บทวิเคราะห์ : สังคมข้างนอกที่มีผลต่อสังคมสงฆ์ยุคปัจจุบัน

ทุกครั้งที่มีข่าวพระสงฆ์ประพฤติตนไม่เหมาะสม สังคมมักตั้งคำถามทันทีว่า “ทำไมพระสมัยนี้จึงเป็นอย่างนี้?”

“วงการสงฆ์เสื่อมลงหรือไม่?”  หรือรุนแรงไปถึงขั้นว่า “ศาสนาเสื่อมแล้ว” หากเรามองเพียงตัวพระที่เป็นข่าว เราอาจกำลังมองปัญหาเพียงปลายเหตุ

เพราะมีข้อเท็จจริงพื้นฐานข้อหนึ่งที่เราไม่ควรลืมคือ ก่อนที่จะเป็นพระ ทุกคนเคยเป็นคนในสังคมข้างนอกมาก่อน

พระสงฆ์ไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมจีวร แต่เติบโตมาจากครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ระบบเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สื่อออนไลน์ และสภาพแวดล้อมเดียวกับคนทั่วไป

บางคนเติบโตมากับครอบครัวที่เข้มแข็ง  บางคนมาจากครอบครัวเปราะบาง  บางคนได้รับการศึกษาที่ดี  บางคนขาดโอกาส  บางคนเติบโตมากับศาสนา
บางคนแทบไม่มีพื้นฐานพระพุทธศาสนามาก่อนเลย

เมื่อคนเหล่านี้เข้ามาบวช การเปลี่ยนเครื่องแต่งกายจากเสื้อผ้าเป็นจีวร ไม่ได้หมายความว่านิสัย ความเคยชิน ความคิด ความต้องการ หรือปัญหาชีวิตเดิมจะหายไปทันที

ตรงนี้เองที่เราควรมองปัญหาให้ลึกกว่าการตำหนิบุคคล

๑. สังคมสงฆ์คือส่วนหนึ่งของสังคมไทย ไม่ใช่เกาะที่แยกออกจากกัน

หากสังคมภายนอกเต็มไปด้วยบริโภคนิยม การแข่งขัน การแสวงหาชื่อเสียง การหมกมุ่นกับโลกออนไลน์ และการวัดคุณค่าคนจากเงิน อำนาจ และยอดผู้ติดตาม ก็ยากที่คนซึ่งเติบโตจากสังคมนั้นจะเดินเข้าสู่วัดแล้วหลุดพ้นจากอิทธิพลทั้งหมดในทันที

ดังนั้น ปัญหาบางอย่างที่เราเห็นในวงการสงฆ์ จึงอาจเป็น ภาพสะท้อนของปัญหาใหญ่ในสังคมไทย

สังคมชอบชื่อเสียง พระบางรูปก็อาจหลงชื่อเสียง  สังคมหมกมุ่นกับเงิน พระบางรูปก็อาจถูกเงินครอบงำ   สังคมติดโลกออนไลน์ พระบางรูปก็อาจติดโลกออนไลน์   สังคมให้คุณค่ากับภาพลักษณ์ พระบางรูปก็อาจสร้างตัวตนบนสื่อจนเกินสมณสารูป

พูดอีกอย่างหนึ่งคือ  ปัญหาของพระบางส่วน อาจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในวัดเป็นครั้งแรก แต่มันเดินตามเจ้าตัวเข้ามาในวัดด้วย

๒. การอธิบายเช่นนี้ ไม่ใช่การแก้ตัวแทนพระ

ต้องแยกให้ชัดเจนว่า การเข้าใจ “เหตุปัจจัย” ไม่เท่ากับการยกเว้น “ความรับผิดชอบ”  เมื่อบุคคลสมัครใจเข้าสู่เพศบรรพชิต ก็ย่อมยอมรับกรอบชีวิตที่สูงกว่าคฤหัสถ์ ต้องสำรวม ต้องศึกษา ต้องฝึกตน และต้องรับผิดชอบต่อพระธรรมวินัย

ดังนั้น หากประพฤติผิด ก็ต้องว่ากันตามพระธรรมวินัยและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง  แต่ถ้าเราจบเรื่องเพียงการลงโทษบุคคล แล้วรอให้มีข่าวพระรูปต่อไป เราก็ยังไม่ได้แก้ปัญหา

สิ่งที่ต้องถามต่อคือ

ระบบการคัดกรองคนเข้าบวชดีพอหรือยัง?  ระบบการอบรมพระใหม่เข้มแข็งหรือไม่?  ใครดูแลพระหนุ่มและสามเณรในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต?
วัดมีระบบพี่เลี้ยงหรือไม่?  พระที่มีปัญหาชีวิตหรือมีภาวะเปราะบางได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมหรือไม่? และพระได้รับการศึกษาเรื่องการใช้สื่อดิจิทัลอย่างจริงจังเพียงใด?

