บันทึกที่ 9-10 ดิ้นรนแก้ข้อกล่าวหา เพื่อรักษาเกียรติภูมิของสำนัก!!

บันทึกที่ ๙ บันทึกเมื่อ ณ วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๙ ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๒

วันนี้ ขึ้นสู่เดือนสิงหาคมแล้ว เป็นเดือนสิงหาคมที่วนมาอีกรอบของการถูกกักขังอยู่ในเรือนจำ ทนายได้ทยอยส่งเอกสารพยานหลักฐานที่ใช้ในการต่อสู้คดีให้ศาลไปแล้ว แต่ความพยายามในการรวบรวมพยานหลักฐานอื่น ๆ ก็ยังคงดำเนินต่อไป

แม้ข่าวคราวการจะให้ประกันตัวมีมาอยู่เป็นระยะ แต่ก็ถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า โดยอ้างเหตุว่า คดีมีอัตราโทษสูง มีลักษณะร่วมกันกระทำความผิด กระทำเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำ เป็นคดีอยู่ในความสนใจของประชาชน อีกทั้งยังเป็นการกระทบกระเทือนต่อพระพุทธศาสนา และศรัทธาของหมู่ชนเป็นจำนวนมาก พฤติการณ์แห่งคดี จึงเป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จะหลบหนี จึงไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่ง (ไม่อนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว)

แม้เช่นนั้น การขอประกันตัวก็ยังคงดำเนินไปอย่างไม่ลดละ หากไม่ได้รับการประกันตัวออกไปต่อสู้คดี  ก็ยากที่จะรวบรวมเอกสารพยานหลักฐานได้ครบถ้วนสมบูรณ์ หนทางที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับสำนัก ก็ยังคงเป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป

ในขณะเดียวกัน ฝ่ายที่พยายามกล่อมให้รับสารภาพ ก็ยังไม่เลิกล้มความตั้งใจ ยังคงดำเนินการในรูปแบบต่าง ๆ อยู่ตลอด

ในเมื่อเกียรติของเรา คือ เกียรติของสำนัก อิสรภาพของเรา คือ อิสรภาพของสำนัก    

การกอบกู้เกียรติของเรา ก็คือ การกอบกู้เกียรติของสำนัก ความจริงเท่านั้น ที่จะกอบกู้เกียรติของสำนักกลับคืนมาได้ เมื่อยังไม่ได้ใช้ความจริงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ จนสิ้นสงสัย แล้วจะให้รับสารภาพได้อย่างไร

วันนี้ แม้จะยังไม่ได้รับการประกันตัว ก็ยังต้องทำความเพียรพยายามต่อไป การทำความเพียรพยายามไม่หยุดหย่อนของเรา จะปลดปล่อยสำนักให้ได้รับอิสรภาพ

จากการถูกประณามด้วยการกล่าวหาอันไม่เป็นธรรม ฯ

บันทึกที่ ๑๐บันทึกเมื่อ ณ วันขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๙ ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๒

ในกรณีที่อัยการหรือศาลอาจมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความคุ้มค่าของงบประมาณที่ทำงานในแต่ละโครงการ ว่า ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการอนุมัติเงินให้กับวัด บุคคล หรือคณะบุคคลตามจังหวัดต่าง ๆ

ความคุ้มค่าของงานที่ทำ สามารถตรวจสอบได้จากผลการดำเนินงานที่เคยทำมาแล้วในปีที่ผ่าน ๆ มา และงานเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นไปเพื่อความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ตามภาระงานที่มหาเถรสมาคมมอบหมาย เป็นโครงการที่ทำต่อเนื่องมาเป็นประจำทุกปี ตามแผนยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ มีหลักสูตรฝึกอบรมชัดเจนตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย จนถึงหลักสูตรสำหรับประชาชนทั่วไป และคณะทำงานได้มีการปรึกษาหารือกันออกแบบ วิจัย พัฒนาก่อนจะตกผลึกเป็นหลักสูตรแต่ละหลักสูตรเพื่อนำออกใช้

ในระหว่างดำเนินงาน โครงการสำคัญ ๆ จะมีการออกแบบสอบถาม ทั้งพระวิทยากรผู้ให้การอบรม และเยาวชน นักศึกษา ตลอดจนประชาชน ผู้เข้ารับการฝึกอบรม เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของหลักสูตร

ภายหลังจากการดำเนินงานแล้วเสร็จในแต่ละโครงการ ได้ทำวิจัยเพื่อนำผลของการวิจัยไปพัฒนาหลักสูตรให้มีความสมบูรณ์ และเกิดประโยชน์สูงสุดยิ่งขึ้น

