เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง กลุ่ม 16 ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬา จ.เชียงราย และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แสดงความเสียใจต่อการถึงแก่อนิจกรรมของ ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ปูชนียบุคคลผู้ทรงคุณูปการอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนา การศึกษา ภาษาไทย และวงวิชาการของประเทศไทย
นายณพลเดชกล่าวว่า ตนมีความทรงจำและความประทับใจต่อท่านอาจารย์เป็นพิเศษ จากช่วงเวลาที่เคยปฏิบัติหน้าที่เป็นอนุกรรมาธิการด้านพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร และได้ร่วมกับคณะกรรมาธิการเข้าไปหารือกับท่าน ณ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา เพื่อขอข้อมูลทางวิชาการประกอบการพิจารณาประเด็นข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติในคดีเงินทอนวัด ซึ่งในเวลานั้นมีข้อถกเถียงในสังคมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกรณีของพระพรหมสิทธิ (ปัจจุบัน ที่ สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์) และพระพรหมดิลก (ปัจจุบัน ที่ สมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก)
ท่านอาจารย์จำนงค์ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความรู้ทางภาษาและการตีความอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างถ้อยคำเกี่ยวกับการสละสมณเพศกับการสึก ที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาทั้งในเชิงภาษา หลักพระธรรมวินัย และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลทางวิชาการที่ท่านให้ไว้ช่วยให้คณะกรรมาธิการมีประเด็นสำหรับนำไปพิจารณาอย่างเป็นระบบ และต่อมาได้มีการบันทึกประเด็นดังกล่าวไว้ในการประชุมของกรรมาธิการด้านศาสนาด้วย
นายณพลเดชกล่าวเพิ่มเติมว่า ในการประสานงานครั้งนั้น ท่านอาจารย์ยังได้แนะนำให้ติดต่อผ่านบุตรชายของท่าน คือ คุณปัญญวัฒน์ ทองประเสริฐ เพื่อให้การประสานข้อมูลเป็นไปอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง
“ผมต้องยอมรับว่า ท่านเป็นผู้มีความรู้แตกฉานอย่างยิ่ง ทั้งในฐานะราชบัณฑิตและผู้ที่ผ่านการศึกษาพระปริยัติธรรมจนสำเร็จเปรียญธรรม 9 ประโยคจากสำนักเรียนวัดสระเกศ ท่านสามารถนำความรู้ด้านภาษา ประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนา และหลักวิชาการมาอธิบายประเด็นที่ซับซ้อนให้เห็นความแตกต่างอย่างมีเหตุผล โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สังคมมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมาก ท่านทำให้เห็นว่าการวินิจฉัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งต้องอาศัยข้อเท็จจริง ความรู้ และความรอบคอบ ไม่ใช่ตัดสินจากความรู้สึกหรือกระแสสังคมเพียงอย่างเดียว”
2 ปราชญ์ผู้วางรากฐานมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย
นายณพลเดชกล่าวว่า ชีวิตของศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ เป็นตัวอย่างสำคัญของการเปลี่ยนรูปแบบการรับใช้พระพุทธศาสนาโดยไม่ละทิ้งอุดมการณ์แห่งการศึกษา ท่านเคยดำรงสมณเพศเป็นพระมหาจำนงค์ ชุตินฺธโร เปรียญธรรม 9 ประโยค แห่งวัดสระเกศ และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญในราชทินนาม “พระกวีวรญาณ” เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2500 ขณะมีอายุเพียง 28 ปี
เมื่อภายหลังลาสิกขา ท่านยังคงอุทิศตนให้กับงานวิชาการ การศึกษา และพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับศาสตราจารย์พิเศษ สุชีพ ปุญญานุภาพ ผู้เคยดำรงสมณเพศเป็นพระมหาบุญรอด สุชีโว เปรียญธรรม 9 ประโยค และได้รับสมณศักดิ์เป็นพระศรีวิสุทธิญาณเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2489 ขณะมีอายุ 28 ปี
