เล่าเท่าที่จำได้ :จดหมายฉบับแรกจากรามัญนิกาย (2 )

361 Views

โดย..อุทัย    มณี

            เมื่อวานนี้เล่าตอนแรกว่า กว่าจะเกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เซ็น MOU ร่วมกันระหว่างวิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ (IBSC) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กับ มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ ต้องล้มลุกคลุกคลานมาประมาณ 5 ปี  ความจริงหากใครอ่านภาษาอังกฤษได้ ผมได้เขียนไว้ในหนังสือที่ระลึกที่แจกในงานวันเซ็น MOU ด้วย แต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่วันนี้ขอเสนอตอน 2 ต่อไป เพื่อเป็นเกร็ดประวัติศาสตร์เล็ก ๆ น้อย   อ่านเพื่อความบันเทิงผสมไปในตัวด้วย

            หลังจากคณะสงฆ์รามัญนิกายกลับประเทศไปแล้ว ข้าพเจ้าในฐานะผู้ประสานงานระหว่างทั้ง 2 ประเทศได้ขอคำปรึกษาหารือกับ พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บ่อยครั้ง  สิ่งที่ท่านมักถามย้ำอยู่เสมอ ๆ  คือ หลักสูตรที่คณะสงฆ์รามัญนิกายศึกษาอยู่นั่นมหาเถรสมาคมพม่ารับรองแล้วหรือไม่ มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ ที่ตั้งขึ้นมานั่นรัฐบาลพม่ารับรองแล้วหรือไม่ หากมีให้แปลหลักสูตรที่คณะสงฆ์รามัญนิกายเรียนเป็นภาษาอังกฤษ รวมทั้งของเอกสารที่รัฐบาลพม่ารับรองสถานภาพของ มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ เพื่อท่านจะได้เสนอผู้บริหารของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตามระบบต่อไป  จนกระทั้งขอให้ทางข้าพเจ้าตั้งทีมงานทำงานขึ้นมาเพื่อดำเนินการเรื่องนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งหมดสิ่งที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต้องการมากที่สุด คือ จดหมายขอความอนุเคราะห์ทั้ง 2 เรื่องตามที่สรุปร่วมกันไว้จากผู้บริหารของคณะสงฆ์รามัญนิกาย

ข้าพเจ้าในฐานะผู้ประสานงานระหว่างคณะสงฆ์รามัญนิกาย มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ และ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทุกครั้งที่เจอ พระโสภณวชิราภรณ์ ท่านจะถามถึงจดหมายของความร่วมมือจากคณะสงฆ์รามัญนิกายเป็นประจำ….กว่าจะได้หนังสือจดหมายจากคณะสงฆ์รามัญนิกายล่วงเลยมาได้เกือบ 3 ปี คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้รับเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 และต่อมาพระพรหมบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยก็อนุมัติตามที่ รองอธิการบดีฝ่ายต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เสนอไปคือมอบให้ รองอธิการบดีฝ่ายต่างประเทศ ดำเนินการและตั้งคณะกรรมการดูแลเรื่องนี้  หลังจากนั้นรองอธิการบดีฝ่ายต่างประเทศก็ดำเนินการส่งเข้าขบวนการของระบบของ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สุดเรื่องนี้ก็เงียบหายไปแต่ข้าพเจ้าเข้าใจว่าคงมีปัญหาด้านเอกสารทั้งหนังสือรับรองการศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์รามัญนิกายจากมหาเถรสมาคมพม่า และหนังสือรับรองการดำเนินการของ มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ ของคณะสงฆ์รามัญนิกาย ตามที่ท่านเจ้าคุณพระโสภณวชิราภรณ์  ร้องขอแต่ข้าพเจ้าไม่สามารถหามาให้ได้

