“เจ้าคุณต้น” พระวชิรธรรมโฆสิต ได้รับโปรดเกล้าสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ “ชั้นราช” ที่ “พระราชวชิรธรรมโฆษิต” พร้อมกับได้รับการถวายพัดรองที่ระลึก พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และ พัดรองที่ระลึก สมมงคล เป็นที่ปลื้มอกปลื้มใจให้กับชาว “ระฆัง8” ซึ่งเป็น “กลุ่มศิษยานุศิษย์” และผู้ใกล้ชิดของ “เจ้าคุณต้น” เป็นอย่างมาก
“ผู้เขียน” กับ “เจ้าคุณต้น” รู้จักกันโดยผ่าน “ปลัดเก่ง” นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ได้ชื่อว่า “ชาวพุทธต้นแบบ” ผลงานที่ผ่านมาทั้งของเจ้าคุณต้นและปลัดเก่ง ผู้เขียนคิดว่า “จุดยืน” ของเราคล้ายคลึงกัน อย่างน้อย 3 ประการ คือ หนึ่ง มีความศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา สอง มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และ สาม ชอบช่วยเหลือ เกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ด้วยเหตุผล 3 ประการนี้ ผู้เขียนถือว่าทั้ง 2 ท่าน คือ กัลยาณมิตรทางอุดมการณ์

“ผู้เขียน” เดิมไม่ค่อยเชื่อว่า “เจ้าคุณต้น” จะเป็น “พระสำนึกรักบ้านเกิด” และมีผลงานมากมายในเรื่อง “ศาสนสงเคราะห์” ดังที่ “ปลัดเก่ง” เล่าตลอดว่า ท่านเป็นพระนักพัฒนาและไม่ลืมบ้านเกิดเมืองนอน
เมื่อหลายปีก่อนจึงไปพิสูจน์ “บ้านเกิด” ของ “เจ้าคุณต้น” ณ บ้านวังงิ้ว อ.ดงเจริญ จ.พิจิตร เพื่อให้เห็นความจริง ดังคำร่ำลือที่ว่า “เจ้าคุณต้น” เป็น “พระภิกษุ” ตัวยงในการมี “จิตสำนึกรักบ้านเกิด” และมีความกตัญญูกตเวทีต่อ “ถิ่นอยู่อาศัย” ด้วยการเชิญ ชวน เชื่อม คนจากเมืองกรุงไปพัฒนาและเกื้อกูลบ้านเกิดท่าน สมดังคำที่ว่า “ดื่มน้ำจากบ่อ อย่าลืมคนขุดบ่อ”
อันดับแรกผู้เขียนไปดูแปลง โคก หนอง นา ที่ “เจ้าคุณต้น” ซื้อที่ดินไว้เพื่อเป็นศูนย์รวมในการทำกิจกรรมของหมู่บ้าน เป็น “จุดศูนย์รวม” ในการสร้างความสามัคคีของชุมชน และเป็น “ต้นเกล้า” เพาะพันธุ์สำหรับผักปลอดสารพิษ
นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้ไปชมโรงเรียนวังงิ้วพิทยาคมที่ “เจ้าคุณต้น” เคยเรียน ซึ่งท่านไปสร้าง “ร้านกาแฟ” เพื่อให้นักเรียนฝึกอาชีพ มีรายได้ พร้อมทั้งเรือนสหกรณ์ของโรงเรียน ด้วย เจอ “เจ้าหน้าที่” ของโรงเรียนบอกว่า “เจ้าคุณต้น” นอกจากสร้างร้านกาแฟ พร้อมอุปกรณ์ มอบให้โรงเรียนแล้ว ท่านยังเมตตามอบ “ทุนการศึกษาฟรี” ให้นักเรียนจำนวน 10 ทุน ส่งเรียนจนจบปริญญาตรีด้วย
ท่านทำมาหลายปีแล้ว จนจวบกระทั้งปัจจุบัน
นอกจากนี้ที่ รพ.สต.ตำบลวังงิ้วใต้ “เจ้าคุณต้น” ก็ปรับปรุงอาคารทำเป็นห้อง “ทันตกรรม” มีหมอประจำ พร้อมอุปกรณ์ทันตกรรมด้วยเช่นกัน
แต่ที่ยิ่งใหญ่กว่าคือ “อุโบสถ” วัดที่เจ้าคุณต้นเคยบวชเรียน เคยอยู่ ท่านสร้างอุโบสถไว้สวยงาม เท่าที่ทราบสิ้นงบประมาณไปประมาณ 30 ล้านบาท ความจริง “เจ้าคุณต้น” หรือ พระราชวชิรธรรมโฆษิต สร้างไว้กับ “บ้านเกิด” ของท่าน มีมากกว่านี้ทั้งเรื่อง สร้างบ้านให้กับผู้ยากไร้ ช่วยเหลือศูนย์ผู้สูงอายุ ให้ทุนการศึกษาเด็กโรงเรียนใกล้เคียงอื่น ๆ
การดูแลผู้สูงอายุในหมู่บ้านทุกวันนี้ “เจ้าคุณต้น” ก็ยังรับเป็นผู้จัดเครื่องอุปโภคบริโภคให้ทุกเดือนมิได้ขาดโดยเฉพาะ..แพมเพิส ผ้าอ้อมผู้ใหญ่

