ปิดช่องว่างก่อนเกิดปัญหา เสนอระบบ “ศถ.๒ คุ้มครองที่ดินสร้างวัด” สร้างมาตรฐานร่วม พศ. – พศจ. – กรมที่ดิน เพื่อพิทักษ์ศาสนสมบัติอย่างยั่งยืน

โดย นักวิชาการด้านการบริหารศาสนสมบัติพระพุทธศาสนา

การสร้างวัดในประเทศไทยส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากพลังแห่งศรัทธาของประชาชน ผู้มีจิตเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้ถวายที่ดิน เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน และเป็นสถานที่สืบทอดพระธรรมคำสอนให้ดำรงอยู่ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการขอสร้างและตั้งวัด ยังมีปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ คือ กรณีผู้มีศรัทธาอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัด มีการดำเนินการตามขั้นตอนของทางราชการ มีการก่อสร้างเสนาสนะหรือสิ่งปลูกสร้างแล้ว แต่ต่อมาเกิดเหตุเปลี่ยนแปลง เช่น เจ้าของที่ดินเสียชีวิต ทายาทไม่ทราบเจตนาเดิม หรือไม่ประสงค์ดำเนินการต่อ ทำให้เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน และบางกรณีต้องเข้าสู่กระบวนการทางศาล

ปัญหาดังกล่าวมิใช่เกิดจากพระพุทธศาสนาไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย แต่เกิดจาก “ช่องว่างในช่วงเปลี่ยนผ่าน” ระหว่างวันที่เจ้าของที่ดินแสดงเจตนาอุทิศ กับวันที่วัดได้รับการประกาศจัดตั้งและมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย

ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมจึงควรเป็นการสร้างระบบป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อรักษาเจตนาอันบริสุทธิ์ของผู้ถวายที่ดิน และลดปัญหาข้อพิพาทในอนาคต

ศถ.๒ คืออะไร และเหตุใดจึงมีความสำคัญ

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างวัด อาจไม่ทราบว่า “ศถ.๒” คืออะไร

ศถ.๒ คือ หนังสือสัญญาแสดงเจตนาจะยกที่ดินให้แก่วัด ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญประกอบการขอสร้างวัดตามหลักเกณฑ์ของทางราชการ

เอกสารฉบับนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นหลักฐานแสดงว่า เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีความประสงค์ที่จะนำที่ดินแปลงดังกล่าวมาใช้เพื่อประโยชน์ในการสร้างวัดและกิจการพระพุทธศาสนา

กล่าวโดยง่าย ศถ.๒ คือ “หลักฐานแห่งเจตนา” ของผู้มีศรัทธาที่ต้องการถวายที่ดินเพื่อพระศาสนา

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่จัดทำ ศถ.๒ นั้น วัดยังอยู่ในขั้นตอนการขอสร้างวัด ยังไม่ได้มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จึงยังไม่สามารถดำเนินการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในลักษณะเดียวกับวัดที่ได้รับการจัดตั้งแล้วได้

ช่องว่างตรงนี้เองที่ควรมีระบบบริหารจัดการเข้ามารองรับ

หลักกฎหมายที่รับรองเจตนาอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัด

การอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัด มิใช่เพียงเรื่องของความประสงค์ส่วนบุคคล แต่เป็นการแสดงเจตนาที่มีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนา และได้รับการรับรองตามแนวคำพิพากษาของศาลฎีกา

ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๖๓๘/๒๕๓๘ รวมถึงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๕๔๓/๒๕๕๑ และ ๗๓๘/๒๕๕๗ ได้วางหลักเกี่ยวกับการอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัดไว้ว่า เมื่อเจ้าของที่ดินได้แสดงเจตนาอย่างชัดเจนที่จะยกที่ดินเพื่อใช้เป็นสถานที่สร้างวัด เจตนาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันตามกฎหมาย และมิใช่เรื่องที่เจ้าของหรือทายาทจะกลับมาเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย

โดยแนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางหลักไว้โดยสรุปว่า

“การทำหนังสือยกให้ที่ดินสำหรับเป็นที่สร้างวัด ถือได้ว่ามีเจตนาอุทิศที่ดินเพื่อใช้สร้างวัด ที่ดินนั้นย่อมตกเป็นของแผ่นดินสำหรับใช้เป็นที่สำหรับสร้างวัดตามเจตนาของผู้แสดงความจำนงทันที โดยไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๒๕ อีกแต่อย่างใด”

หลักดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เจตนาของผู้ถวายที่ดินเพื่อสร้างวัดเป็นเรื่องที่กฎหมายให้ความสำคัญ เพราะเป็นการอุทิศทรัพย์สินเพื่อประโยชน์สาธารณะและเพื่อการพระพุทธศาสนา

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังมีประเด็นสำคัญ คือ ในช่วงเวลาที่เริ่มจัดทำหนังสือสัญญาแสดงเจตนาจะยกที่ดินให้แก่วัด (ศถ.๒) วัดยังอยู่ระหว่างกระบวนการขอสร้างวัด และยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่จะสามารถดำเนินการรับโอนกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนได้ทันที

ดังนั้น แม้หลักกฎหมายจะให้ความคุ้มครองต่อเจตนาอุทิศของผู้ถวายที่ดิน แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจน ป้องกันข้อพิพาท และทำให้การดำเนินการทางทะเบียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรมีระบบบริหารจัดการเอกสารและข้อมูลตั้งแต่วันที่มีการจัดทำ ศถ.๒

การจัดทำ “ระบบ ศถ.๒ คุ้มครองที่ดินสร้างวัด” จึงเป็นแนวทางที่จะช่วยเชื่อมโยงระหว่างหลักกฎหมาย เจตนาของผู้ถวายที่ดิน และระบบทะเบียนของทางราชการ ให้สามารถดำเนินการต่อเนื่องจนถึงวันที่วัดได้รับการจัดตั้งเป็นนิติบุคคลอย่างสมบูรณ์

เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว

          -โฉนดที่ดินยังคงมีชื่อเจ้าของเดิม

          -ข้อมูลการอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัดอาจยังไม่ปรากฏในระบบทะเบียนที่ดิน

         -บุคคลภายนอกหรือทายาทอาจไม่ทราบเจตนาเดิมของผู้ถวาย

จึงควรมีมาตรการคุ้มครองที่ชัดเจน เพื่อให้เจตนาของผู้ถวายที่ดินได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

เสนอระบบ “ศถ.๒ คุ้มครองที่ดินสร้างวัด”

เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เห็นควรให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติร่วมกับกรมที่ดิน พิจารณาจัดทำแนวทางปฏิบัติร่วมกัน โดยใช้ ศถ.๒ เป็นจุดเริ่มต้นของระบบคุ้มครองที่ดินสร้างวัด

แนวทางดังกล่าวประกอบด้วย ๓ ขั้นตอนสำคัญ

ขั้นตอนที่ ๑

การแสดงเจตนาอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัด และการจัดทำ ศถ.๒

จุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างวัด เกิดขึ้นเมื่อผู้มีศรัทธาประสงค์จะถวายที่ดินเพื่อใช้เป็นสถานที่สร้างวัด

ในขั้นตอนนี้ เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินควรดำเนินการ

      – แสดงเจตนาอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัดอย่างชัดเจน

      – จัดทำหนังสือสัญญาแสดงเจตนาจะยกที่ดินให้แก่วัด (ศถ.๒)

      – จัดเตรียมเอกสารสิทธิ์ที่ดินและเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้อง

พร้อมทั้งควรนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคุ้มครองที่ดินสร้างวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) เพื่อบันทึกว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ระหว่างกระบวนการสร้างวัด

ทั้งนี้ เพื่อรักษาเจตนาของผู้ถวายที่ดิน และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างระยะเวลาการดำเนินการ

ขั้นตอนที่ ๒

เมื่อได้รับอนุญาตสร้างวัดจากทางราชการ ให้ดำเนินการคุ้มครองข้อมูลและเอกสารสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง

