บันทึกที่ ๑๒ บันทึกเมื่อ ณ วันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๙ ตรงกับวันอังคาร ที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๒
รถตู้โรงพยาบาลราชทัณฑ์แล่นใกล้ทางด่วนยมราชเข้ามา มุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลตำรวจ ที่เห็นอยู่เบื้องหน้า คือ ภูเขาทองต้องแสงอาทิตย์ยามสาย ทอประกายอร่ามเหลืองแข่งกับตึกสูงอยู่ห่างออกไป ความสูงของทางด่วนอยู่ในระนาบพอที่จะมองเห็นได้ถนัด
นานเท่าไหร่แล้ว ที่ไม่ได้เห็นภูเขาทองเต็มตา สถานที่ซึ่งพระอุปัชฌาย์บ่มเพาะความคิดและสติปัญญาของเราให้เติบโต
อย่างน้อย ก็นับตั้งแต่ถูกจับกุมไปคุมขังไว้ในเรือนจำ เมื่อเดือนพฤษภาคมกลางปีที่ผ่านมา
วันนี้ เป็นวันแรกที่ได้ก้าวออกมาสัมผัสโลกหลังกำแพงสูง แม้มีโอกาสได้อยู่ใกล้ภูเขาทอง แต่ก็ห่างไกลออกไปตามบัญญัติของโลก
ภูเขาทองอยู่ใกล้แค่สายตามองเห็น มีแค่ความอยุติธรรมเท่านั้นที่ขวางเอาไว้ ถ้าอยากกลับไปภูเขาทองอีกครั้ง ก็ต้องใช้ความจริงทำลายความอยุติธรรมลงให้ได้
หลังเข้ารับการรักษาดวงตาทั้งสองข้างได้ไม่นาน ก็ถูกจับกุมมาคุมขังเอาไว้ การประสานงานระหว่างเรือนจำกับทางโรงพยาบาลเพื่อออกมาติดตามผลการรักษา เป็นไปอย่างยากลำบาก สายตาเริ่มพร่ามัวลงทุกวัน บางครั้ง เหมือนมีแสงฟ้าแลบ บางครั้งเหมือนมีแสงผ่านกระจกปรากฏในดวงตา บ่งบอกสัญญาณอันตราย ตามที่หมอเคยแนะนำให้สังเกตอาการเอาไว้
ท่ามกลางความกังวลของญาติโยมข้างนอกที่คอยให้การดูแลตลอดมา แม้จะมีความพยายามทำทุกวิถีทางที่จะเบิกตัวออกไปทำการรักษาให้ได้ แต่ก็ไม่เป็นผล ดูเหมือนเรื่องจะไม่ง่ายอย่างคิด เพราะเป็นกรณีที่ถูกอ้างว่า เป็นนโยบาย ไม่มีใครกล้าตัดสินใจ ทุกคนต่างระวังตัว
ดังนั้น จึงต้องรอการพิจารณาอยู่ในเรือนจำร่วม ๘ เดือน จนกว่าทุกคนจะรู้สึกในความปลอดภัยว่า ไม่มีใครตามส่องแล้ว จึงถูกส่งตัวออกมาพักไว้ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์อีกร่วม ๘ เดือน จากนั้น จึงถูกส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลตำรวจ
รถตู้แล่นเข้าสู่ที่จอดรถของทางโรงพยาบาล
กระบวนการตามขั้นตอนเริ่มต้นขึ้น ตั้งแต่ทำประวัติ ตรวจวัดความดันร่างกาย และตรวจวัดความดันลูกตา จนถึงเข้าพบหมอ
“ผมยังยืนยันเหมือนเดิมนะครับ ท่านเจ้าคุณ”
แม้จะเห็นอยู่ในสภาพพระภิกษุนักโทษ หมอก็ยังเรียกด้วยสรรพนามเดิมที่คุ้นเคย อย่างไม่เคอะเขิน
“ถึงอย่างไร ก็ต้องผ่าตัดจึงจะปลอดภัย ในระหว่างนี้ ท่านเจ้าคุณจะเคลื่อนไหวอะไรต้องช้า ๆ อย่าทำอะไรเร็ว ๆ ถ้ามีแสงเหมือนฟ้าแลบต้องหยุดนิ่งทันที แต่การจะผ่าตัดตอนอยู่ในเรือนจำผมก็ไม่แนะนำให้ทำ”
