ส่อง “สังฆพิจารณ์” ปี 46 พระสังฆาธิการ 98.78 % เห็นว่า “เจ้าอาวาสมิใช่เจ้าพนักงาน เป็นเพียง “ผู้ปกครองวัด” พร้อมขอให้ “มส.” แก้กฎหมาย!!

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569  ประเด็นร้อนในวงการคณะสงฆ์กำลังถกเถียงกันว่า “เจ้าอาวาส” เป็น “เจ้าพนักงานหรือไม่”  ซึ่งหลายท่านบอกว่าเจ้าอาวาสเป็น “เจ้าพนักงาน” ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 ในมาตรา 45  ขณะที่อีกหลายท่านบอกว่าอาวาสเป็นเพียง “ผู้ปกครองวัด” มิได้เป็นเจ้าพนักงาน ซึ่งเรื่องดังกล่าวองค์กรชาวพุทธเคยทำสังฆพิจารณ์มาแล้วเมื่อปีพุทธศักราช 2546  และเจ้าคณะปกครองส่วนใหญ่ตั้งแต่เจ้าคณะภาคจนถึงเจ้าอาวาส เห็นว่าเจ้าอาวาสมิได้เป็นเจ้าพนักงาน และมีความประสงค์ต้องการให้ “มหาเถรสมาคม” ควรมีการระบุลงไปในกฎหมายหรือกฎมหาเถรสมาคมอย่างชัดเจนว่า  เจ้าอาวาสไม่ใช่เจ้าพนักงาน  เพื่อจะได้ไม่ต้องถกเถียงกันอีกต่อไปว่า  เจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงานหรือไม่ รายละเอียดมีดังนี้

เรื่อง ขอนำผลสังฆพิจารณ์เรื่องสถานภาพของเจ้าอาวาส และขอความกรุณาพิจารณาแก้ไขกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24  (พ.ศ. 25841) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ เสนอต่อมหาเถรสมาคมในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 23 /2546  เมื่อวันที่ 9กันยายน 2546 โดยการประชุมมหาเถรสมาคมขณะนั้น เลขาธิการมหาเถรสมาคมเสนอว่า สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม แจ้งว่า ได้รับหนังสือจาก นายอดิศักดิ์ วรรณสิน นายกสมาคมพุทธศาสน์สัมพันธ์ ความว่า สืบเนื่องจากมีบุคคลบางคนเข้าใจผิดคิดว่าเจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา  และได้มีการออกมาให้ความเห็นในทำนองว่า  จะให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้าตรวจสอบการเงินของวัด หากพบว่ามีการกระทำที่ผิดระเบียบข้อใดข้อหนึ่ง เจ้าอาวาสวัดนั้นจะมีความผิดในฐานะเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง10  ปี หรือปรับตั้งแต่ สองพันบาท ถึง สองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทางสมาคมพุทธศาสน์สัมพันธ์เห็นว่า เรื่องนี้น่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของเจ้าอาวาสทั่วประเทศอย่างรุนแรง จึงได้ทำแบบสอบถามสังฆพิจารณ์ไปยังเจ้าคณะ- พระสังฆาธิการทั่วประเทศ โดยเริ่มส่งจดหมายออกไปเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2546  และเป็นที่น่าปีติยินดีที่พระสังฆาธิการทั่วประเทศต่างตื่นตัวแสดงความเห็นกลับมาอย่างคับคั่ง  รวมจำนวนถึง 4,355 ฉบับ  (นับถึงวันที่  15  สิงหาคม  2546 )  แบ่งเป็น

เจ้าคณะภาค 4  รูป  เจ้าคณะจังหวัด 12  รูป  เจ้าคณะอำเภอ 79  รูป  เจ้าคณะตำบล  718  รูป  เจ้าอาวาส 3,328  รูป  อื่น ๆ เช่น เลขานุการเจ้าคณะปกครอง 214  รูป  โดยพระสังฆาธิการ 4,355  รูป มีความคิดเห็นต่อประเด็นการสอบถามดังนี้

