“ผู้เขียน” แม้จะเป็นศิษย์ “มจร” แต่ก็มีกัลยาณมิตรทั้งที่เป็น “พระภิกษุ” และ “ฆราวาส” รวมทั้ง ศิษย์เก่า ใน “มมร” หลายท่าน โดยเฉพาะองค์อธิการบดีรูปปัจจุบัน “พระพรหมวชิรเมธาภรณ์” พอมักคุ้นกันบ้าง เนื่องจากเคยไปร่วมงานโครงการ “คืนธรรมชาติสู่ธรรม” ในพระสังฆราชูปถัมภ์ ที่ “วัดถ้ำสุขเกษมสวรรค์” 2-3 ครั้ง วัดที่ท่านเคยพำนักขณะเป็นสามเณร จังหวัดลำปาง ทั้งไปส่วนตัวและไปกับ “ปลัดเก่ง” นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย
ทั้งในอดีตประมาณปี 2550 “ผู้เขียน” เคยพาพระนิสิตมอญไปเรียนที่ “มมร” หลังจากนั้นก็พา “ชมรมพระนิสิตมอญ มจร” และ “คณะสงฆ์รามัญธรรมยุต” จากเมืองมอญไปเยี่ยมผูกมิตรสัมพันธ์ไมตรีอีกหลายวาระด้วยกัน
“มมร” ยุคนี้ ก้าวหน้าแบบไม่หวือหวา แต่ก็ “มั่นคงและมั่งคั่ง” เป็นสถานการศึกษาระดับอุดมศึกษาของคณะสงฆ์ที่ผลิตบุคคลกรของมารับใช้คณะสงฆ์และสังคมได้อย่างน่าชื่นชม

วันนี้ 1 ตุลาคมนี้ เป็นวันครบรอบ 133 ปี แห่งการสถาปนาโดย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อจัดการศึกษาบนรากฐานพระพุทธศาสนา ซึ่งปัจจุบันก้าวสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่จัดการศึกษา วิจัย บริการวิชาการ และเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่สังคมไทยและสังคมโลก
“มมร” สถาปนาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2436 และตั้งชื่อว่า “มหามกุฏราชวิทยาลัย” เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4
ต่อมา วันที่ 30 ธันวาคม 2488 ได้มีการประกาศจัดตั้ง“สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย” เพื่อยกระดับการศึกษาพระพุทธศาสนาสู่ระดับอุดมศึกษา และเริ่มเปิดการศึกษาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2489
และมีการพัฒนาการสำคัญเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2540 เมื่อมี พ.ร.บ.เป็นของตนเองเฉกเช่นเดียวกันกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ “มจร”
ปัจจุบัน “มมร” จัดการศึกษาผ่านส่วนกลางและเครือข่ายทั่วประเทศ ประกอบด้วย 7 วิทยาเขต และ 3 วิทยาลัย แบ่งการศึกษาออกเป็น 5 คณะได้แก่ บัณฑิตวิทยาลัย คณะศาสนาและปรัชญา คณะมนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ และคณะศึกษาศาสตร์
มีนักศึกษาทั้งสิ้น 9,638 รูป/คน แบ่งเป็นระดับปริญญาตรี 6,865 รูป/คน ระดับปริญญาโท 2,099 รูป/คน ระดับปริญญาเอก 567 รูป/คน และระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 107 รูป/คน รวมหลักสูตรแล้ว มากกว่า105 หลักสูตร
ในปี 2569 มหาวิทยาลัยยังได้ยกระดับการขับเคลื่อนภารกิจด้านการวิจัยและบริการวิชาการโดยจัดตั้ง “สถาบันวชิรญาณสังวร” เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมพัฒนาองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนา การบริการวิชาการการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ

ตลอดระยะเวลา 133 ปี “มมร” ได้สร้างผลิตศาสนทายาทและปูชนียาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายรูป หลายท่านที่สมควรแก่การยกย่อง เช่น สมเด็จพระสังฆราช รูปปัจจุบัน พระธรรมเมธาภรณ์ (ระแบบ ฐิตญาโณ) พระพรหมศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) ในส่วนของคฤหัสถ์ อาทิ ศ.เกียรติคุณ แสง จันทร์งาม ศ.พิเศษ ดร.สุนทร ณ รังษี ราชบัณฑิต ศ.ดร.สิทธิ์ บุตรอินทร์, รศ.สุเชาวน์ พลอยชุมไว, ตาทิพย์ (อดีตนักหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ) และ อ.วศิน อินทสระ นักเขียน เป็นต้น
ขณะที่ปัจจุบันมีศิษย์เก่าคฤหัสถ์ที่ทำงานสนองคณะสงฆ์ ใน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อีกหลายคน เช่น นายสนั่น ช่างปรุง ผอ.พศจ.บึงกาฬ นายเอกชัย ชมภู ผอ.พศจ.อุตรดิตถ์ เป็นต้น ซึ่งความจริงศิษย์เก่า “มมร” ที่รับใช้สังคมมีมากกว่านี้มากนัก ทั้งที่อยู่ในเพศบรรพชิตและคฤหัสถ์

“ผู้เขียน” คิดว่าความสำเร็จของ “มมร” ที่ผลิตศาสนทายาทและศิษย์เก่าที่มีคุณภาพ สร้างคุณูปการให้กับคณะสงฆ์และสังคมไทยที่เอ่ยชื่อมาบางส่วนนี้ มิใช่หมายถึงความภาคภูมิใจและปลื้มใจของประชาคมชาว “มมร” ฝ่ายเดียว
แต่มันเป็นความภาคภูมิใจของชาวพุทธและประเทศไทยด้วยเช่นกัน ที่ “มมร” ผลิตบัณฑิตสมกับเป็นบัณฑิต ออกมารับใช้คณะสงฆ์และสังคมประเทศชาติ ที่เพียบพร้อมไปด้วย “วิชชาและจรณะ” คือการสร้างคนที่มีทั้ง “ความรู้” และ “ความประพฤติดี” หรือดังวาทกรรม “เจ้าคุณถนอม” วัดหนองแวง ที่ว่า “มีความรู้ สู้งาน สันดานดี อย่าปึก”

เนื่องในโอกาสครบรอบ 133 ปีของ “มมร” หรือ มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ก้าวย่าง 134 ปี ผู้เขียน ขอให้ “มมร” สมหวังดังปณิธานที่ตั้งไว้ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มุ่งความเป็นเลิศทางวิชาการตามแนวพระพุทธศาสนา เพื่อสืบสานรากฐานพระพุทธศาสนา พัฒนาปัญญาและคุณธรรมสู่สังคมไทยและสังคมโลกได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง เพื่อคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนาโดยรวมตลอดไป..
จำนวนผู้ชม : 96
More Articles
By the same author
Related Articles
From the same category
Leave a Reply