“มจร – มมร” ต้องวิเคราะห์!! หลัง ป.ป.ช.ทำหนังสือถึง อว. ควรกำหนดอายุและคุณสมบัติ “คณบดี-รองอธิการ-อธิการบดี” และ “กก.สรรหาอธิการบดี” ต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน!!

วันที่ 26 มีนาคม 2569  มีการแชร์หนังสือสำนักงาน ป.ป.ช.  ที่ส่งถึงปลัดกระทรวง อว. เรื่อง ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันปัญหาหรือความเสี่ยงต่อการทุจริตในการบริหารงานขอสถาบันอุดมศึกษาในสังกัด อว. ลงวันที่ 23 มกราคม 2569 และสำนักงานปลัดกระทรวง อว. มีหนังสือเวียนถึงสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 สรุปสาระสำคัญของหนังสือดังกล่าวได้ ดังต่อไปนี้

ป.ป.ช. เสนอแนะต่อกระทรวง อว. จากการที่สำนักงาน ป.ป.ช. ศึกษาวิเคราะห์ปัญหาและความเสี่ยงต่อการทุจริตในการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดกระทรวง อว. กรณีแต่งตั้งบุคคลที่เกษียณอายุราชการแล้วให้ดำรงตำแหน่งบริหารเป็นคณบดี รองอธิการบดี และอธิการบดี โดยมีข้อเสนอแนะ  2 เรื่อง คือ

1.การกำหนดคุณสมบัติของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา เสนอแนะให้กระทรวง อว. จัดทำมาตรฐานกลางในการกำหนดคุณสมบัติของอธิการบดี รองอธิการบดี และคณบดี ในด้านสถานะและอายุเนื่องจากกฎหมายหลักได้แก่ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษา ไม่ได้กำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับสถานะและอายุของผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารไว้

2.กระบวนการสรรหาผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา เสนอแนะให้สถาบันอุดมศึกษาดำเนินการ ดังต่อไปนี้

    (1) ควรยึดและปฏิบัติตามแนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา (ฉบับที่ 2) ข้อ 18, 19 โดยเคร่งครัด ปัจจุบันรัฐมนตรี อว. ประกาศยกเลิกแนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาดังกล่าวไปแล้ว ตามประกาศแนวปฏิบัติเพื่อให้การจัดการอุดมศึกษาเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

     (2) ควรกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการสรรหาฯ และผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บริหารไว้ในข้อบังคับ เพื่อให้โปร่งใส เป็นธรรม เป็นกลาง ไม่มีส่วนได้เสีย และป้องกันปัญหาร้องเรียน โดยเสนอแนะว่า

     (2.1) กรรมการสรรหาอธิการบดีหรือคณบดี ต้องไม่เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นอธิการบดีหรือคณบดี ในลักษณะดังต่อไปนี้

         ก. คู่สมรสหรือผู้ซึ่งอยู่กินฉันคู่สมรส

         ข. บุพการี ผู้สืบสันดาน พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดาเดียวกัน

        ค. บุพการีหรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสหรือผู้ซึ่งอยู่กินฉันคู่สมรส

        ง. บุตรบุญธรรมหรือผู้รับบุตรบุญธรรม

    (2.2) จำกัดสิทธิกรรมการสรรหาอธิการบดี มิให้สมัครหรือได้รับเสนอชื่อเป็นอธิการบดี รวมทั้งมิให้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดีตลอดวาระของอธิการบดี

    (2.3) กำหนดลักษณะต้องห้ามของรองอธิการบดี ต้องไม่เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอธิการบดี ในลักษณะดังต่อไปนี้

         ก. คู่สมรสหรือผู้ซึ่งอยู่กินฉันคู่สมรส

         ข. บุพการี ผู้สืบสันดาน พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดาเดียวกัน

         ค. บุพการีหรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสหรือผู้ซึ่งอยู่กินฉันคู่สมรส

         ง. บุตรบุญธรรมหรือผู้รับบุตรบุญธรรม

      (2.4) สภาสถาบันอุดมศึกษาต้องไม่แต่งตั้งกรรมการสรรหาอธิการบดีหรือกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาซึ่งออกเสียงลงมติเลือกอธิการบดีรายใดเป็นรองอธิการบดีตามคำแนะนำของอธิการบดีรายนั้น ภายใน 2 ปี นับแต่วันลงมติเลือกอธิการบดี เว้นแต่บุคคลนั้นได้แสดงเจตนาเป็นที่ประจักษ์ว่าไม่ประสงค์ใช้สิทธิลงคะแนนเลือกอธิการบดีในคราวนั้น

      (3) ควรเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการสรรหา/แต่งตั้งบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งผู้บริหาร เช่น ข้อบังคับ ประกาศเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการแต่งตั้ง คุณสมบัติและลักษระต้องห้ามของบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งผู้บริหาร ให้สาธารณชนทราบและเข้าถึงได้เป็นการทั่วไปทางเวบไซต์ของสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งในข้อนี้สถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่ทำอยู่แล้ว

พร้อมกันนี้มีการแชร์ข้อสังเกตของนักวิชาการท่านหนึ่งว่า

1.ข้อเสนอแนะในเรื่องการจำกัดสิทธิกรรมการสรรหาอธิการบดี มิให้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดีมีความขัดแย้งกันคือ ในตอนต้นเสนอแนะว่ามิให้ดำรงตำแหน่งตลอดวาระของอธิการบดี แต่ในตอนหลังเสนอว่ามิให้แต่งตั้งกรรมการสรรหาอธิการบดีหรือกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาซึ่งออกเสียงลงมติเลือกอธิการบดีรายใดเป็นรองอธิการบดีตามคำแนะนำของอธิการบดีรายนั้น ภายใน 2 ปี นับแต่วันลงมติเลือกอธิการบดี

2.ในทางปฏิบัติไม่อาจทราบได้ว่ากรรมการสรรหาอธิการบดีหรือกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาเลือกบุคคลรายใดเป็นอธิการบดี เพราะการเลือกใช้วิธีการลงคะแนนลับ

3.ข้อเสนอแนะที่เป็นข้อยกเว้นให้แต่งตั้งกรรมการสรรหาอธิการบดีหรือกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาที่ได้แสดงเจตนาเป็นที่ประจักษ์ว่าไม่ประสงค์ใช้สิทธิลงคะแนนเลือกอธิการบดีในคราวนั้น เป็นรองอธิการบดีตามคำแนะนำของอธิการบดีได้ เท่ากับเป็นการเปิดช่องให้กรรมการได้แสดงตนว่าไม่ประสงค์ใช้สิทธิลงคะแนนเลือกอธิการบดี กรณีจะเป็นประโยชน์ต่อสถาบันอุดมศึกษาอย่างแท้จริงหรือไม่ หากกรรมการสรรหาอธิการบดีหรือกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาที่ประสงค์จะเป็นรองอธิการบดีไม่ยอมลาออกจากการเป็นกรรมการแต่ได้ใช้วิธีการแสดงตนว่าไม่ประสงค์ใช้สิทธิลงคะแนนเลือกอธิการบดี และหากมีผู้แสดงตนว่าไม่ประสงค์ใช้สิทธิลงคะแนนเลือกอธิการบดีเป็นจำนวนมากจนมีคะแนนเสียงไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับย่อมอาจทำให้การสรรหาอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาไม่ประสบความสำเร็จ.

Leave a Reply