นี่ต่างหากคือคำถามเชิงโครงสร้าง

๓. ปัญหาอีกด้านหนึ่งคือ “วัฒนธรรมข่าว”

ปัจจุบันข่าวพระเป็นข่าวที่ขายได้ง่าย เพราะมีองค์ประกอบครบทั้งศาสนา ศีลธรรม ความคาดหวัง และความขัดแย้ง  เมื่อพระรูปหนึ่งทำผิด ข่าวจึงถูกขยายรวดเร็วมากกว่าพฤติกรรมลักษณะเดียวกันของคนทั่วไปหลายเท่า เพราะสังคมคาดหวังต่อพระสูงกว่า  การตรวจสอบพระเป็นสิ่งจำเป็น

แต่ต้องระวังไม่ให้การตรวจสอบกลายเป็น การบริโภคความฉาว  เพราะเมื่อใดที่สังคมเริ่มสนุกกับการประจานมากกว่าการค้นหาสาเหตุ เรากำลังเปลี่ยนปัญหาศีลธรรมให้กลายเป็นความบันเทิง  และสุดท้ายอาจไม่ได้ทำให้พระพุทธศาสนาดีขึ้นเลย

๔. ต้องกลับมามองตั้งแต่ “ต้นน้ำ”

หากต้องการพระสงฆ์ที่มีคุณภาพ สังคมก็ต้องสร้างคนที่มีคุณภาพก่อนเข้าสู่วัดด้วย  ครอบครัวต้องปลูกฝังวินัย  โรงเรียนต้องสร้างความรับผิดชอบ
มหาวิทยาลัยต้องสร้างวิจารณญาณ  ชุมชนต้องมีพื้นที่ทางศีลธรรม   สื่อควรสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ยกเงิน ชื่อเสียง และความสำเร็จทางวัตถุขึ้นเป็นคุณค่าสูงสุดของชีวิต

เพราะคนที่เดินเข้ามาบวชวันหนึ่ง ก็คือเด็กและเยาวชนที่กำลังเติบโตอยู่ในสังคมวันนี้

๕. วัดเองก็ต้องยอมรับความจริงของโลกยุคใหม่

ในอดีต คนเข้าวัดอาจอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ตัดขาดจากโลกภายนอกได้มากกว่าปัจจุบัน  แต่วันนี้ พระมีโทรศัพท์มือถือ มีอินเทอร์เน็ต มี Facebook TikTok YouTube และสามารถรับข้อมูล ข่าวสาร ความบันเทิง และสิ่งยั่วยุต่าง ๆ ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง  ดังนั้น การฝึกพระในศตวรรษที่ ๒๑ จะใช้เพียงระบบควบคุมแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ  ต้องเพิ่มทั้ง การศึกษา การรู้เท่าทันสื่อ การสร้างวินัยภายใน ระบบพี่เลี้ยง และการดูแลด้านชีวิตความเป็นอยู่ เพราะการรักษาพระธรรมวินัยอย่างยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการมีคนคอยจับผิดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างคนให้มี “หิริ–โอตตัปปะ” คือความละอายและเกรงกลัวต่อความผิดจากภายในด้วย

๖. มองด้วยหลักพุทธ จะเห็นว่าไม่มีปัญหาใดเกิดขึ้นลอย ๆ

พระพุทธศาสนาสอนให้มองโลกผ่านความสัมพันธ์ของเหตุและปัจจัย เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี  เมื่อสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด  ปัญหาพระสงฆ์ยุคปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน  ไม่ควรมองว่าพระผิดเพราะ “ตัวบุคคล” เพียงอย่างเดียว  และก็ไม่ควรโทษ “สังคม” จนบุคคลหมดความรับผิดชอบ  แต่ต้องเห็นทั้งสองด้านพร้อมกัน   บุคคลต้องรับผิดชอบต่อการกระทำ  ขณะที่สังคมและองค์กรต้องรับผิดชอบต่อระบบที่สร้าง เฝ้าระวัง และพัฒนาบุคคล  นี่คือการมองอย่างเป็นธรรมและเป็นเหตุเป็นผลมากที่สุด  ท้ายที่สุด ทุกครั้งที่มีข่าวพระเป็นเรื่องเป็นราว อย่าเพิ่งถามเพียงว่า

“พระรูปนี้เป็นอะไร?”  แต่อาจต้องถามให้ลึกไปกว่านั้นว่า  “สังคมแบบไหนกำลังผลิตคนแบบนี้ขึ้นมา?”  และถามต่ออีกชั้นว่า

“เมื่อคนเหล่านี้เข้ามาบวช ระบบสงฆ์มีเครื่องมืออะไรที่จะเปลี่ยนเขาจาก ‘คนธรรมดา’ ให้ค่อย ๆ กลายเป็น ‘สมณะ’ ที่แท้จริง?”

เพราะจีวรเปลี่ยนสถานะของบุคคลได้ในวันเดียว แต่การเปลี่ยนมนุษย์คนหนึ่งให้มีวินัย มีสติ และมีปัญญา ต้องอาศัยการฝึกฝนตลอดชีวิต

ฉะนั้น ถ้าอยากเห็นสังคมสงฆ์ดีขึ้น เราอาจต้องเริ่มแก้ตั้งแต่สังคมข้างนอกด้วย  เพราะวัดไม่ได้แยกออกจากสังคม

และพระสงฆ์ก็คือหนึ่งในผลผลิตของสังคมนั้นเอง..

 

 

 

เคดิตเฟชบุ๊ค ดร. อำพล บุดดาสาร

Share:

Leave a Reply