            หลังจากนั่นเรื่องจดหมายของความร่วมมือจากคณะสงฆ์รามัญนิกายก็เงียบหายไป ทราบแต่ว่าอยู่ที่ฝ่ายแผนของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ต่อมาเมื่อต้นปี 2561 ข้าพเจ้าได้และคณะ มูลนิธิรามัญรักษ์ ไปถวายผ้าไตรแด่พระคณาจารย์สอนบาลีช่วงสอบบาลีของคณะสงฆ์รามัญนิกายได้สอบถามเรื่องนี้จาก Ven.Silacara (หลวงพ่อวัดอุปโค,อดีตรองประธานคณะสงฆ์รามัญนิกายและอธิการบดี มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ) ท่านกล่าวว่า ในประเทศเมียนมานี้ รัฐบาลเมียนมา ไม่เคยรับรองมหาวิทยาลัยสงฆ์ไหนเลยสักแห่ง แต่ยินดีให้คณะสงฆ์เปิดมหาวิทยาลัยสงฆ์ได้ และท่านยังพูดแบบเล่น ๆ ว่า ในชีวิตของท่านไม่เคยคิดมาก่อนว่า มอญจะมีมหาวิทยาลัยเป็นของตัวเอง คณะสงฆ์มอญทำอะไรไม่เป็น บริหารจัดการไม่เป็น แต่หากเป็นสำนักเรียนบาลีของวัด ท่านถนัดเพราะทำมาทั้งชีวิต  จึงฝากให้ข้าพเจ้าช่วยประสานให้ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มาช่วยสนับสนุนด้วยเพราะท่านอยากเห็นคณะสงฆ์รามัญนิกายมีมหาวิทยาลัยสงฆ์เป็นของตัวเองเหมือนคณะสงฆ์ไทย สุดท้ายความฝันของท่านก็ไม่เกิดขึ้นช่วงที่ท่านยังมีชีวิตอยู่

จวบจนกระทั้งข้าพเจ้าและทีมงานมูลนิธิรามัญรักษ์ได้ไปเมืองเมาะละแหม่ง รัฐมอญอีกครั้ง เนื่องจากนำอาหารแห้งไปบริจาคให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วม ข้าพเจ้าและ Ven. Ashin Poke Pha พระนิสิตมอญ ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ปรึกษาหารือเรื่องนี้กับVen.Khemasara (พระอาจารย์เขมา) ซึ่งเปรียบเสมือนผู้อำนวยการ มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ อย่างจริงจังและขอให้ มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ ทำหนังสือขึ้นอีกฉบับหนึ่งเพื่อติดตามความคืบหน้า  ท่านแจ้งว่าเรื่องนี้ขอให้ข้าพเจ้าและ Ven Ashin Poke Pha  ไปปรึกษาอธิการบดีคนใหม่ คือ Ven. Silacara  (พระอาจารย์ปาละ ) ด้วย เมื่อเราไปกราบนมัสการพระอาจารย์ปาละ ท่านได้มอบหมายให้พระอาจารย์เขมาเป็นคนร่างหนังสือ สุดท้ายหนังสือฉบับนั้นก็ยังไม่เกิดขึ้นเนื่องจากพระอาจารย์เขมา ต้องไปปฎิบัติศาสนกิจ ณ ประเทศญี่ปุ่นและท่านกล่าวว่า หลังจากกลับมาจากประเทศญี่ปุ่นท่านจะแวะพักในประเทศไทย หากมีโอกาสขอให้ข้าพเจ้าพาไปพบ  พระพรหมบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ด้วย

            เมื่อพระอาจารย์เขมากลับมาจากประเทศญี่ปุ่นแวะเข้ามาพักในประเทศไทย ท่านติดต่อมาหาข้าพเจ้าเพื่อประสานงานขอเข้าพบ  พระพรหมบัณฑิต อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในขณะนั้น และเมื่อข้าพเจ้าได้รับความเมตตาจากท่าน กำหนดวันเวลาให้เข้าพบที่ศาลาทรงไทย ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้แจ้งให้พระอาจารย์เขมาทราบ ท่านตอบกลับมาว่า ตอนนี้ท่านอยู่ด้วยกับพระอาจารย์แหมะ ผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ อยู่กับท่าน และให้ข้าพเจ้าคุยกับพระอาจารย์แหมะ เพื่อนิมนต์ไปด้วยกัน  ท่านตอบรับตามวันและเวลาที่พระพรหมบัณฑิต กำหนดให้ไว้

            ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าวันที่เข้าพบนั้น พระพรหมบัณฑิต เป็นวันเดือนอะไร แต่ทราบว่าช่วงนั้นใกล้เทศกาลเข้าพรรษาแล้ว ก่อนที่จะเข้าไปพบ พระพรหมบัณฑิต  นั้น ข้าพเข้าได้ปรึกษากับพระอาจารย์แหมะกับพระอาจารย์เขมาว่า วันนี้จะขอความอนุเคราะห์จาก  พระพรหมบัณฑิต 2 เรื่องด้วยกันคือ

           (1)  ขอให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สนับสนุนและส่งเสริมการจัดโครงสร้าง การบริหารจัดการแบบมหาวิทยาลัยและจัดหลักสูตรการเรียนการสอนแก่ มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ

            (2)   ขอให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาบุคคลากรของ มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ ทั้งพระภิกษุและฆราวาส พร้อมกับอบรมและเรียนหลักสูตรระยะสั้น 

