“มูลนิธิทนายกองทัพธรรม” ร่ายยาวขับไล่พระออกจากวัดโดยมิชอบระวังเจอมาตรา 157 พร้อมเตือนฆราวาสที่จับจ้วงเจ้าอาวาสก่อนหน้านี้!! วันที่ 10 ตุลาคม 2568 มูลนิธิทนายกองทัพธรรม โดย ทนายอนันตชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ได่โพสต์ข้อความว่า เป็นข่าวเกรียวกราวกรณีวัดใหญ่แห่งหนึ่งมีมติที่ชุมนุมสงฆ์ขับพระภิกษุรูปหนึ่งที่วัดแห่งหนึ่งออกจากวัด โดยเป็นการขับไล่กลายๆ เพราะระบุว่า “เพียงภาคทัณฑ์แต่ให้ย้ายออกจากคณะเดิมไปอยู่คณะอื่น แต่ไม่มีคณะใดรับให้เข้าพำนักจึงเป็นเหตุให้ย้ายออกจากวัดเพื่อไปหาที่อยู่ใหม่ใน ๓๐ วัน” และปรากฎข่าวว่าพระรูปนั้นขนย้ายสมณบริขารและออกไปจากวัดแล้ว ข่าวระบุว่า “..ท่านขอขมาลาโทษและขอให้อดโทษในความพลั้งเผลอและผิดพลาด แต่พระชั้นผู้ใหญ่ในวัดไม่ยินยอมอ้างว่า ปกครองไม่ได้ ไม่ลดราวาศอกให้..” เท็จจริงประการใดเห็นจากภาพข่าวในโซเชียล มูลนิธิทนายกองทัพธรรม ห่วงใยสถานการณ์พุทธศาสนาระคนปนหดหู่ใจว่า ทำไมพระชั้นผู้ใหญ่ในวัดดังถึงละเลย “สาราณียธรรม” คือ หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ๖ ประการ ที่เป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน เป็นที่รัก เป็นที่เคารพ นำไปสู่ความสงเคราะห์ ความสามัคคี และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีเมตตากายกรรม, เมตตาวจีกรรม, เมตตามโนกรรม เป็นต้น ซึ่งเป็นหลักธรรมนี้ช่วยให้ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และพระรูปที่ถูกขับให้พ้นวัดโดยทางอ้อมนั้น ก็เพียงพลั้งเผลอผิดพลาดเสียเสขิยจริยาไปมีวิวาทะกับคฤหัสถ์ มิได้ต้องครุกาบัติแต่อย่างใด ทั้งยังเป็นพระวิปัสสนาจารย์มืชื่อที่สาธุชนก็ให้ความเคารพ จึงเป็นพระปฏิบัติดีที่มิใช่อลัชชีแต่ประการใด ซึ่งท่านก็น้อมรับและขออภัยแล้ว กรณีที่ปรากฎในหนังสือแจ้งมติในที่ชุมนุมสงฆ์นั้น มูลนิธิทนายกองทัพธรรม จึงขอเตือนให้ “พระชั้นผู้ใหญ่ในวัดดังที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำหนังสือแจ้งมติและคำสั่งต้องระมัดระวังและพึงสังวรในเรื่องพระธรรมวินัยและกฎหมายด้วย” เพราะการจะให้พระภิกษุสามเณรรูปใดให้ออกไปเสียจากวัดที่ท่านสังกัดโดยชอบนั้น มีกฎหมายกำชับไว้ชัดเจนว่า “เป็นอำนาจของเจ้าอาวาสเท่านั้น” พระภิกษุสามเณรที่อาศัยพำนักอยู่ในวัดล้วนอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของ “เจ้าอาวาส” ซึ่งมีอำนาจปกครองตามความในมาตรา ๓๗ (๒) ปกครองและสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัดนั้นปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม และ (๓) เป็นธุระในการศึกษาอบรมและสั่งสอนพระธรรมวินัยแก่บรรพชิตและคฤหัสถ์ ซึ่งเจ้าอาวาสต้องดำเนินการปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย กฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ ประกาศ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ส่วนพระภิกษุสามเณรในวัดจะต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ ประกาศ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช และคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเหนือตนเช่นเดียวกัน หากพบว่าพระภิกษุสามเณรรูปใด “มีพฤติการณ์ที่ละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณหรือประพฤติตนที่อาจผิดกฎหมายบ้านเมือง” เจ้าอาวาสสามารถใช้อำนาจตามมาตรา ๓๘ (๒) “สั่งให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสออกไปเสียจากวัด” และ (๓) “สั่งให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยในวัด ทำงานภายในวัด หรือให้ทำทัณฑ์บนหรือให้ขอขมาโทษ ในเมื่อบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ในวัดนั้นประพฤติผิดคำสั่งเจ้าอาวาสซึ่งได้สั่งโดยชอบด้วยพระธรรมวินัยกฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม” ดังนี้ แต่การจะสั่งให้พระภิกษุสามเณรรูปใดออกไปเสียจากวัดนั้น ไม่ใช่สั่งได้ตามอำเภอใจ เพราะพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ และกฎ, มติ,ระเบียบ,ข้อบังคับ,ประกาศมหาเถรสมาคม ได้กำหนดเงื่อนไขและวิธีการในการดำเนินการโดยเคร่งครัด “เพื่อป้องกันมิให้เจ้าอาวาสใช้อำนาจปกครองโดยพลการและลุแก่อำนาจโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อกลั่นแกล้งพระภิกษุสามเณรรูปใดรูปหนึ่งให้ได้รับโทษหรือออกไปจาดวัดที่ตนสังกัด โดยมิชอบด้วยพระธรรมวินัยและกฎหมาย” ดังนั้น พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ หมวด ๔ นิคหกรรมและการสละสมณเพศ มาตรา ๒๔ จึงบัญญัติว่า “พระภิกษุจะต้องรับนิคหกรรม ก็ต่อเมื่อกระทำการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย และนิคหกรรมที่จะลงแก่พระภิกษุ ก็ต้องเป็นนิคหกรรมตามพระธรรมวินัย” และกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๑) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม ก็กำหนดวิธีการสอบสวนไว้แต่การจะลงนิคหกรรมแก่ผู้ใดต้องได้ความแน่ชัดว่ามีการละเมิดครุกาบัติ คืออาบัติหนัก อาทิ ปฐมปาราชิก, ทุติยปาราชิก ตติยปาราชิก หรือจตุตถปาราชิก หรือไม่ หรือมีผู้เสียหาย หรือมีพระภิกษุที่เป็นปกตตัต และ/หรือมีผู้กล่าวโจทก์พระรูปใดๆ ว่าต้องครุกาบัติที่เป็นอเตกิจฉา เจ้าอาวาสหรือเจ้าคณะฝ่ายปกครองเจ้าสังกัดจึงจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนมูลคดีหรืออธิกรณ์ที่ปรากฎแก่สงฆ์นั้น แต่หากไม่มีมูลคดีที่ฟังได้ว่า “พระรูปใดต้องครุกาบัติเช่นว่านั้น” ก็ไม่สามารถสอบสวนอธิกรณ์เพื่อลงนิคหกรรมใด้ ดังนั้น หากเจ้าอาวาสพบว่าพระรูปใดมีพฤติการณ์ที่อาจสร้างความเสื่อมเสียแก่หมู่คณะหรือวัดที่สังกัด “เจ้าอาวาสต้องทำหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน และกำหนดระยะเวลาให้พอสมควรในการปรับเปลี่ยนพฤติการณ์” โดย “อนุโลม” ให้ใช้วิธีการตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๑ (พ.