นอกจากนี้ “ผลงาน” ของเจ้าคุณต้น ยังมีอีกมากทั้ง “ทำวัดร้างให้เป็นวัดรุ่ง” ที่วัดปฐมวนาราม จ.ปทุมธานี ตอนนี้พัฒนาไปแล้วมีมูลค่านับร้อยล้านบาท หรือแม้กระทั้งนำที่ดินวัดระฆัง ฯ จังหวัดนครนายกจำนวน 150 ไร่ ให้กระทรวงมหาดไทยทำเป็น “ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิต ตามแนวทางพุทธอารยเกษตร สู่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยั่งยืน” แต่เท่าที่ทราบศูนย์นี้ปลัดเก่งเกษียณอายุราชการ..ไม่เวิร์ค
อันนี้ยังไม่นับ “เจ้าคุณต้น” ไปสร้างวัดที่ประเทศญี่ปุ่นอีกต่างหาก ซึ่งฟังจาก “ปลัดเก่ง” เล่าวัดที่ประเทศญี่ปุ่น “ปลัดเก่ง – ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ” บริจาคซื้อที่ดินให้ นอกจากเป็น “อารามร่มรื่น” แล้ว ยังเป็นสถานที่ให้ นักเรียนจาก “สตรีวัดระฆัง” ไปฝึกงานไปสอนวัฒนธรรมไทยให้กับเด็กไทยในญี่ปุ่นด้วย

“พระพรหมบัณฑิต” กรรมการมหาเถรสมาคม เคยกล่าวเอาไว้ในคราวรัฐบาลและมหาเถรสมาคม ร่วมกัน จัดทำแผนการปฎิรูปกิจการพระพุทธศาสนาว่า เป้าหมายหลักในการปฎิรูปกิจการพระพุทธศาสนาในครั้งนี้ ก็คือ ต้องให้วัดและพระสงฆ์เป็นที่พึ่งของชุมชน และดึงบทบาทวัดให้กลับมาเป็น “ศูนย์กลางชุมชนหมู่บ้าน” ให้ได้!!
หากเราย้อนกลับไปมองบทบาทพระสงฆ์กับสังคมไทยในอดีต พระสงฆ์โดยเฉพาะเจ้าอาวาส คือ แกนนำของหมู่บ้าน ชุมชนอย่างแท้จริง อย่างน้อยท่านทำหน้าที่ 3 ประการ คือ หนึ่ง พระสงฆ์เป็นศูนย์กลางของหมู่บ้านทั้งเรื่องขจัดความขัดแย้ง การให้การศึกษา การช่วยเหลือชุมชน สอง พระสงฆ์เป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างภาครัฐและชาวบ้าน และ สาม พระสงฆ์เป็นแกนนำหลักในการพัฒนาหมู่บ้านทั้งเรื่องถนน สะพาน ไฟฟ้า รวมทั้งสาธารณูปภาคต่าง ๆ


Leave a Reply