           หลังจากข้าพเจ้าเสนอหัวข้อที่จะขอความอนุเคราะห์ทั้ง 2 ประเด็น ท่าทีพระอาจารย์แหมะท่านดูจะเกรงใจ และหวั่นวิตกถึงความไม่พร้อมของ มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ แต่ข้าพเจ้าแจ้งกับท่านว่า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สถาปนาโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เมื่อพุทธศักราช 2430 ตั้งมาแล้ว 130 กว่าปี เพิ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบเมื่อปี 2540 นี้เอง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เองก็ไม่พร้อมมาตั้งแต่ต้น และข้าพเจ้าเชื่อว่า

         พระพรหมบัณฑิต อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่านเป็นพระนักปราชญ์ที่ทั่วโลกยอมรับ มีเมตตาสูง และด้วยประสบการณ์ของท่านที่บริหาร  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มาตลอด 20 ปีท่านคงไม่มองเรื่องปลีกย่อยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ  ความพร้อมหรือความไม่พร้อมของ มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะเป็นเครื่องขัดขวางความเจริญและความรุ่งเรืองในการพัฒนาศักยภาพของพระภิกษุ-สามเณร  เพราะไม่ว่าคณะสงฆ์นิกายใด ๆ ในโลกนี้ หากมีคุณภาพมีความสามารถนั่นหมายถึง พระพุทธศาสนาจะเจริญและมั่นคงในระยะยาวด้วย”

         เมื่อคณะเราเข้าไปกราบนมัสการ พระพรหมบัณฑิต  ท่านถามความเป็นอยู่และการศึกษาของคณะสงฆ์รามัญนิกายด้วยความสนใจโดยทางคณะได้เตรียมภาพนิ่งอาคารต่าง ๆ ภายใน มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ ให้ท่านดู โดยมีพระอาจารย์เขมา เป็นผู้บรรยายและตอบเป็นภาษาอังกฤษ พระพรหมบัณฑิต  สนทนาด้วยความสนใจ เมตตาและชื่นชมคณะสงฆ์รามัญนิกาย ตะกะกุ้นแหม่ะ ที่ทำได้ขนาดนี้ พูดคุยเกือบ 2 ชั่วโมง เนื่องจากในวงสนทนาคุยกันด้วยภาษาอังกฤษข้าพเจ้าฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง และ พระพรหมบัณฑิต  คงทราบว่าข้าพเจ้าฟังไม่ออก ก่อนจบท่านได้หันมาถามข้าพเจ้าว่า “ต้องการให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเข้าไปช่วยอะไรบ้าง”

         ข้าพเจ้าแจ้งไปทั้ง 2 ประเด็นที่คุยกับพระอาจารย์แหมะกับพระอาจารย์เขมาก่อนหน้านี้แล้ว พระพรหมบัณฑิต    ท่านเมตตาตอบรับและมอบหมายให้ วิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ ( International Buddhist Studies College :  IBSC ) เป็นผู้ประสานและดำเนินการต่อไป พร้อมกับฝาก มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ ว่า อย่าทิ้งการศึกษาบาลีภาษามอญและวัฒนธรรมมอญ เพราะภาษาและวัฒนธรรม ประเพณีมอญ คือรากเหง้าฐานสำคัญของวัฒนธรรมหลายประเทศในภูมิภาคนี้

        หลังจากนั้น ข้าพเจ้าได้ไปแจ้งให้กับ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสน์นานาชาติ ซึ่งเป็นบุคคลที่ข้าพเจ้าเคยร่วมมือกันหลายครั้งหลายวาระด้วยกัน ทั้งมีความเชื่อมั่นในความเก่ง ความเอาใจใส่ประเภท  “ถึงลูกถึงคน”  จับงานแล้วไม่เคยปล่อยเชื่อมือได้ โดยมีผลงานจากการจัดงาน “วิสาขบูชาโลก” เป็นเครื่องยืนยัน รวมทั้งคณะสงฆ์รามัญนิกาย  มหาวิทยาลัยรามัญญะรัฎฐะ เคยส่งพระภิกษุ-ฆรวาสมาอบรมจำนวน 15 คน ท่านดูแลเอาใจใส่ด้วยความเป็นกัลยาณมิตรตลอด 40 วันเป็นเครื่องยืนยัน

              ตอนหน้า..มีคำถามว่า  “สิ่งที่อาจารย์อุทัยกำลังพยายามทำอยู่นี้ คณะสงฆ์มอญต้องการ หรืออาจารย์อุทัยต้องการ”

            ใครเป็นคนถาม แล้วผมจะตอบอย่างไร..โปรดติดตาม

Leave a Reply