ศ.๒๕๓๘) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ ข้อ ๓ ในกรณีพระภิกษุรูปใด (๑) ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเรื่องเดียวกันหรือหลายเรื่องเป็นอาจิณ ให้เจ้าอาวาสวัดซึ่งพระภิกษุนั้นสังกัดหรือพำนักอาศัยมีอำนาจหน้าที่แนะนำ ชี้แจง ตักเตือนให้พระภิกษุรูปนั้นประพฤติตามพระธรรมวินัยเป็นลายลักอักษร โดยกำหนดเวลาให้ปฏิบัติ หากพระภิกษุรูปนั้นไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ ชี้แจง ตักเตือนภายในเวลาที่กำหนด ให้เจ้าอาวาสวัดซึ่งพระภิกษุรูปนั้นสังกัดหรือพำนักอาศัย รายงานโดยลำดับ จนถึงเจ้าคณะอำเภอเจ้าสังกัด เพื่อวินิจฉัยให้สละสมณเพศต่อไป สาระสำคัญในเรื่องนี้ คือการตักเตือนที่ต้องมีองค์ประกอบ ๓ ประการ คือ ๑) ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเรื่องเดียวกันหรือหลายเรื่องเป็นอาจิณ ๒) ให้เจ้าอาวาสวัดซึ่งพระภิกษุนั้นสังกัดหรือพำนักอาศัยมีอำนาจหน้าที่แนะนำ ชี้แจง ตักเตือนให้พระภิกษุรูปนั้นประพฤติตามพระธรรมวินัยเป็นลายลักอักษร ๓) โดยกำหนดเวลาให้ปฏิบัติ กรณี พระมหา ก. วัด ข. ที่กำลังเป็นข่าวโดยปรากฏ “หนังสือแจ้งมติสงฆ์วัด ข. ฉบับลงวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๘” ระบุสาระสำคัญว่า “..ที่ชุมนุมสงฆ์วัด ข. มีมติลงภาคทัณฑ์แก่ท่าน แต่เนื่องจากไม่มีเจ้าคณะรูปใดในวัด ข.ทั้ง ๑๖ คณะ รับท่านเข้าสังกัด จึงเป็นเหตุให้ต้อง ย้ายออกจากวัด ข. เพื่อไปหาที่อยู่ใหม่..อาศัยมติในที่ชุมนุมสงฆ์วัด ข. จึงขอให้ย้ายออกจากุฎิคณะ ๙ ภายใน ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป..” มูลนิธิทนายกองทัพธรรม ตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะเป็นการลงมติสงฆ์ที่ขัดต่อพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ เนื่องจากการออกมติภาคทัณฑ์โดยให้พระมหา ก.ย้ายออกจากคณะ ๙ แล้วให้ไปเข้าคณะอื่นๆ ในจำนวน ๑๖ คณะ ซึ่งผู้ออกมติหรือคำสั่ง “ย่อมเล็งเห็นผล” ได้โดยไม่ยากลำบากว่า “เป็นไปได้ยาก” หากมีการเปิดช่องพร้อมใจกัน “ไม่ยอมรับเข้าคณะใดๆ” แล้วอ้างเหตุดังกล่าว “ให้ต้องย้ายออกจากวัด ข.เพื่อไปหาที่อยู่ใหม่” และ “ขอให้ย้ายออกจากุฎิคณะ ๙ ภายใน ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” ดังนี้ จึงเป็นการ “ออกมติที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและมีสภาพบีบบังคับทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล” และอาจหมิ่นเหม่ต่อการแสดงให้เห็นถึง “เจตนาพิเศษ” เพื่อ “กลั่นแกล้ง” โดยมีความประสงค์หรือธงคำตอบคือ ให้พระมหา ก.“ออกไปเสียจากวัด” หรือไม่?? ขอถามว่า “มติในที่ชุมนุมสงฆ์วัด ข.” เพื่อให้ภาคทัณฑ์ และลงปัพพาชนียกรรม (ทางอ้อม) ต่อพระมหา ก.