“วัดปรมัยยิกาวาส” จัดงานสมโภชพระอาราม 150 ปี บำเพ็ญกุศลถวาย “กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร” เนื่องในวันเสด็จสวรรคตปีที่ 130

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 วานนี้เวลา 17.00 น ที่ ลานมณฑลพิธีพระมหารามัญเจดีย์ วัดปรมัยยิกาวาส อำเภอปากเกร็ด นนทบุรี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย สมเด็จพระมหารัชมลคลมุนี สมเด็จพระวชิรรัตนโมลี  และ สมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก ร่วมงานกิจกรรมเนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานผ้าไตร จำนวน 1ไตร และผ้าไตร จำนวน 155 ไตร เพื่อเชิญไปถวายพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ สวดมาติกา และรับทักษิณานุปทาน ในการบำเพ็ญกุศลสมโภช 150 ปี วัดปรมัยยิกาวาส และบำเพ็ญกุศลเนื่องในวันเสด็จสวรรคตปีที่ 130  สมเด็จพระบรมราชมาตามหัยยิกาเธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร และงานถวายพระบุรพาจารย์ โดย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ร่วมเป็นประธาน

 สำหรับกรมเด็จพระบรมราชมาตามหัยยิกาเธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร รัชกาลที่ 5 ทรงให้ใช้ “สวรรคต” เสมอพระราชมารดา เพจศิลปวัฒนธรรม เครือข่ายมติชน ระไว้ว่า  พระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร (ต่อมา คือ สมเด็จพระบรมราชมาตามหัยยิกาเธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร) เป็นพระบรมวงศ์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงรัก และยกย่องอย่างยิ่ง

เมื่อกรมสมเด็จพระสุดารัตนฯ สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2439 ก็มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ใช้คำว่า “สวรรคต” เทียบเท่าพระมหากษัตริย์ และสมเด็จพระบรมราชชนนี ทั้งในการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพเมื่อ พ.ศ. 2443 ก็โปรดให้อัญเชิญพระศพไปยังพระเมรุ ท้องสนามหลวง ด้วยการใช้ “พระมหาพิชัยราชรถ”

กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร ประสูติเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2361 แรกประสูติทรงมีสกุลยศ คือ หม่อมเจ้าหญิงละม่อม (ต่อมาทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าหญิงละม่อม) พระองค์เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาทรัพย์ และเป็นพระขนิษฐาแท้ ๆ ในหม่อมเจ้าศิริวงศ์ (ต่อมา คือ สมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกาเธอ กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์) พระบิดาในสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี

กรมสมเด็จพระสุดารัตนฯ ทรงอภิบาลสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินีเมื่อครั้งยังทรงเป็นหม่อมเจ้ารำเพยเป็นอย่างดียิ่ง จวบจนเมื่อเป็นสมเด็จพระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) มีพระประสูติการพระราชโอรส และพระราชธิดา 4 พระองค์ ก็ยังทรงห่วงใยไม่เปลี่ยน
เมื่อสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินีสวรรคตใน พ.ศ. 2404 กรมสมเด็จพระสุดารัตนฯ ก็ทรงรับเป็นพระอภิบาลพระราชโอรส และพระราชธิดาทั้ง 4 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑล, สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ ด้วยความเต็มพระทัย กระทั่งแต่ละพระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษาเติบใหญ่ และทรงเรียกกรมสมเด็จพระสุดารัตนฯ ว่า “เสด็จยาย” ส่วนชาววังทั่วไปออกพระนามพระองค์ว่า “ทูลกระหม่อมแก้ว”

น้ำพระทัยของพระองค์ไม่เคยลดน้อยลง เพราะเมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ มีพระธิดาพระองค์แรก คือ หม่อมเจ้าหญิงผ่อง (ต่อมา คือ พระองค์เจ้าหญิงผ่องประไพ) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์แข กรมสมเด็จพระสุดารัตนฯ ก็ทรงรับเป็นพระอภิบาล