เมื่อผู้ขอสร้างวัดได้รับอนุญาตให้สร้างวัดตามขั้นตอนของทางราชการ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้อนุญาตแล้ว

ควรกำหนดให้เข้าสู่ระบบติดตามและคุ้มครองข้อมูลที่ดินอย่างเป็นทางการ

โดย พศจ. ดำเนินการ

     -ตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสาร ศถ.๒

     -จัดเก็บข้อมูลที่ดินในระบบ

     -เก็บรักษาเอกสารสำคัญตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

      -ประสานงานกับสำนักงานที่ดินจังหวัดเพื่อให้รับทราบข้อมูลที่ดินซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการสร้างวัด

ในขั้นตอนนี้ จุดประสงค์ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในทันที แต่เป็นการรักษาความต่อเนื่องของเจตนาอุทิศ และเตรียมความพร้อมสำหรับการโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวัดได้รับการจัดตั้งแล้ว

ขั้นตอนที่ ๓

เมื่อวัดได้รับการจัดตั้งเป็นนิติบุคคลแล้ว ให้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์โดยรวดเร็ว

เมื่อเสนาสนะและองค์ประกอบต่าง ๆ ครบถ้วน และวัดได้รับการประกาศจัดตั้งตามกฎหมาย มีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยสมบูรณ์แล้ว

ควรดำเนินการให้การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของวัดเกิดขึ้นโดยรวดเร็ว โดย

       -พศจ. ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง

        -ประสานเจ้าอาวาสในฐานะผู้แทนนิติบุคคลของวัด

        -ประสานสำนักงานที่ดินจังหวัด

        -ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่วัด

เพื่อให้เจตนาเดิมของผู้ถวายที่ดินบรรลุผลสมบูรณ์ และทำให้ทะเบียนที่ดินสอดคล้องกับสถานะทางกฎหมายของวัด

สร้างมาตรฐานเดียวกันระหว่าง พศจ. และสำนักงานที่ดินจังหวัด

หัวใจสำคัญของระบบนี้ คือ การทำให้ทุกพื้นที่มีแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

จึงควรจัดทำคู่มือหรือแนวทางปฏิบัติร่วมระหว่าง

         -สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

         -สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด

         -กรมที่ดิน

          -สำนักงานที่ดินจังหวัด

เพื่อกำหนดขั้นตอนที่ชัดเจน เช่น

         -วิธีรับและเก็บรักษาเอกสาร

         -วิธีบันทึกข้อมูล

          -วิธีประสานงานระหว่างหน่วยงาน

วิธีดำเนินการเมื่อวัดได้รับการจัดตั้งแล้ว

ผลที่จะเกิดขึ้น คือ

        -เจ้าอาวาสได้รับความชัดเจนในการดำเนินงาน

       -ประชาชนมั่นใจว่าการถวายที่ดินได้รับการดูแล

       -เจ้าหน้าที่แต่ละจังหวัดปฏิบัติงานในแนวทางเดียวกัน

       -ลดข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินสร้างวัด

 บทส่งท้าย

ที่ดินที่ประชาชนถวายเพื่อสร้างวัด ไม่ใช่เพียงทรัพย์สินทั่วไป แต่เป็นทรัพย์สมบัติที่เกิดจากศรัทธาและความตั้งใจที่จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

การรักษาที่ดินเหล่านี้จึงไม่ควรรอให้เกิดปัญหาแล้วแก้ไขภายหลัง แต่ควรมีระบบป้องกันตั้งแต่วันที่เริ่มต้นแสดงเจตนา

การพัฒนาระบบ “ศถ.๒ คุ้มครองที่ดินสร้างวัด” พร้อมสร้างมาตรฐานการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่าง พศจ. และสำนักงานที่ดินจังหวัด จะเป็นอีกก้าวสำคัญของการบริหารกิจการพระพุทธศาสนา

เพราะการพิทักษ์รักษาศาสนสมบัติ ไม่ใช่เพียงการรักษาที่ดิน แต่คือการรักษาศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบไป

Share:

Leave a Reply