“ณพลเดช” ย้ำ “ภาษีวัดไม่มีอยู่จริง” ตามกฎหมาย ชี้ต้องแยกเงินได้ของวัดออกจากภาษีหัก ณ ที่จ่าย พร้อมเตือนสรรพากรระวังข้อมูล e-Donation รั่วไหล หวั่นมิจฉาชีพนำไปหลอกลวงประชาชน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 นายณพลเดช มณีลังกา  สมาชิกวุฒิสภาสำรอง กลุ่ม 16 กลุ่มศิลปะและวัฒนธรรม และอดีตอนุกรรมาธิการพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีกรมสรรพากรเตรียมหารือกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติด้านภาษีของวัด ภายหลังมีข้อมูลว่าการบริจาคผ่านระบบ e-Donation ในปีงบประมาณปัจจุบันมียอดสะสมประมาณ 23,000 ล้านบาทว่า เรื่องนี้จำเป็นต้องทำความเข้าใจข้อกฎหมายให้ชัดเจน เพราะคำว่า “ภาษีวัด” อาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยหลักแล้ววัดมิได้เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร และกรมสรรพากรเองเคยยืนยันอย่างชัดเจนว่า วัดไม่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้จากรายได้ที่วัดได้รับ ดังนั้นจึงไม่ควรเรียกการดำเนินการทางภาษีบางประเภทว่าเป็นการ “เก็บภาษีวัด”

นายณพลเดช กล่าวว่า สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดคือ “รายได้ของวัด” กับ “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” เพราะเป็นคนละเรื่องกัน หากวัดได้รับเงินบริจาคหรือเงินที่เป็นรายได้ของวัด เงินดังกล่าวไม่ได้ทำให้วัดมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ในฐานะนิติบุคคล แต่หากวัดเป็นผู้จ่ายเงิน เช่น การจ่ายค่าจ้าง ค่าก่อสร้าง หรือค่าเช่าบางกรณี ผู้รับเงินอาจมีหน้าที่ต้องเสียภาษี และวัดในฐานะผู้จ่ายเงินอาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งกรมสรรพากรตามหลักเกณฑ์ของประมวลรัษฎากร เรื่องนี้จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของ “ผู้จ่ายเงิน” ไม่ใช่การเรียกเก็บภาษีจากเงินได้ของวัดโดยตรง ซึ่งกรมสรรพากรได้ระบุประเด็นนี้ไว้เช่นเดียวกันในการชี้แจงล่าสุด

“ผมอยากให้ทุกฝ่ายใช้ถ้อยคำให้ถูกต้อง เพราะคำว่า ‘ภาษีวัด’ ถ้าพูดโดยไม่แยกประเภท อาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่าวัดต้องนำเงินบริจาคหรือเงินที่ได้รับไปเสียภาษี ซึ่งไม่ตรงกับหลักกฎหมาย สิ่งที่กฎหมายกำหนดในบางกรณีคือ เมื่อวัดมีการจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างหรือผู้ให้บริการ และการจ่ายเงินนั้นเข้าหลักเกณฑ์ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย วัดก็ต้องปฏิบัติหน้าที่หักและนำส่งภาษีแทนผู้รับเงินตามกฎหมาย” นายณพลเดชกล่าว

นายณพลเดช กล่าวต่อว่า ประเด็นนี้ยังสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ด้านการบริจาคตามประมวลรัษฎากร โดยกรมสรรพากรระบุว่าวัดวาอารามเป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศลตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และผู้บริจาคสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามกฎหมายได้ ขณะที่ระบบ e-Donation ทำให้ข้อมูลการบริจาคสามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของผู้บริจาคได้โดยไม่จำเป็นต้องนำเอกสารหลักฐานการบริจาคไปแสดงเพิ่มเติมในลักษณะเดิม

“เมื่อรัฐส่งเสริมให้ประชาชนบริจาคผ่านระบบ e-Donation แล้ว เรื่องสำคัญที่ต้องควบคู่กันคือความปลอดภัยของข้อมูล เพราะข้อมูลการบริจาคสามารถสะท้อนทั้งชื่อผู้บริจาค จำนวนเงิน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิทางภาษี หากข้อมูลเหล่านี้รั่วไหลหรือถูกนำไปใช้โดยมิชอบ อาจเปิดช่องให้มิจฉาชีพนำข้อมูลไปสร้างเรื่องหลอกลวงประชาชนได้ ผมจึงขอให้กรมสรรพากรให้ความสำคัญกับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และต้องมีระบบตรวจสอบการเข้าถึงข้อมูลอย่างรัดกุม” นายณพลเดชกล่าว

นายณพลเดช ยังกล่าวถึงหลักรัฐธรรมนูญว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 67 กำหนดให้รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น รวมถึงต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด ดังนั้น การกำกับดูแลเรื่องการเงินและภาษีควรดำเนินไปบนหลักกฎหมาย ความโปร่งใส และการคุ้มครองพระพุทธศาสนาไปพร้อมกัน ไม่ควรสร้างความเข้าใจว่ารัฐกำลังเรียกเก็บ “ภาษีจากวัด” ในลักษณะเดียวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน

นายณพลเดช กล่าวว่า นอกจากวัดแล้ว กฎหมายภาษียังมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับองค์การหรือสถานสาธารณกุศล ตลอดจนหน่วยงานที่ดำเนินกิจการเพื่อการกุศลสาธารณะและสาธารณประโยชน์ โดยกฎหมายกำหนดสิทธิและเงื่อนไขทางภาษีไว้เป็นการเฉพาะ เช่น ประมวลรัษฎากร มาตรา 47 (7) (ข) และมาตรา 65 ตรี (3) รวมถึงประกาศกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสะท้อนหลักการว่ารัฐรับรองและสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์และการกุศลภายใต้กรอบกฎหมาย

“ดังนั้น ผมเห็นว่าการหารือระหว่างกรมสรรพากรกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติควรเน้นการทำความเข้าใจข้อกฎหมายให้ตรงกัน โดยเฉพาะการแยกให้ชัดว่าอะไรคือเงินบริจาค อะไรคือเงินได้ของวัด อะไรคือเงินที่วัดจ่ายให้บุคคลภายนอก และกรณีใดเป็นหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ควรนำทุกเรื่องมารวมเรียกว่า ‘ภาษีวัด’ เพราะจะทำให้ประชาชนและวัดเกิดความสับสน” นายณพลเดชกล่าว

นายณพลเดช กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมสรรพากรควรสื่อสารต่อสาธารณะด้วยถ้อยคำทางกฎหมายที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในช่วงที่สังคมกำลังให้ความสนใจกับยอดเงินบริจาคผ่านระบบ e-Donation ซึ่งข่าวล่าสุดระบุว่ายอดสะสมในปีงบประมาณปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 23,000 ล้านบาท และมีศาสนสถานเข้าร่วมระบบจำนวนมาก พร้อมกันนั้นต้องยกระดับการรักษาความปลอดภัยข้อมูล e-Donation อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่ประชาชนใช้เพื่อทำบุญและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพนำไปแอบอ้าง หลอกลวง หรือสร้างความเสียหายแก่ประชาชนในภายหลัง

Share:

Leave a Reply