บุคคลทั้ง 2 ท่านจึงเป็นภาพสะท้อนของปราชญ์ผู้สามารถนำความรู้จากการศึกษาพระปริยัติธรรมมาสร้างคุณูปการต่อสังคมในวงกว้าง ทั้งด้านการศึกษา ภาษา ปรัชญา และการพัฒนามหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย
สร้างพหูสูตและบัณฑิตรุ่นใหม่ให้พระพุทธศาสนา
นายณพลเดชแสดงความเห็นว่า ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ลึกซึ้งในพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในยุคที่สังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และต้องเผชิญกับปัญหาที่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจหลักธรรม ความรู้ทางกฎหมาย และความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล
ในอดีต ระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ได้สร้างพระเถระและนักปราชญ์จำนวนมาก ซึ่งสามารถทำหน้าที่ทั้งเผยแผ่พระธรรม อธิบายหลักพระวินัย ตีความภาษาและคัมภีร์ ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะต่อสังคมและหน่วยงานของรัฐ แต่ในปัจจุบัน การส่งเสริมให้เกิดผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้แตกฉานในลักษณะดังกล่าวยังเป็นเรื่องที่ควรได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
นายณพลเดชเสนอว่า ควรส่งเสริมการบรรพชาและอุปสมบท ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาพระปริยัติธรรม สนับสนุนพระภิกษุสามเณรให้ศึกษาทั้งพระธรรมวินัย ภาษา ประวัติศาสตร์ ปรัชญา กฎหมาย และศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อสร้างผู้รู้ที่สามารถนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้กับปัญหาของสังคมได้อย่างถูกต้อง
ทั้งนี้ การเพิ่มจำนวนผู้บวชควรดำเนินควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การดูแลความเป็นอยู่ และการสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสม เพื่อให้การบรรพชาและอุปสมบทนำไปสู่การสร้างบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และคุณธรรมอย่างแท้จริง
“การสูญเสียท่านอาจารย์จำนงค์ไม่ใช่เพียงการสูญเสียนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่ง แต่เป็นการเตือนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ลึกซึ้งและมีความรับผิดชอบต่อพระพุทธศาสนา เราควรทำให้เกิดพหูสูตและบัณฑิตรุ่นใหม่ที่สามารถสืบทอดองค์ความรู้ของพระศาสนา พร้อมใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาของสังคมอย่างมีเหตุผล”
กำหนดการบำเพ็ญกุศล
ตามข้อมูลเบื้องต้นที่ครอบครัวแจ้งไว้ กำหนดการบำเพ็ญกุศลศพศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ มีดังนี้
1. วันที่ 25 ตุลาคม 2569 นำร่างออกจากโรงพยาบาลศิริราช และประกอบพิธีตั้งแต่ช่วงบ่าย ณ ศาลาบำเพ็ญกุศล 1 วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร
2. วันที่ 25–31 ตุลาคม 2569 ประกอบพิธีสวดพระอภิธรรม รวม 7 คืน
3. หลังจากนั้นจะเก็บร่างไว้ครบ 100 วัน ก่อนดำเนินการขอพระราชทานเพลิงตามขั้นตอนต่อไป
กำหนดการดังกล่าวเป็นข้อมูลเบื้องต้นตามที่ได้รับแจ้ง โดยรายละเอียดเพิ่มเติมให้ติดตามประกาศจากครอบครัวและวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
นายณพลเดชกล่าวในตอนท้ายว่า ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวทองประเสริฐ ศิษยานุศิษย์ และผู้ที่เคารพนับถือท่านอาจารย์ พร้อมขอให้ผลงานทางวิชาการและคุณูปการที่ท่านสร้างไว้ เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังตระหนักถึงคุณค่าของการศึกษา การใช้เหตุผล และการอุทิศตนเพื่อส่วนรวม
เพราะปราชญ์ที่แท้จริงมิได้ดำรงอยู่เพียงในช่วงชีวิตของตน แต่ยังคงมีชีวิตอยู่ผ่านความรู้ ความคิด และคุณูปการที่ส่งต่อให้แก่คนรุ่นหลัง

Leave a Reply