เพื่อยืนยันถึงความคุ้มค่าของผลงานที่ผ่านมา ความคุ้มค่าของผลงานทุกผลงานปรากฏอยู่ในมติมหาเถรสมาคมที่ ๔๑๒/๒๕๕๖ ความว่า “สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ได้ทำการตรวจสอบและประเมินคุณภาพพร้อมทั้งกำหนดตัวชี้วัดการดำเนินงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ สำนักงานวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร มีผลประเมินสูงถึงร้อยละ ๙๓” จึงเป็นการยืนยันว่า การทำงานของสำนักงานดังกล่าวที่รับงบประมาณมาจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีความคุ้มค่าสูงสุด

เอกสารสำคัญซึ่งเป็นอีกหนึ่งพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่า สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นหน่วยงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์ ที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง มีดังนี้

๑) ประกาศจัดตั้งโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อให้เป็นหน่วยงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์ และให้สำนักงานมีชื่อว่า “สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์” ลงนามในประกาศ โดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เมื่อวันที่ ๑ เดือน ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ และให้มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ศาลาเฉลิมพระเกียรติ ฯ ด้านทิศตะวันตกบรมบรรพต ภูเขาทอง วัดสระเกศ

๒) มติมหาเถรสมาคมที่ ๔๑๒/๒๕๕๖ ในคราวประชุมมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๒๐/๒๕๕๖ ได้มีมติให้สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นหน่วยงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์ ในการสนับสนุนการดำเนินภารกิจด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุก

๓) มติมหาเถรสมาคมที่ ๕๑๒/๒๕๕๘ ในคราวประชุมมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๒๒/๒๕๕๘ ได้มีมติให้จัดตั้งศูนย์ขับเคลื่อนงานส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันพระพุทธศาสนาในจังหวัดชายแดนใต้ ณ วัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร เพื่อขับเคลื่อนงานส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันพระพุทธศาสนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นไปอย่างเข้มแข็ง เป็นระบบ และเป็นรูปธรรม สามารถแก้ไขปัญหา และตอบสนองความต้องการของพื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากที่ผ่านมาวัดสระเกศ โดย กลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้ส่งพระธรรมทูตอาสา และจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความมั่นคง และเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้แก่พระภิกษุสามเณร และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มาอย่างต่อเนื่อง

๔) มติมหาเถรสมาคมที่ ๒๕/๒๕๖๑ ในคราวประชุมมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๑/๒๕๖๑ ได้มีมติรับทราบการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ฯ ฉบับ พ.ศ. ๒๕๖๑- ๒๕๖๕ ซึ่งระบุรูปแบบการทำงานไว้อย่างชัดเจน เป็นไปอย่างเปิดเผย และมีแผนยุทธศาสตร์รองรับ

พร้อมกันนั้น ได้มีคำสั่งประธานสำนักงาน ฯ ลงนามตั้งคณะทำงานเขียนแผนยุทธศาสตร์ไว้ด้วย

สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ฯ ได้มีหนังสือแจ้งเกี่ยวกับการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ฉบับดังกล่าว พร้อมทั้งหลักสูตรแต่ละหลักสูตร ไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อรายงานมหาเถรสมาคมให้ทราบด้วยแล้ว

ต่อมา พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในขณะนั้น และเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดี ได้มีหนังสือแจ้งกลับมายังสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ฯ ว่า ได้รายงานให้มหาเถรสมาคมทราบแล้ว มหาเถรสมาคมได้มีมติรับทราบ และอนุโมทนา แต่ในเวลาฟ้องร้องให้เป็นคดีความ เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ให้การว่า สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ฯ ไม่ได้ส่งรายงานผลการปฏิบัติงานไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นความย้อนแย้งยิ่งนัก

ส่วนงานวิจัยที่ต้องเตรียมไว้เป็นเอกสารหลักฐานในการต่อสู้คดี ประกอบด้วย

๑) งานวิจัยโครงการพระวิทยากรกระบวนธรรม

๒) งานวิจัยโครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลง บนรากฐานคุณธรรมจริยธรรม

๓) งานวิจัยพระธรรมทูตอาสา ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้

๔) งานวิจัยผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติศาสนกิจของพระธรรมทูตในต่างประเทศ

๕) และ หรืองานวิจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ในกรณีมีข้อสงสัยเกี่ยวกับพระวิทยากรกลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม, พระวิทยากรกลุ่มใต้ร่มพุทธธรรม และพระวิทยากรกลุ่มจริยธรรม แชนแนล ว่า เป็นกลุ่มที่ตั้งขึ้นมาเพื่อกระจายการรับโอนงบประมาณ โดยไม่มีการทำงานจริง เป็นกลุ่มที่ตั้งขึ้นมาหลอก ๆ ไม่มีการดำเนินงานจริงมาตั้งแต่ต้นนั้น เป็นสิ่งที่ต้องหาหลักฐานมาหักล้างข้อสงสัย และข้อกล่าวหานี้