1.เจ้าอาวาสไม่ใช่ผู้ปกครองคณะสงฆ์ แต่เป็นเพียงผู้ปกครองวัด มีอำนาจหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ได้ระบุให้อำนาจไว้แล้วอย่างชัดเจน เจ้าอาวาสจึงไม่ใช่เจ้าพนักงาน ดังนั้น ผู้ที่ไม่ใช่ผู้เสียหายจะไปแจ้งความกล่าวโทษเจ้าอาวาสไม่ได้

 –    เห็นด้วย  4,302   รูป  เท่ากับ 98.78%

  –  ไม่เห็นด้วย  53   รูป    เท่ากับ   1.22 %

2.ควรมีการระบุลงไปในกฎหมายหรือกฎมหาเถรสมาคมอย่างชัดเจนว่า  เจ้าอาวาสไม่ใช่เจ้าพนักงาน  เพื่อจะได้ไม่ต้องถกเถียงกันอีกต่อไปว่า  เจ้าอาวาสเป็น    เจ้าพนักงานหรือไม่

 –    เห็นด้วย   4,295     รูป   เท่ากับ 98.62 %

 –   ไม่เห็นด้วย 60   รูป       เท่ากับ 1.38

ผู้ที่ไม่เห็นด้วยส่วนใหญ่เป็นเพราะเข้าใจผิดคิดว่า ถ้าเจ้าอาวาสเป็นเพียง      ผู้ปกครองวัด จะทำให้มีหน้าที่อยู่เฝ้าวัดอย่างเดียว ซึ่งความจริงการเป็นผู้ปกครองวัดมีหน้าที่รวมทั้งการปกครองดูแลพระภิกษุสามเณร แม่ชี ศิษย์วัด ดูแลทรัพย์สินศาสนสมบัติของวัด  ดูแลกิจการของวัดทุก ๆ อย่าง ตามที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 37  และมาตรา 38  ให้อำนาจไว้อย่างชัดเจน

ปัจจุบันวัดจำนวนมากมีพระภิกษุอยู่เพียงรูปเดียว เจ้าอาวาสวัดนั้น ๆ ย่อมจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ไปไม่ได้เลย เพราะไม่มีคณะสงฆ์ให้ปกครอง   แม้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ก็ให้คำนิยามความหมายของคำว่า “เจ้าอาวาส” ว่าหมายถึง  ”พระที่ดำรงตำแหน่งผู้ปกครองวัด”  หากมหาเถรสมาคมกรุณาแก้ไขเพิ่มเติม กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24  (พ.ศ. 2541 ) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ โดยนิยามความหมายของพระสังฆาธิการด้วยการระบุตำแหน่งไปเลยว่าหมายถึงพระภิกษุ

ผู้ดำรงตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ ได้แก่ เจ้าคณะ รองเจ้าคณะ ระดับต่าง ๆ และพระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งปกครองวัด ได้แก่ เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส โดยไม่ต้องระบุว่าเป็นผู้ปกครองคณะสงฆ์ ก็จะทำให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของวัดมากแห่งที่มีพระภิกษุเพียงรูปเดียว ดังกล่าวแล้ว และทำให้หายสับสน เกิดความกระจ่างชัดเจนว่า เจ้าอาวาสไม่ใช่เจ้าพนักงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อการทำหน้าที่บำรุงรักษา ปกครองวัดของเจ้าอาวาสวัดทั่วประเทศเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกับมีบัญชาให้นำเสนอมหาเถรสมาคม

 ที่ประชุมพิจารณาแล้วลงมติว่า การตีความและการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคม และให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินำเรื่องนี้เสนอ  รองนายกรัฐมนตรี  (นายวิษณุ  เครืองาม)  ผู้กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พิจารณา

Leave a Reply