การศึกษาคณะสงฆ์ ภายใต้ พรบ.พระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 งบแผ่นดิน 15,000 ล้านบาท ใน 7 ปี คุ้มค่าหรือไม่??

บทวิเคราะห์เชิงนโยบายและโครงสร้าง

1.บทนำ: รอยต่อประวัติศาสตร์และการลงทุนครั้งใหญ่ของรัฐในพุทธจักร

ในฐานะนักวิชาการศาสนา ข้าพเจ้าเห็นว่าห้วงเวลาระหว่างปี พ.ศ. 2562 ถึงปัจจุบัน เป็น “รอยต่อประวัติศาสตร์” ที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่การปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 มิได้เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านในเชิงนิติบัญญัติ แต่คือการที่รัฐไทยยอมรับสถานะ “ความเป็นวิชาชีพ” ของศาสนทายาทอย่างเป็นรูปธรรมผ่านระบบงบประมาณแผ่นดิน

หากพิจารณาจากฐานงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มียอดคำขอสูงถึง 5,410 ล้านบาท และในปี พ.ศ. 2569 ขยับขึ้นเป็น 5,518 ล้านบาท ข้าพเจ้าได้คำนวณสัดส่วนที่จัดสรรลงไปในหมวดการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม การอุดหนุนครูพระ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาพระปริยัติธรรม พบว่าเม็ดเงินสะสมในช่วง 7 ปี (พ.ศ. 2562–2569) มีมูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้หาใช่เพียงตัวเลขทางบัญชี แต่มันคือ “เดิมพัน” ครั้งใหญ่ของรัฐบาลในการดึงพุทธจักรเข้าสู่มาตรฐานสากล เพื่อสถาปนาวิทยฐานะของพระสงฆ์ให้เทียบเท่าระบบการศึกษาของชาติ

อย่างไรก็ตาม ในความไว้วางใจของรัฐมอบให้ผ่านงบประมาณมหาศาลนี้ กลับซ่อนคำถามที่บาดลึกถึงโครงสร้างว่า “ความคุ้มค่า” ที่แท้จริงเกิดขึ้นแล้วหรือยัง? หรือเรากำลังสนับสนุนงบประมาณแต่ไร้เงาของผู้เรียน และกำลังออกกฎหมายที่ล้ำสมัยแต่กลับถูกพันธนาการด้วยความเฉื่อยเชิงโครงสร้าง (Structural Inertia) ของระบบบริหารจัดการคณะสงฆ์เอง พ.ร.บ.พรปริยัติธรรม 2562 จึงเป็นเสมือน “กระดูกสันหลัง” ที่แข็งแกร่ง แต่หากปราศจากเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกับโลกความจริง 15,000 ล้านบาทนี้อาจเป็นเพียงความสูญเปล่า

2.วิพากษ์กรอบกฎหมาย: พ.ร.บ. การศึกษาพระปริยัติธรรม 2562 กับการยกระดับวิทยฐานะ

การเกิดขึ้นของ พ.ร.บ. 2562 คือการปิดตำนาน พ.ร.บ. กำหนดวิทยฐานะฯ พ.ศ. 2527 ที่ล้าสมัยและขาดสภาพบังคับในเชิงการบริหารบุคคล กฎหมายฉบับใหม่นี้มีเจตนารมณ์ตามมาตรา 5 ที่ต้องการให้การศึกษาสงฆ์ “สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของชาติ” ซึ่งเป็นการปลดแอกสถานะ “พลเมืองการศึกษาชั้นสอง” ของสามเณรและครูพระอย่างเป็นทางการ

ความเฉียบคมเชิงยุทธศาสตร์ของกฎหมายฉบับนี้อยู่ที่มาตรา 21, 22 และ 24 ที่เชื่อมโยงวิทยฐานะสงฆ์เข้ากับระบบคุณวุฒิแห่งชาติอย่างแนบแน่น ดังแสดงในตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้:

ตารางที่ 1: การเทียบวิทยฐานะพระปริยัติธรรมตามมาตรฐานการศึกษาชาติ (พ.ร.บ. 2562)