โดยอาศัยอำนาจของกฎหมายใด?? เพราะอำนาจตักเตือนไม่ใช่อำนาจของที่ชุมนุมสงฆ์ แต่เป็น “อำนาจที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตัวของเจ้าอาวาสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์” และตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๓๘ (๓) “สั่งให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยในวัด ทำงานภายในวัด หรือให้ทำทัณฑ์บนหรือให้ขอขมาโทษ ซึ่งเจ้าอาวาสวัด ข.นั้น หมายถึง “พระธรรมวชิรมงคล (กิตฺติวํสมหาเถร) เจ้าอาวาสวัด ข.” ใช่หรือไม่? ส่วนหนังสือฉบับลงวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๘ ลงนามโดย “ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัด ข. ในนามเจ้าคณะ ๙” นั้น อาศัยอำนาจอะไร เพราะ “ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เจ้าคณะ ๙ มิใช่เจ้าอาวาสวัด ข.” ทั้งไม่ปรากฏว่าเจ้าคณะ ๙ “เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัด” เว้นแต่ท่านจะได้รับแต่งตั้งในกรณีพระเดชพระคุณฯ เจ้าอาวาสมอบหมาย แม้เป็นผู้รักษาการหรือปฏิบัติหน้าที่แทน หากเกิน ๓๐ วัน ก็ต้องแจ้งคำสั่งและแต่งตั้งโดยเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีเอกสารหรือการดำเนินการเช่นนั้นหรือไม่?? หากพบว่าพระมหา ก.ละเมิดอธิกรณ์ใดๆ เช่น วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ หรืออาปัตตาธิกรณ์ก็ให้สงฆ์ระงับด้วยอธิกรณสมถะทั้ง ๗ ตามพุทธบัญญัติ หรือหากมีผู้กล่าวโจทก์ว่าท่านละเมิดครุกาบัติคณะสงฆ์ก็ต้องสอบสวนลงนิคหกรรมตามความในมาตรา ๒๔ ประกอบกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๑) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม หากเป็นเพียงประพฤติไม่สำรวมหรือมีพฤติการณ์ตามที่หนังสือมติในที่ชุมนุมสงฆ์ที่ระบุว่า “..ได้มีวิวาทะกับบุคคลภายนอกจริง ทั้งยังได้กล่าวพาดพิงถึงเจ้าคณะ เป็นความจริงทุกประการ..” นั้น เจ้าอาวาสต้องตักเตือนเป็นหนังสือเพราะเป็นอำนาจเฉพาะตัวของเจ้าอาวาสตามมาตรา ๓๘ (๓) “หรือให้ทำทัณฑ์บนหรือให้ขอขมาโทษ ในเมื่อบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ในวัดนั้นประพฤติผิดคำสั่งเจ้าอาวาสซึ่งได้สั่งโดยชอบด้วยพระธรรมวินัยกฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม” และ “ต้องมีหนังสือตักเตือนจากเจ้าอาวาสวัดเท่านั้น” โดยต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรตามแนวทางปฏิบัติที่ระบุไว้ในกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๑ (พ.ศ.๒๕๓๘) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ ข้อ ๓ ดังนี้ แต่ปรากฏว่า ไม่มีการดำเนินการเช่นว่านั้น ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการมอบหมายเป็นหนังสือจากเจ้าอาวาสให้ดำเนินการเช่นนั้น เพียงกล่าวอ้างว่าตักเตือนด้วยวาจามาแล้ว หรือ ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว แต่อย่าหลงประเด็นว่าหนังสือฉบับแรกที่ตักเตือนนั้นระบุเรื่อง “ได้ก่อวิวาทะ กล่าวพาดพิงถึงฆราวาส ด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ไม่เหมาะสม เหยียบย่ำความเป็นมนุษย์ของฆราวาส..” เป็นต้น และทราบจากข่าวว่าพระมหา ก.