใต้ร้าง ไม่มีพระจำพรรษา อยู่แบบอด ๆ อยาก ๆ  ทำไมไม่คิดหาทางแก้!!

เรื่องการสนับสนุนส่งเสริมเผยแผ่ศาสนาในต่างแดน ส่งพระภิกษุ -สามเณรไปเรียนนานาชาติ ดึงต่างชาติเข้ามาบวช เคยคิดกันบ้างหรือไม่?? อันนี้ไม่ต้องพูดถึงการส่งเสริมวิปัสสนา

เรื่องที่เป็นความก้าวหน้าของคณะสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง พ.ร.บ.พระปริยัติธรรม เป็นอย่างไร เงินไม่ได้สักบาท, เรื่องตั้งองค์กรพระธรรมทูตให้เป็นนิตินัย เพื่อให้มีบทบาทในเวทีโลกเพื่อให้มีอำนาจต่อรอง เคยคิดกันบ้างหรือไม่ , เรื่องการไปแสวงบุญสังเวชนียสถานให้รัฐอุดหนุนเงินให้ชาวพุทธ หรือแม้กระทั้งเรื่องจัดงานวิสาขบูชาโลกให้รัฐส่งเสริมงบประมาณ กำลังคน เครื่องมือรัฐต่าง ๆ  ถามว่าคณะสงฆ์ องค์กรพุทธเคยคิดจะทำ เคยต่อรองบ้างหรือไม่  รวมทั้งถามต่อว่า “รัฐบาล” สนใจบ้างไหม

ตอนนี้คณะสงฆ์ทำทุกอย่าง “ล้วนกระชับอำนาจ” ให้รัฐเขาเท่านั้น ไม่ว่าการบวชที่ยากขึ้น,ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพระวินยาธิการที่ตั้งขึ้นมาก็เพื่อควบคุมพวกเราทั้งนั้น หรือแม้กระทั้งเรื่องการศึกษาที่ มส.ประกาศออกมาเร็ว ๆ นี้ หากจะว่าไปแล้วแม้กระทั้งโครงการศีล 5 และโครงการวัดประชารัฐ สร้างสุข ทุกอย่างล้วน “ถูกตัดตอน” และกระชับอำนาจให้แก่รัฐทิ้งสิ้น

คิดไป คิดมาตอน ครม. เห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมการปฎิรรูปกิจการพระพุทธศาสนา พระสงฆ์หลงดีใจ ที่ไหนได้ แค่ “หมาหยอกไก่” หลงให้ดีใจ  แก้ผ้าเอาหน้ารอด ลดแรงต้านทานแค่นั่น

สิ่งที่พูดมาข้างต้นเกือบทุกเรื่อง ไม่ถูกรัฐนำมาพูดบนเวทีสาธารณะ เลยสักครั้ง  ดีไม่บ้าจี้ปฎิรูป เก็บภาษีพระ  เปลี่ยนเจ้าอาวาสทุก 4 ปี ตามความต้องการของคนบางคน

การปฎิรูปพระพุทธศาสนาอย่างไร ไม่ทราบพระถูกต้อนเข้าวัดและถูกควบคุมหมด   “คนดี คนเก่ง คนกล้า ” ในทัศนะชาวพุทธ ในทัศนะพระสงฆ์ ที่กล้าต่อกรกับ 4 พ. ที่กล้าต่อกรกับอำนาจรัฐ ที่กล้ากรเพื่อพระพุทธเจ้า เพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อความถูกต้อง  ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนหมด!!

Leave a Reply