ระดับการศึกษาสงฆ์

คุณวุฒิที่ได้รับ (วิทยฐานะ)

มาตรฐานการศึกษาชาติที่เทียบเท่า

อ้างอิงมาตราในกฎหมาย

แผนกธรรมสนามหลวง

นักธรรมเอก (ต้องจบ ป.6)

มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3)

มาตรา 21(1) และ 22(1)

แผนกบาลีสนามหลวง

เปรียญธรรม 3 ประโยค (ป.ธ. 3)

มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6)

มาตรา 21(2) และ 22(2)

แผนกสามัญศึกษา

ม.ต้น / ม.ปลาย

มัธยมศึกษาตอนต้น / ตอนปลาย

มาตรา 23

แผนกบาลีสนามหลวง

เปรียญธรรม 9 ประโยค (ป.ธ. 9)

ปริญญาตรี

มาตรา 24 (วรรคหนึ่ง)

ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ “คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม” (กศป.) กลายเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจเต็มตามมาตรา 12 ในการกำหนดนโยบายและ “การประกันคุณภาพ” ซึ่งในอดีตมักเป็นจุดอ่อนที่ทำให้การศึกษาสงฆ์ถูกมองว่าไร้มาตรฐาน

3.โครงสร้างงบประมาณ: ภาวะพึ่งพิงส่วนกลางและความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจ

จากการวิเคราะห์งบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในช่วงที่ผ่านมา พบความจริงที่น่าตกใจว่ากว่า 80% ของงบประมาณรวมตกอยู่ในหมวด “เงินอุดหนุน”  ข้อมูลจากงบประมาณปี พ.ศ. 2565 ชี้ชัดว่าเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาสูงถึง 1,138 ล้านบาท ขณะที่แผนกธรรม-บาลีได้รับ 348 ล้านบาท

    1)การพึ่งพิงรัฐอย่างสุดโต่ง:สถาบันการศึกษาสงฆ์ในปัจจุบันมีสภาพไม่ต่างจาก “รัฐวิสาหกิจทางจิตวิญญาณ” ที่พึ่งพิงงบประมาณรัฐเกือบ 100% โดยเฉพาะการอุดหนุนรายหัว (Per-head Subsidy)

     2) ความล้มเหลวในระดับปฏิบัติการ:ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐไม่ให้เงิน แต่อยู่ที่ “ท่อ” ในการกระจายเงิน เม็ดเงิน 15,000 ล้านบาทที่รัฐถมลงไปในระบบ 7 ปี ไม่สามารถใช้เงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ พศ. ต้องทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างนโยบายสงฆ์และคลังรัฐ ทำให้เกิดคอขวดเชิงบริหารจัดการ เมื่อระเบียบการเงิน พัสดุ และทรัพย์สินของสถานศึกษาต้องเป็นไปตามที่ กศป. กำหนด (มาตรา 12(9)) ระบบราชการจึงไหลเข้าครอบงำวิถีการเรียนการสอนของสงฆ์

4.วิกฤตการณ์นโยบายล้มเหลว: ปมปัญหา จศป. และงบประมาณที่ถูกตีคืน

 รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณค่าตอบแทน เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.) จำนวน 466.8 ล้านบาท เพื่อยกระดับฐานะของครูสอนพระปริยัติธรรม โดยมีการขึ้นทะเบียนครูแผนกบาลี 879 รูป และแผนกธรรม 2,256 รูป แต่ความจริงที่น่าอดสูคือ มีงบประมาณถูกตีคืนคลังปีละไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท เนื่องจาก “บรรจุคนไม่ได้”

รากเหง้าของวิกฤตนี้มิใช่เรื่องงบประมาณ แต่คือ “การปะทะกันของอำนาจ” (Ecclesiastical Power Struggles):