“ระงับเหตุโดยประนีประนอมยอมความขอโทษขออภัยคฤหัสถ์แล้ว” ส่วนกรณีพาดพิงเจ้าคณะนั้นไม่มีในหนังสือฉบับแรกแน่นอน ซึ่งหากมีการกล่าวพาดพิงท่านขึ้นมาต้องทำหนังสือตักเตือนอีกครั้งให้ชัดเจน และกำหนดระยะเวลาให้ปฏิบัติเสียก่อน ซึ่งการทำหนังสือเตือนก็มิใช่อำนาจของผู้ช่วยเจ้าอาวาสแต่เป็นอำนาจของเจ้าอาวาสวัด ข. ดังนั้น การดำเนินการออกมติในที่ชุมนุมสงฆ์ก็ดี การลงนามในหนังสือของผู้ช่วยเจ้าอาวาสในการภาคทัณฑ์ และขับให้พ้นจากคณะ (ซึ่งก็คือให้ออกจากวัดทางอ้อม) น่าจะเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่ที่มิชอบหรือไม่!! เพราะผู้ช่วยเจ้าอาวาสกระทำโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายแต่ได้ลงนามในประกาศคำสั่งและหนังสือแจ้งมติ ซึ่งไม่ปรากฎว่าเจ้าอาวาสวัด ข.ใช้อำนาจดำงกล่าวแต่อย่างใด จึงเป็นการกระทำกันเองโดยไม่มีอำนาจ ซึ่งหากมีการกลาวโทษอาจเข้าข่ายละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ และ/หรือเข้าข่ายเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยเจตนาพิเศษเพื่อกลั่นแกล้งแก่ผู้หนึ่งผู้ใด อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ประกอบพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๔๕ ซึ่งอาจมีผลทำให้พระภิกษุผู้ได้รับความเสียหาย สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าคณะฝ่ายปกครองฐานละเมิดจริยพระสังฆาธิการ หรือร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีอาญา หรือฟ้องคดีต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ก็สามารถใช้สิทธิได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนกรณีฆราวาสท่านหนึ่งที่กล่าวจาบจ้วงเจ้าอาวาสวัด ข. ซึ่งเป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่ที่รัตตัญญูภาพด้วยอายุพรรษากว่า ๙๘ พรรษา ด้วยถ่อยคำที่รุนแรงนั้น ขอให้ท่านระมัดระวังคำพูดอย่าลุแก่โทสะกล่าวพาดพิงถึงพระมหาเถระหรือพระภิกษุรูปใดในลักษณะเช่นนั่นอีกเลย มูลนิธิทนายกองทัพธรรมขอตักเตือนในฐานะกัลยาณมิตร จำนวนผู้ชม : 2,014 Leave a ReplyFacebook Comments More Articles By the same author ป.ป.ช.ตีตกกรณีข้อกล่าวหา “เจ้าอาวาสวัดศาลเจ้าไก่ต่อ” นำเงินวัดให้กู้ยืม พร้อมส่งมติให้ มส.-พศ.พิจารณาแนวทางนำเงินวัดให้กู้ยืมได้หรือไม่?? อุทัย มณี ก.พ. 21, 2024 เผยแพร่มติ ป.ป.ช. เสียงเอกฉันท์ตีตกข้อกล่าวหา พระครูนิสัยวุฒิธรรม… “Thai PBS” จัดให้!! “เปรียญธรรม” เรียนแล้วนำไปทำอะไรได้บ้าง? อุทัย มณี มี.