บันทึกที่ 11 มีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น??

บันทึกที่ ๑๑ บันทึกเมื่อ ณ วันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๙  ตรงกับวันศุกร์ ที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๒

วันนี้ มีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น รู้สึกมึนงงกับเอกสารที่เห็น วันก่อนที่อ่านไป มันเป็นร่างหนังสือขอประกันตัว และที่ตกลงกัน มันก็เป็นเรื่องขอประกันตัว แต่ที่วางอยู่ต่อหน้าวันนี้ กลับเป็นหนังสือให้เซ็นรับสารภาพ รู้สึกตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไล่สายตาไปตามตัวหนังสือบนกระดาษที่วางอยู่ตรงหน้า ไม่น่าเชื่อสายตา แต่ก็ต้องเชื่อ “มันเป็นหนังสือให้เซ็นรับสารภาพ”  

ใครเป็นคนร่างคำรับสารภาพนี้มาให้ ? ใครเป็นคนสั่งอยู่เบื้องหลัง ?  

สำหรับเงื่อนไขของการรับสารภาพ ถ้าอยากได้ผ้าไตร ให้เซ็นรับสารภาพ ถ้าเซ็นรับสารภาพ จะได้ประกันตัว ถ้าเซ็นวันนี้ (วันนั้นเป็นวันศุกร์) วันจันทร์จะได้ออก พอเปิดงานวันจันทร์ จะมีใบเบิกตัวให้ไปขึ้นศาล  แล้วจะตัดสินให้รอลงอาญา จากนั้นทุกรูป ก็จะได้ออกไปมีชีวิตปกติ ไม่ต้องมาเสียเวลากับการต่อสู้คดีอีกต่อไป

ในตอนท้ายหนังสือรับสารภาพ เขียนไว้ชัดว่า “เนื่องจากเป็นพระภิกษุ บวชมาตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่รู้เรื่องทางโลก ทำลงไปด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา จึงรับสารภาพ เพื่อจะได้รับความเมตตาจากศาล”

พยายามนึกลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด จนมาถึงวันนี้ เหมือนมีการคิดเอาไว้ล่วงหน้า ให้จับมาขังไว้เฉย ๆ โดยไม่ให้ประกันตัว จนกว่าจะถึงวันขึ้นเบิกความต่อศาล ค่อยกล่อมให้ยอมรับสารภาพ โดยใช้ช่วงวันเวลาก่อนขึ้นเบิกความมาเป็นเงื่อนไขในการบีบให้พวกเรารับสารภาพ มันมีกระบวนการบางอย่างเคลื่อนไหวคู่ขนานไปกับการกดดันให้เราท้อแท้ใจ

“ปล่อยให้มีความหวังว่าจะได้ประกันตัว แล้วทำให้สิ้นหวัง ปล่อยให้มีความหวังว่าจะได้ประกันตัว แล้วทำให้สิ้นหวัง จนท้อแท้ใจไปเอง”  

โดยใช้ความพยายามทุกวิถีทางที่จะไม่ให้เราได้ขึ้นเบิกความบนศาล

น่าคิดว่า เหตุใด จึงมีความพยายามเช่นนี้อยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่จะไม่ให้เราขึ้นเบิกความต่อศาล

กระดาษกับปากกาวางอยู่ตรงหน้าแล้ว ไม่ต่างจากเหยื่อที่ปลายเบ็ดของพรานปลา แค่จรดปลายปากกาลง ประตูเรือนจำก็พร้อมที่จะเปิดออก มาถึงตรงนี้ ถามหัวใจดูว่า “จะเซ็นหรือจะสู้ ?—เซ็นหรือสู้ ?”

ถ้าเซ็น วันนี้ อาจได้รับอิสรภาพ (เพียงชั่วคราว) ตามที่เขาเสียบเหยื่อล่อเอาไว้ ก็คงไม่ต่างจากปลาติดเบ็ด

ถ้าสู้ แม้วันนี้ยังอยู่ในคุก ก็ยังมีโอกาสได้มาซึ่งอิสรภาพ ในวันข้างหน้า

จากความมุ่งมั่นที่จะประกันตัว แต่ที่ได้มา กลับเป็นหนังสือรับสารภาพ ดูสีหน้าทุกรูปต่างสิ้นหวังไปตาม ๆ กัน

จงมองหาความหวังในที่ที่ผู้คนสิ้นหวัง เหมือนมองหาแสงสว่างในความมืดมิด

จงมองหาความได้เปรียบจากจุดเสียเปรียบ เหมือนการเฟ้นมันสมองอันไร้ขีดจำกัด ออกมา ในพื้นที่ที่จำกัด

แม้การถูกกักขังจะเป็นความเสียเปรียบ ในการแสวงหาเอกสารหลักฐานมาต่อสู้คดี แต่การถูกกักขังก็ทำให้ความหวาดระแวงของคนที่ทำร้ายเราลดลง ทำให้เขาชะล่าใจไปว่า “เราถูกกักขังเอาไว้แล้ว เราอับจนหนทาง เราหมดปัญญาที่จะต่อสู้” จึงวางใจ ชื่อว่า ตั้งอยู่ในความประมาท มันทำให้เรามีโอกาสใช้สมอง ใช้ปัญญา ได้เต็มที่

จงมองหาความหวังในที่ที่ผู้คนสิ้นหวัง จงมองหาแสงสว่างในที่ที่มีความมืดมิด เมื่อจำเป็นต้องถูกกักขังอยู่ในคุก ก็ใช้คุกหาความได้เปรียบในการต่อสู้ ถึงแม้จะมีน้อย พอ ๆ กับน้ำติดก้นแก้ว แต่ก็ต้องพยายาม

แม้อยู่ในพื้นที่ที่จำกัด อย่าให้สมองถูกจำกัดพื้นที่ ปล่อยให้ปัญญาและความคิดโลดแล่นออกไปจนสุดปลายทางของมัน

เราจะไม่เซ็นรับสารภาพ ใครก็ตามที่พยายามอยู่ เราจะไม่ทำให้คนที่กำลังพยายามได้สมหวัง เราจะสู้ต่อไป บนเส้นทางของความจริง ไม่ว่าโอกาสจะมากหรือน้อย..

Share:

Leave a Reply