การเมืองสงฆ์!! เมื่อ “ธรรมยุต” มี “ระเบียบคณะธรรมยุต”  มหานิกายจึงก่อเกิด  “สมัชชามหาคณิสสร”

“ผู้เขียน” หลังจากอ่านระเบียบ “คณะสงฆ์ธรรมยุต” ทั้ง 2 ฉบับที่ประกาศไว้เมื่อปี 2500 และปี2544 ต้องยอมรับว่า “คณะสงฆ์ธรรมยุต” ได้วางระเบียบ แบบแผน และกฎเกณฑ์ ในการบริหารจัดการภายในองค์กรของคณะธรรมยุต ค่อนข้างดี

เป้าหมายของ “ระเบียบคณะธรรมยุต” ปี 2500 ของ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมสมเด็จวชิรญาณวงศ์ คือ เพื่อเป็นหลักในการบริหารคณะธรรมยุตของเจ้าคณะพระสังฆาธิการ ยังให้เกิด “สีลทิฏฐิสามัญญตา” เป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยเฉพาะเน้นการ “การบริหารวัด”

ต่อมาในปี 2544 มีการปรับปรุงวางโครงสร้าง รูปแบบที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น  มีการจัดตั้งเถรสมาคมธรรมยุต, กรรมการคณะธรรมยุต, อนุกรรมการ, และทั้งมี “สำนักงานคณะธรรมยุต” เพื่อขับเคลื่อนดูแลคณะสงฆ์ธรรมยุตตามภารกิจที่ได้วางไว้

ในส่วนของ “คณะสงฆ์มหานิกาย” จำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน ได้เขียนถึงการเกิดขึ้นและตั้งอยู่ของ “สมัชชามหาคณิสสร” ของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายไว้ครั้งหนึ่งแล้ว

“สมัชชามหาคณิสสร” ตั้งขึ้นโดย “สมเด็จป๋า” หรือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยผ่านการ “ผลักดัน” จาก  “กลุ่มยังเติร์ก” พระสงฆ์หัวก้าวหน้าฝ่ายมหานิกายกลุ่มหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นระดับ “เจ้าคณะปกครอง”

“ผู้เขียน” มองการเกิดขึ้นของ “สมัชชามหาคณิสสร”  น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะแฝงด้วยการ “ชิงเหลี่ยมอิงการเมือง” ระหว่างคณะสงฆ์  “มหานิกาย-ธรรมยุต”

เล่าเท่าที่รู้  การเกิดขึ้นของสมัชชามหาคณิสสร เป็นพระดำริของ “สมเด็จป๋า” เพื่อตอบโต้ “คณะธรรมยุต” ในยุคนั้นที่พยายามจะเข้ามาครอบงำคณะสงฆ์ฝ่าย “มหานิกาย” ผ่าน พ.ร.บ.2505 และ รูปแบบการบวช โดยมี พระธรรมปัญญาบดี หรือต่อมา คือ “สมเด็จฟื้น” วัดสามพระยา คอยสนับสนุน และมี  “คนกลาง” คือ “พระธรรมคุณภรณ์”  วัดสระเกศฯ สมณศักดิ์ต่อมา “สมเด็จพระพุฒาจารย์” เป็นคนประสาน..

การก่อตัวขึ้นของ “สมัชชามหาคณิสสร”  เป็นสัญญานหนึ่ง ในความพายามของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ที่ต้องการแก้ปัญหาและต้องการจะสลัดออกมาจากการครอบงำ ถูกกลืนกินโดย “ธรรมยุต”

คณะสงฆ์มหานิกายยุคนั่น ต้องการสืบสาน รักษา รูปแบบการบวช“อุกาสะ” ซึ่งเป็นการบวชแบบดั้งเดิมของ “มหานิกาย” ไว้  หรืออีกนัยหนึ่งก็เป็นการรักษา “จารีตการบวช” ของมหานิกายเอาไว้ ไม่ให้สาบสูญ แต่หากมองแง่ “การเมือง” คือ เพื่อความเป็นอิสระจากการถูกครอบงำ

เนื่องจากตั้งแต่ครั้งเกิดคดีความ “พระพิมลธรรม” (อาจ อาภสเถร ) เป็นต้นมาคณะสงฆ์ “มหานิกาย” กลุ่มหนึ่ง เชื่อว่า “คณะธรรมยุต” มีความพยายามในการรุกคืบ ที่จะให้ มหานิกายยกเลิกการบวชแบบ “อุกาสะ” ให้หมด ซึ่งมีวัดมหานิกายหลายวัด ที่เปลี่ยนรูปแบบการบวชแบบคณะธรรมยุตคือแบบ “เอสาหํ” จึงเป็นที่มาของการตั้งสมัชชามหาคณิศรขึ้นมา เพื่อรักษาการบวชแบบมหานิกายเอาไว้

