เขียนถึง “พระธรรมโพธิมงคล”

“ผู้เขียน” มีแผลเป็นปมในใจอยู่เรื่องหนึ่งในฐานะชาวพุทธนึกถึงทีไรแล้วรู้สึก “เจ็บหัวใจ” มาตลอด และคิดไม่ออกว่าตัวเองผิดหรือไม่!!

นั่นคือเรื่อง “พระธรรมโพธิมงคล”

 “ผู้เขียน” โดยส่วนตัวไม่มีข้อ “กังขา” ในความเป็นพระภิกษุ “สุปฎิปันโน” พระภิกษุที่เคร่งครัด “พระวินัย” และเป็นพระภิกษุที่มีความ “มั่งคง” ในพระธรรมวินัยของ..พระสมณโคตม

ขณะเดียวกัน “ผู้เขียน” ในฐานะเป็นชาวไทยเชื้อสายรามัญ ก็ภูมิใจในความเป็น “พระมหาเถระ” อันเป็นที่กล่าวขานเรื่องพระผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบเป็น “แบบอย่าง” ที่ดีของ “พระธรรมโพธิมงคล”

ทั้งเรื่องการรักษาการสวดมนต์แบบมอญและรักษาภาษาไว้ได้อย่างมั่นคง

“ผู้เขียน” ในยุคที่ “พระธรรมโพธิมงคล” ครอง “เจ้าอาวาสวัดสระเกศ” พูดถึงแซะ “กระทบกระทั่ง” ท่านหลายรอบ เนื่องจากมองว่าท่านมาโดยมิชอบธรรม!

พูดแบบตรงไปตรงมา คือ “พระธรรมโพธิมงคล” ไม่ทัน “เล่ห์ลิ้นพระผู้ใหญ่”  จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือ “การเมืองสงฆ์” สนองกิเลสให้กับพระผู้ใหญ่บางรูป และมีการพูดถึง “พระรับใช้” ที่เป็น “นกต่อ” อีกอย่างน้อย 2 รูป รูปหนึ่งเป็น “พระมหาเถระ” อยู่ฝั่งธนบุรี ส่วนอีกรูปเป็นเจ้าของวาทะกรรมอันโด่งดัง  “หมากที่หล่นจากกระดานแล้ว ไม่ควรหยิบขึ้นมาอีก” ดังปรากฎอยู่ในหนังสือคดีเงินทอนวัดสระเกศ

“ผู้เขียน” ตอนนั้นเพื่อรักษา “จุดยืน” อันเป็น “อุดมการณ์” ของสื่อมวลชนทั่วไป เมื่อคิดว่า “พระมหาเถระ” สายวัดสระเกศ ต้องคดี “เงินทอนวัด” โดยมิชอบ เป็นการตั้งข้อกล่าวหาแบบ “อยุติธรรม” ทั้งเรื่องพระวินัยและกฎหมายบ้าน รวมทั้งจารีตของคณะสงฆ์

การกระทำของรัฐบาลตอนนั้น ส่งผลกระทบภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์อย่างยิ่งยวด เนื่องจากสังคมวิจารณ์ว่ามี “พระฝักใฝ่การเมือง” หรือ “พระโกงเงินวัด-พระปาราชิก”  บางรายไม่ชอบกลุ่มพระดังกล่าวถึงกับเรียกว่า “พระโจร-อลัชชี” ก็มี

“ผู้เขียน” มองว่าการประเคนคดี “เงินทอนวัด” ให้กับกลุ่มพระมหาเถระทั้ง 3 วัด ดังกล่าว ไม่เพียงกระทบต่อคณะสงฆ์โดยรวมเท่านั้น แม้กระทั้งงานขับเคลื่อนคณะสงฆ์ก็พลอยชะงักไปด้วย..

จึงจำเป็นต้องเรียกร้อง “ความเป็นธรรม” โดยสุจริตใจยึดผลประโยชน์ของคณะสงฆ์อันเป็นประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง ให้กับพระมหาเถระ ไม่เฉพาะ “วัดสระเกศ” เท่านั้น

แม้กระทั้ง “วัดสามพระยา” หรือ “อดีตพระพรหมเมธี”  วัดสัมพันธวงศ์ ก็กระทำมาต่อเนื่องเช่นกัน!!

ปัจจุบัน “พระธรรมโพธิมงคล” เจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี เจ้าคณะภาค 2 แม้ย้ายกลับไปสู่วัดเดิมก็ยังไปมาหาสู่กันกับวัดสระเกศ เพราะมีการนับถือกันแบบ “วัดพี่วัดน้อง”

ล่าสุด!! ตอน “พระมหาเถระ” วัดสระเกศ ได้รับคืนและเลื่อนสมณศักดิ์ “พระธรรมโพธิมงคล” ก็มาร่วมงาน ขณะที่ “วัดสระเกศฯ” ก็นิมนต์ท่านมาเจริญพระพุทธมนต์เช่นเดียวกัน

“ผู้เขียน” ติดตามศาสนกิจของท่าน “พระธรรมโพธิมงคล” สนองกิจการคณะสงฆ์ในภาค 2 ได้เป็นอย่างดี ส่วนในพระอารามในนามเจ้าอาวาสก็ไม่มีสิ่งด่างพร้อยใด ๆ ให้เป็นที่ติเตียน มุ่งส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรเรียนบาลี ปฎิบัติธรรม พัฒนาวัดให้เป็นสถานที่รมณียสถาน จึงเป็นที่เคารพศรัทธาของญาติโยมรอบวัดและชาวรามัญทั่วไปได้เป็นอย่างดี

เหลือเพียงแต่ “พระธรรมโพธิมงคล” ที่ยังไม่รับการ “เยียวยา” เท่านั้น ทั้งที่ก่อนหน้านั่นมีรายชื่อได้รับเลื่อนสมณศักดิ์แล้ว แต่ถูกยกเลิก!!  แม้ตอนหลังแม้จะโปรดเกล้าฯ ใหม่ก็ไม่ปรากฏชื่อท่าน จึงก่อให้เกิดข่าวลือไปต่าง ๆ นานา ๆ

แต่สุดท้ายเท่าที่รู้!! พระธรรมโพธิมงคล ก็ไม่ได้เป็นดังข่าวลือ!!

พระที่เป็นต้นเรื่องที่เป็นข่าวลือเล่าขานกันจริงเท็จไม่ทราบว่าเป็น “นายหน้า” ให้ผู้ประสบเคราะห์กรรมคนหนึ่ง ปัจจุบัน พระรูปดังกล่าวก็ได้รับชะตากรรมที่ก่อไว้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ผู้เขียน” เขียนบทความนี้ไม่ใช่ “ฟื้นฝอย หาตะเข็บ” เพราะมันจบลงแล้ว และทั้งมิบังอาจเรียกร้อง “สมณศักดิ์” ให้ท่าน เพราะการให้หรือไม่ให้ “สมณศักดิ์” เป็นพระราชอำนาจ

เพียงแต่เขียนเพื่อสมานแผลในหัวใจของตนองเท่านั้น!!

Share:

Leave a Reply