    1)กับดักตำแหน่งปกครอง:ตามข้อบังคับ กศป. ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2563  การจะได้รับตำแหน่ง จศป. ที่มีเงินเดือนมั่นคง ครูพระต้องประจำอยู่ในโรงเรียนและมีเวลาสอนตามเกณฑ์ แต่พระภิกษุที่มีคุณสมบัติ ซึ่งมีศักยภาพในการสอน มักเป็น “เจ้าอาวาส” หรือ “เจ้าคณะตำบล” ในพื้นที่เดิม ท่านไม่สามารถ (หรือไม่อยาก) สละตำแหน่งทางปกครองเพื่อย้ายไปบรรจุในโรงเรียนที่ขาดแคลนครูในต่างพื้นที่ เพราะเกรงจะสูญเสียฐานอำนาจ นี่คือภาวะ “คนมีวุฒิไม่ยอมเคลื่อนย้าย คนที่อยากสอนก็วุฒิไม่ถึง”

   2) ความเหลื่อมล้ำของสวัสดิการฆราวาส:ครูฆราวาสในระบบพระปริยัติธรรมได้รับเงินเดือนที่ไม่จูงใจเมื่อเทียบกับครู สพฐ. ภาระค่าเดินทางไปสอนในวัดที่ห่างไกลในถิ่นทุรกันดารไม่คุ้มค่ากับค่าตอบแทน ทำให้ระบบไม่สามารถรักษา “สมอง” ของคนรุ่นใหม่ไว้ได้

 ผลกระทบสะสม (Impact Assessment): เมื่อไม่มีครูทบรรจุตามแผน  คุณภาพการเรียนการสอนจึงตกต่ำลง สามเณรในชนบทซึ่งส่วนใหญ่มาจากครอบครัวยากจนและใช้การบวชเรียนเป็น “บันไดทางสังคม” กลับต้องเรียนกับครูที่ขาดทักษะ ความเมตตาในเชิงนโยบายที่รัฐมอบให้ผ่านงบมหาศาลจึงกลายเป็นเพียง “ยาหอม” ที่แก้ปัญหาไม่ตรงจุด

5.พลวัต ความท้าทาย และ กับดักของระบบการศึกษาสงฆ์

ในฐานะนักวิชาการ ข้าพเจ้าเห็นว่ามี “กับดัก” 6 ประการที่หน่วงเหนี่ยวเม็ดเงิน 15,000 ล้านบาท ไม่ให้บรรลุผล:

    1) Power Dynamics ที่เป็นอัมพาต:ความสัมพันธ์ระหว่างมหาเถรสมาคม (ในฐานะผู้กำกับธรรมวินัย) และ พศ. (ในฐานะผู้กำงบประมาณ) มักจบลงที่การประนีประนอมเพื่อรักษาความสัมพันธ์ (State-Sangha Symbiosis) จนไม่กล้าผ่าตัดโครงสร้างการบริหารที่ทับซ้อน

    2) ภาวะความซ้ำซ้อน (Redundancy):เรามีการศึกษา 3 แผนก (ธรรม-บาลี-สามัญ) ที่บริหารแยกส่วนกันโดยสิ้นเชิง และยังทับซ้อนกับการเรียนของมหาวิทยาลัยสงฆ์ (มจร.-มมร.) ทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรบุคคลและงบประมาณอย่างไม่เป็นระบบ

   3) วิกฤตพระผู้ใหญ่สวมหมวกหลายใบ (Many Hats Crisis):พระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นกรรมการ กศป. มักมีภาระงานปกครอง งานนิเทศ และงานสังคมจนล้นมือ ทำให้ “งานปฏิรูปการศึกษา” ถูกลดระดับเป็นเพียงงานรูทีนที่ทำตามหน้าที่ (Passive Administration)

   4) เสียงที่ถูกทำให้เงียบ (Silenced Voices):พื้นที่สำหรับ “พระภิกษุหนุ่มรุ่นใหม่” ที่มีความรู้ด้านนวัตกรรมกลับไม่มีที่ยืนในโครงสร้างอำนาจที่ยึดติดกับระบบอาวุโส เงินงบประมาณจึงถูกใช้ในรูปแบบเดิมๆ ที่ไม่จูงใจเยาวชน

   5)ช่องว่างแห่งคุณค่า (Value Gap):จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสงฆ์  พบว่าผู้เรียนบาลีขาดแรงจูงใจเพราะมองว่าภาษาบาลี “ยากและไม่เชื่อมโยงกับชีวิต” หากงบประมาณไม่ถูกนำมาใช้เพื่อ “ตีความพระไตรปิฎกใหม่” (Re-interpretation) ให้เข้ากับสังคมเมือง บาลีก็จะตายไปพร้อมกับตำราที่ฝุ่นเกาะ