ต่อมาเมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ทรงมีความรักกับ “คุณแพ” แต่มีอุปสรรคขัดขวาง กรมสมเด็จพระสุดารัตนฯ ก็ทรงเศร้าพระทัยไปด้วย และทรงช่วยหาทางออก ซึ่งเมื่อเจ้าจอมมารดาเที่ยง เจ้าจอมมารดาคนโปรดในรัชกาลที่ 4 ทราบเรื่อง จึงกราบบังคมทูลรัชกาลที่ 4 ให้ทรงทราบ ความรักครั้งนี้จึงราบรื่นในที่สุด และเมื่อเจ้าคุณจอมมารดาแพมีประสูติการหม่อมเจ้าหญิงศรีวิไลยลักษณ์ (ต่อมา คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี “ลูกคู่ทุกข์คู่ยาก” รัชกาลที่ 5) กรมสมเด็จพระสุดารัตนฯ ก็เสด็จไปทรงช่วยอภิบาล

รัชกาลที่ 5 ทรงซาบซึ้งในน้ำพระทัย “เสด็จยาย” เสมอมา และมีพระมหากรุณาธิคุณดูแลเป็นอย่างดี ดังปรากฏหลักฐานในจดหมายเหตุรายวันของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ลงวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2427 ที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ทรงเรียกขานกรมสมเด็จพระสุดารัตนฯ ว่า “ทูลหม่อมย่า” ไว้ดังนี้ (วงเล็บในเครื่องหมายคำพูดเป็นการอธิบายความในจดหมายเหตุรายวันเพิ่มเติม)

“…แล้วท่านเสด็จไปเฝ้าทูลหม่อมย่าในที่ (ที่บรรทม) รับสั่งให้เสด็จน้า (สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอรรคราชเทวี) มาเอาไว้ที่สำหรับเด็กสอนเดินไปถวายทูลหม่อมย่า ทอดพระเนตรทูลหม่อมบน (รัชกาลที่ 5) จะทำให้ท่านทรงพระดำเนินเสด็จไปไหน ต้องทรงคลานดูน่าสงสาร แล้วทูลหม่อมย่าทรงจูบกอดทูลหม่อมบนใหญ่…”

กรมสมเด็จพระสุดารัตนฯ มีพระชนม์ยืนยาวถึง 3 แผ่นดิน กระทั่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2439 สิริพระชันษา 77 ปี

ด้วยรัชกาลที่ 5 ทรงรำลึกถึงพระกรุณาในกรมสมเด็จพระสุดารัตนฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้คำว่า “สวรรคต”

กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร รัชกาลที่ 5 ทรงให้ใช้คำว่า “สวรรคต” เสมอพระราชมารดา
ผศ. ดร. นนทพร อยู่มั่งมี อาจารย์สาขาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อธิบายความหมาย และการใช้คำว่า “สวรรคต” ไว้ว่า

คำว่า “สวรรคต” มาจากคำว่า “สวรรค์” หมายถึง โลกของเทวดา หรือเมืองฟ้า กับคำว่า “คต” หมายถึง ถึงแล้ว หรือไปแล้ว รวมความว่า ไปสู่สวรรค์ คำว่า “สวรรคต” สะท้อนคติความเชื่อเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ว่า ทรงเป็นสมมติเทพ หรือเทวดากำเนิดมาบนโลกมนุษย์ เมื่อถึงวาระสิ้นพระชนมายุก็เสด็จกลับสู่สรวงสวรรค์

คำว่า “สวรรคต” ใช้กับพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร พระบรมวงศ์ชั้นสมเด็จเจ้าฟ้า ที่ทรงพระเศวตฉัตร 7 ชั้น หรือสมเด็จพระบรมวงศ์ ที่ทรงดำรงฐานันดรศักดิ์เทียบเท่า เช่น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี รวมถึงกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ 1-4 ขณะที่กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ 5 คือ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญใช้คำว่า “ทิวงคต”