ค. 10, 2026 วันที่ 10 มีนาคม 2569 ในขณะที่ "พระหนุ่ม เณรน้อย" และ "เจ้าสำนักเรียน… พระยังโดน!! มิจฉาชีพลอกคนใกล้ชิดให้เติมเงิน?? อุทัย มณี ธ.ค. 20, 2023 วันที่ 20 ธันวาคม 2566 พระครูปริยัติธรรมภาณี เจ้าอาวาสวัดดอนขวาง… หาดูยาก “ปราสาทเผาศพพระมอญแบบโบราณ” อุทัย มณี ธ.ค. 26, 2018 ปราสาทเผาศพหรือเมรุลอยชั่วคราว สำหรับถวายพระเพลิงพระศพ/พระบรมศพกษัตริย์ราชวงศ์และพระเถระผู้ใหญ่… ในหลวงพระราชทาน “พระพลังแผ่นดิน” มอบให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศเพื่อความ “สงบร่มเย็น” แห่งแผ่นดิน อุทัย มณี พ.ค. 01, 2022 วันที่ 1 พ.ค. 65 เวลา 13.00 น. ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงรามรามาการ์เด้นท์… โค้งสุดท้ายกับ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018 (Bangkok Art Biennale) อุทัย มณี ม.ค. 23, 2019 เข้าสู่โค้งสุดท้ายกับ งานบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018 … ผอ.ยุติธรรมจังหวัดอยุธยา แบ่งปันประสบการณ์ไกล่เกลี่ย แก่ผู้เข้าอบรมที่ “มจร” อุทัย มณี ธ.ค. 18, 2021 วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๔ พระปราโมทย์ วาทโกวิโท,ดร. อาจารย์หลักสูตรสันติศึกษา… ไม่มีแผ่ว!! สงฆ์ปทุมธานีนับพันบุกให้กำลังใจ “พระธรรมรัตนาภรณ์” พรุ่งนี้ยื่นขอความเป็นธรรมสภาผู้แทนฯ อุทัย มณี ต.ค. 04, 2021 วันที่ 4 ต.ค.64 เวลา 14.00 น. ณ วัดเขียนเขต จังหวัดปทุุมธานี มีคณะสงฆ์จังหวัดปทุมธานี… คณะสงฆ์ลพบุรีไม่มีแผ่ว!! นิมนต์ “เจ้าคุณไพจิตร” ติวเข้มร่วมกันขับเคลื่อน “ธรรมนาวาวัง” สู่เยาวชนและประชาชน อุทัย มณี เม.ย. 18, 2025 วันที่ 18 เมษายน 2568 เวลา 13.00 น. ที่วัดพุน้อย ต.ชอนม่วง อ.บ้านหมี่… Related Articles From the same category ภัย….พระพุทธศาสนารุกคืบ วอนนักคิดวางแผนยุทธศาสตร์รับ? จากการติดตามผลงานพระมหาเถระในอดีตมาอย่างน้อย 3-4 รูป จึงพอสรุปได้ว่า..ภัยของพระพุทธศาสนา… นครพนม จัดกิจกรรม “จิตอาสาพัฒนาชุมชนเฉลิมพระเกียรติ ต้านภัยโควิด – 19” วันที่ 17 สิงหาคม 64 นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม… ยกระดับมาตรฐานศูนย์ไกล่เกลี่ยฯภาคประชาชน หวังตอบโจทย์การจัดการข้อพิพาทชุมชน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 ตามที่พระโสภณพัฒนบัณฑิต,รศ. ดร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร)… ศูนย์อาเซียนศึกษา มจร ผุดโครงการ ยุวชนพุทธอาเซียน ตั้งเป้า “พุทธบุตรเป็นหนึ่งเดียว พุทธศาสน์มั่นคง สันติภาพถาวร” วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 พระสิทธิวัชรบัณฑิต รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ… ตามไปดูปฎิบัติการอำเภอนำร่อง “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ภายใต้แนวคิด..น้ำคือชีวิต หลังจาก “ทีมข่าวพิเศษ” ลงพื้นที่อำเภอเชียงของและทั่วประเทศมาแล้วไม่ต่ำกว่า…
Leave a Reply