แต่เนื่องจาก “สมเด็จป๋า” ตอนนั้นพระองค์ดำรงตำแหน่ง “สกลมหาสังฆปริณายก” จะจัดประชุมที่วัดโพธิ์ หรือ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม”  ก็คงไม่เหมาะสม จึงให้ไปจัดประชุมเพื่อดำเนินการเรื่องนี้ที่ “วัดสระเกศ” แทน โดยมี “พระธรรมคุณภรณ์” หรือสมณศักดิ์ต่อมา “สมเด็จพระพุฒาจารย์” เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2516 คณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายตั้งแต่ระดับเจ้าคณะหนใหญ่ เจ้าคณะภาค จึงมีมติร่วมกันว่า จะตั้ง “สมัชชามหาคณิสสร” ขึ้น และ “สมเด็จป๋า” สมเด็จพระสังฆราชทรงเห็นชอบในอีกวันถัดมาคือวันที่ 26 มีนาคม 2516 และถือเอาวันนี้เป็นวันก่อตั้ง..สมัชชามหาคณิสสร

การเกิดขึ้นของ “สมัชชามหาคณิสสร”  มองอีกอีกนัยหนึ่งใน “คณะธรรมยุต” มี เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต  ฝ่าย “มหานิกาย” จึงตอบโต้ด้วยการ ตั้ง “ประธานสมัชชามหาคณิสสร” ขึ้นมาบ้าง

ประมาณว่า คณะธรรมยุตมี “ระเบียบบริหารคณะธรรมยุต พ.ศ.2500” ได้ คณะสงฆ์มหานิกายก็ต้องมี “ระเบียบบริหารสมัชชามหาคณิสสร” ขึ้นมาได้บ้าง

“สมัชชามหาคณิสสร”  มีโครงสร้างทั้งฝ่ายปกครอง การศึกษา เผยแผ่  สาธารณูปการ ฝ่ายวิชาการ และฝ่ายอธิกรณ์  คล้ายกับ “ระเบียบบริหารวัดธรรมยุต ปี 2500” ที่มี 4 ภารกิจ คือ ปกครอง เผยแผ่ ศึกษา และสาธารณูปการ

การก่อตั้ง “สมัชชามหาคณิสสร” ในปี 2516  จึงนับได้ว่าเป็นการรวมตัวของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายที่ต้องการจะ “ปลดแอก” จากการครอบงำของคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต ที่พยายามรุกคืบด้วยวิธีบวชแบบ “เอสาหํ”

จึงเห็นว่ายุคก่อตั้ง หน้าที่หลักของ “สมัชชามหาคณิสสร” มีบทบาทสำคัญในเรื่องการ “อบรมพระอุปัชฌาย์” เป็นหลัก ส่วนเรื่องพิจารณา “สมณศักดิ์” เป็นรอง

ยุคก่อนการชิงไหวชิงพริบระหว่างคณะสงฆ์ 2 นิกายค่อนข้าง “เข้มข้น” การได้มาซึ่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2484 ถือว่าเป็น “ชัยชนะ” ของฝ่ายมหานิกาย และการสูญเสีย พ.ร.บ.คณะสงฆ์  2484 และการเกิดขึ้นของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 รวมทั้งการที่ “พระพิมลธรรม” (อาจ อาสภเถระ) ถูกจับติดคุก ถือว่าเป็นความ “เพลี่ยงพล้ำ” ของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย  และหลายคนมองว่าเป็นชัยชนะของ “ธรรมยุต”

ปัจจุบัน “สมัชชามหาคณิสสร”  มี “สมเด็จพระพุฒาจารย์”  วัดไตรมิตร ซึ่งเป็นผู้มีอาวุโสสูงสุดทางสมณศักดิ์ เป็น “ประธานสมัชชามหาคณิสสร” และมี “พระราชวชิเมธี” รองเจ้าคณะภาค 9 เลขาเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เป็น “เลขาธิการ” มีหน้าที่แค่การอบรม “พระอุปัชฌาย์” และพิจารณา “สมณศักดิ์”  ทำควบคู่กันไป เหมือนทำหน้าที่เป็น “อนุกรรมการ” พิจารณากลั่นกรองก่อนเข้าประชุม “บอร์ดใหญ่” คือ..มหาเถรสมาคม

ส่วนเรื่องกลิ่นอายของ “การเมืองสงฆ์” ระหว่าง “นิกาย” การชิงดีชิงเด่น จ่างหายมลายไปหมดสิ้นแล้ว..

Leave a Reply