อย่างไรก็ดี ปรากฏการใช้คำว่า “สวรรคต” เป็นกรณีพิเศษ เช่น รัชกาลที่ 5 มีพระบรมราชานุญาตให้ใช้คำว่า “สวรรคต” ในงานพระศพกรมสมเด็จพระสุดารัตนฯ เมื่อ พ.ศ. 2439

“ทรงพระราชรำพึงถึงพระคุณแห่งพระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตน์ราชประยูร ซึ่งได้ทรงอุปถัมภ์บำรุงพระองค์มา จำเดิมแต่พระบรมประสูติกาล จนได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ โดยพระหฤทัยจงรักมั่นคงตลอดมาจนถึงเวลาสิ้นพระชนม์ เหมือนอย่างสมเด็จพระบรมราชชนนี ก็ได้ทรงยกย่องขึ้นไว้ให้มีพระเกียรติยศใหญ่ อย่างสมเด็จพระบรมราชชนนี มีเว้นว่างอยู่บ้าง บัดนี้เสด็จสิ้นพระชนม์ไป เปนที่ทรงพระอาไลยระลึกถึงพระคุณเปนอันมาก พระองค์เปนผู้สมควรที่จะได้รับพระเกียรติยศใหญ่เสมอด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนีโดยแท้

จึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงาน จัดเสวตรฉัตร ๗ ชั้น ถวายเปนเครื่องเพิ่มเติมพระเกียรติยศแลการสิ้นพระชนม์นั้น ให้เรียกว่า เสด็จสวรรค์คต เหมือนอย่างสมเด็จพระบรมราชชนนี คำที่จะใช้ในบาตรหมายราชการทั้งปวงให้ใช้ดังที่ได้ประกาศมานี้ทุกประการ”

หลังจากกรมสมเด็จพระสุดารัตนฯ สวรรคตเมื่อ พ.ศ. 2439 ล่วงถึงวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2443 จึงมีการจัดพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล และพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง โดยรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำ “พระมหาพิชัยราชรถ” ซึ่งใช้อัญเชิญพระบรมโกศพระบรมศพพระมหากษัตริย์ และพระโกศพระบรมวงศ์ชั้นสูง มาอัญเชิญพระโกศพระศพกรมสมเด็จพระสุดารัตนฯ

ส่วนการอัญเชิญพระศพ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ มายังพระเมรุ ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 30 มกราคม ศกเดียวกันนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระเวชยันตราชรถ

จากนั้นมีการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพกรมสมเด็จพระสุดารัตนฯ และสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง

วัดปรมัยยิกาวาสเป็นวัดโบราณ น่าจะสร้างหลังจากสมเด็จพระที่นั่งท้ายสระโปรดให้ขุดคลอง เมื่อ พ.ศ. 2264 ชาวเรือเรียก วัดปากอ่าว จนปี พ.ศ. 2307 พม่าบุกยึดเมืองนนทบุรี กลายเป็นวัดร้างเมื่อปี พ.ศ. 2317 ชาวมอญที่อพยพมาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้บูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ คนมอญเรียกว่า “เภี่ยมุเกี๊ยะเติ้ง”

ในปี พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทอดกฐินวัดมอญ 4 วัด ได้แก่ วัดปากอ่าว วัดรามัญ (วัดเกาะพญาเจ่ง) วัดบางพัง และวัดสนาม (สนามเหนือ) ต่อมาทรงเห็นว่าวัดปากอ่าวทรุดโทรมมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดใหม่ทั้งวัดโดยรักษารูปแบบมอญไว้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล สนองพระคุณสมเด็จพระบรมราชมาตามหัยยิกาเธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร ผู้ทรงอภิบาลพระองค์มาแต่ทรงพระเยาว์ และได้พระราชทานนามวัดว่า วัดปรมัยยิกาวาส ซึ่งมีความหมายว่า “วัดของพระบรมอัยยิกา”

..

Share:

Leave a Reply