เนื่องจากคำบรรยายฟ้อง มีลักษณะเขียนแบบกำกวม จงใจให้เกิดข้อพิรุธว่า พระวิทยากรเหล่านี้ ถูกจัดตั้งขึ้นมาหลอก ๆ ให้เห็นว่า มีการกระจายการใช้งบประมาณ แต่ไม่ได้มีการทำงานจริง เพื่อปิดบัง อำพราง ซ่อนเร้นแหล่งที่มาของงบประมาณ

ในการแก้ข้อสงสัยนี้ จำเป็นต้องเตรียมเอกสารก่อนเกิดคดีไว้แสดงข้อเท็จจริงต่อศาล ดังนี้

๑) จัดเตรียมหนังสือสุวรรณบรรพต สยามพุทธศิลป์ ฉบับจัดพิมพ์เป็นที่ระลึกการจัดงานครบรอบ ๕ ปี การจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ฯ มีประวัติสำนักงาน และพระวิทยากรทั้ง ๓ กลุ่มอยู่ส่วนหน้าของหนังสือ

๒) จัดเตรียมหนังสือหลักสูตรพระวิทยากรกระบวนธรรม (ปกสีแดง) ผลงานของพระวิทยากรกลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม หลักสูตรพระวิทยากรบรรยายธรรม (ปกสีน้ำเงิน) ผลงานของพระวิทยากรกลุ่มใต้ร่มพุทธธรรม และหลักสูตรสื่อธรรมให้ถึงโลก หลักสูตรเกี่ยวกับสื่อออนไลน์ของพระวิทยากรกลุ่มจริยธรรม แชนแนล (อยู่ในระหว่างการจัดพิมพ์) มีประวัติการทำงานของพระวิทยากรแต่ละกลุ่มอยู่ส่วนหน้าของหลักสูตร

๓) จัดเตรียมหนังสือธรรมะเยียวยาใจ ผู้ประสบภัยน้ำท่วม จัดพิมพ์ในคราวเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ปี ๒๕๕๔ มีประวัติการทำงานของพระวิทยากรทั้ง ๓ กลุ่ม อยู่ด้วย

๔) จัดเตรียมแผ่นซีดีบันทึกการเปิดงานนิทรรศการ ครบรอบ ๕ ปี สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ฯ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง NBT ในปี ๒๕๕๕

เพื่อเป็นหลักฐานว่า พระวิทยากรกลุ่มต่าง ๆ ทำงานกันมาก่อนอยู่แล้ว ต่อมา เมื่อมีการจัดตั้งสำนักงาน ฯ ขึ้นมา พระวิทยากรกลุ่มต่าง ๆ จึงได้เข้ามาทำงานอยู่ภายใต้สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ฯ

ไม่ใช่การจัดตั้งกลุ่มพระวิทยากรขึ้นมาหลอก ๆ ทำเป็นกระบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำ ไม่ได้มีการทำงานจริง เพื่อร่วมกันทุจริตเงินงบประมาณไปเป็นประโยชน์ตนและพวกพ้อง ตามที่ถูกกล่าวหา

๕) จัดเตรียมเอกสาร เกี่ยวกับอาศรมบ้านดอกแดง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ยืนยันว่า “อาศรม” เป็นพุทธสถานของพระธรรมจาริก ที่ทำงานอยู่กับกลุ่มชนชาติพันธุ์ตามดอยสูงต่าง ๆ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า โอนเงินให้กับองค์กรที่ไม่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของเงินงบประมาณ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งจะแตกต่างจากกรณีที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดสรรโอนจ่ายให้กับ สำนักงานศาลยุติธรรม, สำนักงานอัยการ และ สำนักงาน ป.ป.ช.