มันเป็นคำสุดท้ายที่หมอแนะนำอย่างจริงจังหลังจากขยายม่านตาตรวจดูอย่างละเอียดแล้ว
เมื่อกระบวนการในการตรวจพร้อมกับใบนัดครั้งต่อไป เสร็จสิ้นลง หมอเข้ามาก้มลงกราบลากับพื้น ทั้งที่เห็นอยู่ในชุดพระภิกษุนักโทษ แล้วรถก็เคลื่อนตัวออกจากโรงพยาบาลตำรวจ ปลายทางอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ฯ
บันทึกที่ ๑๓ บันทึกเมื่อ ณ วันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๙ ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๒
มีคนเคยบอกว่า เรื่องบางเรื่องมันมีเวลาของมัน ถ้ายังไม่ใช่เวลา แม้เราจะพยายามแค่ไหน มันก็คือไม่ใช่ บางครั้ง การอดทนจนกว่าจะถึงเวลา จึงเป็นการรอความพรั่งพร้อมขององค์ประกอบที่มาบรรจบกันอย่างพอเหมาะ
วันนี้ สัญญาณการได้ประกันตัว มีความชัดเจนมากขึ้น แต่จะเป็นจริงหรือไม่ ก็ต้องดูต่อไป จนกว่าจะได้ออกไปยืนอยู่นอกเรือนจำแล้วเท่านั้น
วันนัดขึ้นเบิกความต่อศาลจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า นี่จึงเป็นความพยายามที่สำคัญอีกครั้ง ในการขอประกันตัว หากไม่ได้ประกันตัวในครั้งนี้ ก็จะประสบกับความยุ่งยากเป็นอย่างมาก ในการพิสูจน์ความจริง เพราะคดีเกี่ยวข้องกับพยานที่เป็นวัด บุคคล และคณะบุคคลเป็นจำนวนมาก ที่รับเงินไปทำงาน กระจายอยู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีพยานเอกสารนับเป็นหมื่นหน้า การมีโอกาสได้ดูเอกสารทุกแผ่นด้วยตาตัวเองก่อนขึ้นเบิกความ จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการหักล้างทุกข้อสงสัย และ เรื่องบางเรื่องก็ผ่านมาเนิ่นนานหลายปีแล้ว บางอย่างต้องฟื้นฟูความทรงจำจากการดูเอกสาร
ดังนั้น การได้ดูเอกสารไปพร้อมกับทนาย ค่อย ๆ อธิบายความเชื่อมโยงไปแต่ละเรื่อง จะช่วยให้ทนายเข้าใจบริบทการทำงานและจิตวิญญาณที่อุทิศเพื่อพระศาสนาของพระสงฆ์มากขึ้น ทนายมีหน้าที่ปรับวิธีคิดของพระให้มองจากมุมของข้อกฎหมาย แต่ทนายก็เพิ่งเข้ามาเมื่อเกิดคดีความ ทนายไม่ใช่พระ และทนายก็ไม่ได้อยู่ด้วย ในขณะที่พระทำงาน
ระหว่างวิธีคิดของพระซึ่งถูกบล็อกให้อยู่ในกรอบของความเป็นพระ โดยมีบาลีเป็นแม่บท กับวิธีคิดของทนายซึ่งมีกฎหมายเป็นแม่บท ต้องสอดประสานเป็นหนึ่งเดียว โดยมีเอกสารเป็นตัวเชื่อมทั้งสองฝ่ายเข้าหากัน
สิ่งสำคัญทนายต้องทลายบล็อกความคิดของพระให้ได้ ให้พระต่อสู้ในรูปแบบของกฎหมาย ไม่ใช่ต่อสู้ในรูปแบบของบาลี
ที่จริง ต้องบอกว่า เป็นทนายให้พระเพิ่มความเหนื่อยเป็นสองเท่า เพราะนอกจากทนายจะต่อสู้กับข้อกฎหมายแล้ว ยังต้องมาต่อสู้กับทัศนคติและวิธีคิดแบบพระ ๆ อีกด้วย
