ถ้าพระราชาเป็น “ผู้ทรงธรรม” ราษฎรทั้งปวงก็เป็นสุข!!

การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์โดยธรรม ทรงสนพระราชหฤทัยในการศึกษาและปฏิบัติธรรม และทรงนำธรรมะมาเป็นแบบอย่างให้แก่พสกนิกรทั่วราชอาณาจักร ย่อมเป็นเหตุให้ประชาชนมีใจตั้งมั่นในพระรัตนตรัย มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ระลึกถึงพระรัตนตรัยเป็นประจำ และไม่เชื่อในสิ่งที่นอกเหนือธรรมวินัย

ประชาชนรู้จักมีสติในการรับรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับจิต พิจารณาว่าอารมณ์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน เรียกว่า การทักอารมณ์ และพิจารณาอริยสัจทั้ง ๔ ธาตุทั้ง ๔ และขันธ์ ๕ นับว่าเป็นการกระทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งสามารถนำคนทั้งหลายให้พ้นจากความทุกข์ได้

จึงทรงจัดตั้งโครงการธรรมนาวา “วัง” ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริและเป็นหลักธรรมพระราชทาน โดยมีท่านเจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี ผู้ซึ่งงดงามทั้งภายในและภายนอก งามด้วยศีลและอาจาระ อ่อนน้อมถ่อมตน มีเมตตาและขันติ เป็นผู้ขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว และทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

มีพระพุทธพจน์ว่า  สพฺพํ รฏฺฐํ สุขํ โหติ ราชา เจ โหติ ธมฺมิโก  ถ้าพระราชาเป็นผู้ทรงธรรม ราษฎรทั้งปวงก็เป็นสุข

แปลว่า หากพระราชาทรงครองราชย์โดยธรรม พสกนิกรในประเทศก็จะอยู่อย่างสงบสุขและสันติ เมื่อประมุขของประเทศนับถือพระรัตนตรัย ประชาชนก็พากันนับถือและทำตามไปด้วย

ย้อนกลับไปในสมัยของพระพุทธเจ้าของเรา หลังจากตรัสรู้แล้ว พระองค์เสด็จไปแสดงธรรมแก่พระเจ้าพิมพิสาร เพื่อให้พระองค์เข้าถึงพระรัตนตรัย เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ประชาชนในแว่นแคว้นหันมานับถือพระรัตนตรัยเป็นจำนวนมาก ตามประมุขของแว่นแคว้น คือพระเจ้าพิมพิสาร

ตามเรื่องราวในคัมภีร์ฝ่ายพระพุทธศาสนา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงกรุงราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จเข้าเฝ้าและสดับพระธรรมเทศนา จนเกิดความเลื่อมใสและถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ต่อมาพระองค์ได้ถวายสวนเวฬุวันให้เป็นที่วัดแรก เพื่อเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ การถวายเวฬุวันนับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงถึงพระราชศรัทธาและการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาในยุคเริ่มแรก

อนึ่ง ในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช หลังจากพระองค์เปลี่ยนพระทัยมานับถือพระพุทธศาสนา เพราะเลื่อมใสในสามเณรอรหันต์รูปหนึ่งชื่อว่า นิโครธ พระเจ้าอโศกมหาราชทรงประสงค์ให้ทุกคนในแว่นแคว้นหันมานับถือพระพุทธศาสนา พระองค์ตรัสว่า “คนทุกคนในแว่นแคว้นเป็นลูกของข้า ข้าจะพาลูกทุกคนขึ้นสวรรค์ไปกับข้า” พระองค์ทรงชักชวนให้ประชาชนนุ่งขาวห่มขาว รักษาอุโบสถศีล และฟังธรรมะ

อีกทั้งพระองค์ทรงห้ามมีการละเล่นจัมมฉายา หนังตะลุง ซึ่งเป็นการแสดงเกี่ยวกับการขโมย ปล้น จี้ ตบ ตีกัน ฆ่ากัน การนอกใจสามีภรรยา และการผิดศีลธรรมในแว่นแคว้น เพื่อไม่ให้คนนำไปเป็นตัวอย่าง

นอกจากเรื่องราวที่กล่าวถึงความเลื่อมใสของพระเจ้าอโศกมหาราชต่อพระพุทธศาสนาแล้ว จารึกของพระองค์ยังแสดงพระราชประสงค์ให้ประชาชนประพฤติธรรม ดูแลบิดามารดา เคารพสมณพราหมณ์ งดเว้นการเบียดเบียนสัตว์ และอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพต่อศาสนาต่าง ๆ พระองค์ยังทรงเปรียบประชาชนทั้งปวงเสมือนพระราชบุตร โดยทรงปรารถนาให้ทุกคนมีความสุขและสวัสดิภาพ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า จารึกเหล่านี้สะท้อนการนำหลักธรรมมาใช้ในการปกครองและการดูแลประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการธรรมนาวา “วัง” จึงเป็นโครงการแห่งปัญญา ที่ชักชวนให้คนทั้งหลายศึกษา เรียนรู้ และปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่พึ่งพาสิ่งภายนอก แต่ศึกษาภายใน ขอให้เรือหลวงแห่งธรรมนี้จงนำพาผู้คนทั่วโลกไปสู่ฝั่งคือพระนิพพาน ให้พ้นจากความทุกข์ เป็นเรือหลวงอันใคร ๆ ยับยั้งไม่ได้..

 

บทความโดย  พระมหาณพล ปารติณฺโณ ป.ธ.๙ พระธรรมทูตประจำวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน
ผู้ช่วยเลขาธิการองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์

Share:

Leave a Reply