๖) แคปชั่นภาพการทำงานของศูนย์ประจำภูมิภาคและภาพการทำงานของพระวิทยากรกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งถูกโพสต์เอาไว้ทางเฟสบุ๊ค ในปีที่รับงบประมาณ ให้เห็นวัน/เดือน/ปี ที่โพสต์ จัดแยกแฟ้มส่งศาล และให้พระวิทยากรแต่ละศูนย์มาเบิกความเป็นพยานยืนยันต่อศาลว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นภาพการทำงานของท่านในปีนั้น ๆ เพื่อให้ศาลเห็นว่า “มีการทำงานจริง ไม่ใช่ตั้งโครงการขึ้นมาหลอก ๆ จัดทำกันเป็นกระบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อทุจริต”

“ภาพเหล่านั้น จะยืนยันเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา เราแก้ไขอดีตไม่ได้ ฉันใด เราก็กลับไปแก้ไขภาพการทำงานที่โพสต์ผ่านเฟสบุ๊คซึ่งเกิดขึ้นแล้วในอดีตไม่ได้ ฉันนั้น” 

ในการต่อสู้คดี เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเปลี่ยนความเชื่อของศาล เพราะศาลอาจเชื่อตามข่าวที่อึกทึกครึกโครมไปแล้วว่า

“พระคดโกง พระทุจริต พระมีความผิด พระทำชั่ว พระมีเมีย คนทั่วไปทำความผิด ก็เป็นคนชั่ว ยิ่งเป็นพระทำความผิด ก็ชั่วยิ่งกว่าคนทั่วไป”  

ดังนั้น ต้องรวบรวมภาพการทำงานทั้งหมดขึ้นมาประกอบการเบิกความตามข้อกฎหมาย เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนความเชื่อของศาล

ในกรณีที่มีคำถามว่า เหตุใดพระวิจิตรธรรมาภรณ์ จึงเป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้างผลิตสารคดี ทั้งที่เป็นพระภิกษุ ไม่น่าจะมีความรู้ในการพิจารณาคุณภาพของการผลิตสื่อ และใช้เกณฑ์อะไรในการพิจารณาคัดเลือกผู้รับจ้างผลิตสารคดี ทั้งที่ผู้รับจ้างเป็นเพียงแม่บ้าน และเป็นเด็กชาวสวนเท่านั้น

ในการว่าจ้างผู้ผลิตสารคดีนั้น คณะทำงานได้มีการปรึกษาหารือกันมาตั้งแต่แรกเริ่ม โดยได้มอบหมายให้พระวิจิตรธรรมาภรณ์เป็นผู้จัดหาผู้รับจ้างผลิต ตลอดจนทำสัญญาจ้าง เพราะเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านนี้อยู่แล้ว

เพื่อเป็นหลักฐานว่า ผู้รับจ้างผลิตสารคดี มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญในการผลิตสารคดี มิใช่เป็นเพียงชาวสวน ดังที่วิธีถูกตั้งข้อหาให้เป็นผู้ด้อยความสามารถ ตามที่มีการนำเสนอไปตามสื่อมวลชนต่าง ๆ

การจะหักล้างข้อกล่าวหานี้ได้ ต้องรวบรวมงานเกี่ยวกับการช่วยเหลือแผ่นดินไหวที่ประเทศเนปาลขึ้นมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว คลิปวิดีโอ และบันทึกการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานยืนยันต่อศาลว่า ผู้รับจ้างเป็นผู้มีความสามารถ และเคยผลิตผลงานดังกล่าวให้กับสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ มาก่อนแล้ว ในเหตุการณ์ช่วยเหลือแผ่นดินไหวที่ประเทศเนปาล เพราะได้เห็นผลงานเป็นที่ประจักษ์เช่นนี้ จึงได้ตกลงว่าจ้างให้ผลิตสารคดี ชุด “วิถีไทย วิถีพุทธ” และงานประชาสัมพันธ์วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา อีกส่วนหนึ่งด้วย

บันทึกมาถึงตรงนี้—ตรงที่รู้ความจริงอยู่เต็มอก ทำให้ธรรมสังเวชปรากฏ รู้สึกเศร้าสลด หดหู่ หม่นหมองใจกับวิธีฉ้อฉลของการตั้งข้อหาอันไม่เป็นธรรม

แค่เด็กหนุ่มคนหนึ่งของประเทศนี้ ทุ่มเททำการงาน ด้วยความรู้ ด้วยความสามารถ และด้วยลำแข้งของตัวเอง เพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวบนแผ่นดินที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศของตัวเอง แต่กลับต้องถูกสร้างเรื่องใส่ข้อหาด้วยวิธีการอันฉ้อฉล ไร้ความเป็นธรรม

มนุษย์ไม่น่าจะโหดร้ายกันได้ขนาดนี้ เราอยู่กันในโลกมนุษย์ประเภทไหน หรือโลกของเรากับโลกมนุษย์เป็นคนละโลกกัน

การตัดสินใจว่าจ้างเด็กหนุ่มคนนี้ให้ทำงาน ทำให้เขาต้องมาพบกับชะตาชีวิตอันยากลำบาก คำขอโทษเดียวที่ทำได้ คือ พยายามขุดพวกเขาออกจากขุมนรกอันไม่เป็นธรรมไปให้จงได้ ฯ

Share:

Leave a Reply