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า “เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม” ทำไมต้องให้ประกันตัว เพราะการกักขังไว้ มันเป็นอุปสรรคที่สำคัญ ในการรวบรวมพยานหลักฐานที่จะนำไปสู่การพิสูจน์ความจริง ทั้งเป็นความไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งในการต่อสู้คดี
จะว่าไปแล้ว “เหมือนทุกคนต่างก็รู้อยู่แก่ใจ แม้สืบไปจนคดีสิ้นสุด อาจจะไม่พบความจริงที่แท้จริงเลยด้วยซ้ำ จากการจับพระมาขังไว้”
การไม่ให้ประกันตัวในระหว่างต่อสู้คดี ไม่ต่างจากการถูกมัดมือไขว้หลัง แถมยังเอาผ้าปิดตา แล้วส่งขึ้นเวทีชกกับนักมวยตาดี ก็ลองคิดดูว่า จะเสียเปรียบแค่ไหน และ จะเป็นไป “เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม” ได้อย่างไร
เอกสารหลักฐานทุกอย่าง ทนายส่งศาลไปแล้ว แต่พระทุกรูปที่ถูกกักขัง แทบจะไม่ได้เห็นเอกสารเลย เพราะเอกสารมีจำนวนมากกว่าหมื่นหน้า ไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าสู่เรือนจำเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง มีเพียงพระเณรที่อยู่ข้างนอกเท่านั้นได้ดูเอกสารกับทนาย และท่านเหล่านั้นก็ไม่ใช่คนทำงาน เพราะพระที่ทำงานถูกจับไปขังคุกไว้หมดแล้ว จึงเป็นความเสี่ยงอย่างมาก เสี่ยงที่จะหยิบเอกสารถูก เอกสารผิด ส่งต่อศาล ไม่ต่างจากการเสี่ยงโยนเหรียญออกหัวออกก้อย
แต่ก็ถูกบังคับให้อยู่ในภาวะที่ต้องจำยอม
หากวันพรุ่งนี้ การขอประกันตัวถูกปฏิเสธเช่นเดียวกับทุกครั้งที่ผ่านมา สิ่งเดียวที่ต้องเตรียมในวันขึ้นเบิกความต่อศาล คือ เตรียมตัวสู้ไปตามความจริงของเรา ความจริงที่เต้นอยู่ในหัวใจ ตั้งแต่วันที่ถูกจับมาคุมขังไว้
พระจันทร์เต็มดวงในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๙ ส่องแสงทะลุลูกกรงเข้ามาภายในห้องขัง ละอองลมอ่อน ๆ ยามดึกโชยมาเป็นระยะ คืนนี้อาจเป็นคืนสุดท้ายของการอยู่ในเรือนจำ การทำสามีจิกรรมต่อพระมหาเถระจึงเกิดขึ้นหลังทำวัตรสวดมนต์ มันเป็นทั้งคำกล่าวลาไว้ล่วงหน้า เป็นทั้งการขอขมาต่อกันตามอริยวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ควรทำเรา ก็ได้ทำแล้วในวันนี้
“อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง, สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตััพพัง สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ ฯลฯ”
อดีตพระพรหมสิทธิ เป็นต้นเสียง นำพวกเราทุกรูปกล่าว สิ้นสุดคำแสดงสามีจิกรรม อดีตพระพรหมดิลก ผู้เป็นพระมหาเถระในสงฆ์ให้พรพวกเราว่า
“พรุ่งนี้ ! ขอให้เป็นข่าวดี ขอให้ชนะภัยทั้งปวง ขอให้นำความเป็นธรรมคืนสู่พระศาสนา”
จำนวนผู้ชม : 55
More Articles
By the same author
Related Articles
From the same category
Leave a Reply