   6) ความเฉื่อยชาของระบบราชการสงฆ์ (Red Tape):การที่โรงเรียนต้องตอบสนองทั้งมาตรฐาน พ.ร.บ. 2562 และมาตรฐาน สพฐ. ทำให้เกิด “วิกฤตเอกสาร” ครูพระเสียเวลาทำรายงานมากกว่าเตรียมการสอน จนคุณภาพผู้เรียนลดลงอย่างต่อเนื่อง

6.บทสรุปและโรดแมปปฏิรูป: สู่การศึกษาสงฆ์ระดับมืออาชีพ (Professional Monastic Education)

หากถามข้าพเจ้าว่าเงิน 15,000 ล้านบาทใน 7 ปีนั้นคุ้มค่าหรือไม่? ข้าพเจ้าขอตอบด้วยความสลดใจแต่ตรงไปตรงมาว่า ยังไม่คุ้มค่าและห่างไกลจากเป้าหมาย” ตราบใดที่เรายังมีงบค้างท่อและมีการตีคืนงบประมาณค่าตอบแทนครูเป็นร้อยล้านบาทในขณะที่เด็กขาดครู เพื่อให้เม็ดเงินในอนาคตเกิดความคุ้มค่าสูงสุด ข้าพเจ้าขอเสนอ Road Map 4 ด้าน:

     1)Unlock Personnel Regulations:ต้องเร่งแก้ไขข้อบังคับ กบป. พ.ศ. 2563 และเจรจากับกระทรวงการคลังเพื่อปลดล็อกเกณฑ์การบรรจุ จศป. โดยอนุญาตให้พระภิกษุที่มีตำแหน่งปกครองสามารถดำรงตำแหน่งครูได้ในพื้นที่เดิม หรือใช้ระบบ “ครูพระเคลื่อนที่” (Mobile Monastic Teacher) โดยมีสวัสดิการที่คุ้มค่า

    2)Single Data Platform:พัฒนา “กองนโยบายและแผน” ตามโครงสร้างใหม่  ให้เป็นศูนย์ข้อมูลกลางที่แม่นยำ (Data-Driven) เชื่อมโยงจำนวนครูและนักเรียนแบบ Real-time เพื่อลดความซ้ำซ้อนและป้องกันงบประมาณรั่วไหล

    3)Professional Separation of Powers:แยกส่วนงาน “บริหารวิชาการ” ออกจาก “งานปกครองวัด” อย่างเด็ดขาด พัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาสงฆ์ให้เป็นมืออาชีพ (Professional Monastic Administrators) ที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการรักษาอำนาจเจ้าอาวาส

    4) Innovation Grant for Young Blood:กันงบประมาณอย่างน้อย 10% สำหรับพระภิกษุรุ่นใหม่ในการสร้างนวัตกรรมการสอน (เช่น บาลีประยุกต์ หรือ ธรรมะดิจิทัล) เพื่อดึงดูดใจผู้เรียนและทำให้พระสัทธรรมเข้าถึงใจคนยุค AI

การศึกษาสงฆ์มิใช่เพียงเรื่องของงบประมาณ แต่มันคือการรักษา “ลมหายใจของพระพุทธศาสนา” หากเรายังไม่ยอมตื่นรู้เพื่อปฏิรูปโครงสร้างที่ผุพัง 15,000 ล้านบาทนี้ก็จะกลายเป็นเพียง “อนุสาวรีย์แห่งความสูญเปล่า” ที่ถูกสร้างขึ้นในนามของศรัทธา

ความเมตตาที่แท้จริงในเชิงนโยบาย คือการกล้าผ่าตัดโครงสร้างที่ผิดเพี้ยนด้วยความจริง เพื่อให้พระสัทธรรมคงอยู่เป็นเนื้อเป็นหนังของสังคมไทยสืบไป”

 

บทความโดย..นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา

Share:

Leave a Reply