“สำนักพุทธ” ยันครูบาชัยวัฒน์ เข้าข่ายปาราชิก เจ้าคณะเคยเตือนพฤติกรรมไม่เหมาะสม

วันที่ 20 กุมพาพันธ์ 2569 ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับ “วัดป่าชนะใจ” ของครูบาชัยวัฒน์ โดยมีความว่าสำนักพุทธ” ยันครูบาชัยวัฒน์ เข้าข่ายปาราชิก เจ้าคณะเคยเตือนพฤติกรรมเรี่ยไรไม่เหมาะสม เผยมีผู้เสียหายเข้าร้องเรียนฉ้อโกง เข้าข่าย “วัดเถื่อน” ชี้เดิมมีเจ้าอาวาส ก่อนถูกขับไล่ออกจากวัด จับตาพรุ่งนี้ชี้แจงทุกประเด็น

จากกรณีที่เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ เข้าตรวจสอบสถานปฏิบัติธรรมป่าชนะใจ จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 18 ก.พ.69ที่ผ่านมา ซึ่งมีการร้องเรียนจากชาวบ้านถึงพฤติกรรมในการรุกล้ำพื้นที่ ส.ป.ก. และมีการใช้ประโยชน์ผิดประเภท รวมถึงมีการเรี่ยไรเพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาทำบุญในจำนวนมาก

“ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์” ได้เกาะติดประเด็นนี้ตั้งแต่วันแรกที่เจ้าหน้าที่ตรวจค้น ได้สอบถามข้อมูลจาก กฤศกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดข้อมูลว่า ตอนนี้ทางคณะสงฆ์ที่เป็นต้นสังกัดพระที่อยู่ใน สถานปฏิบัติธรรมป่าชนะใจ จ.สระบุรี ได้เรียกกลับต้นสังกัดทั้งหมด โดยมีต้นสังกัดอยู่ที่ เลย 1 รูป ,อุบลราชธานี 6 รูป , นครราชสีมา 1 รูป , สระบุรี 4 รูป ขณะที่เจ้าคณะจังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานปฏิบัติธรรมไม่รับพระองค์นี้ให้อยู่ในสังกัด และที่ผ่านมาเจ้าคณะจังหวัดและเจ้าคณะอำเภอ เคยเตือนครูบาชัยวัฒน์ มาแล้วว่าอย่าไปแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพราะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ มีโทษถึงปาราชิก แต่ท่านก็ไม่ฟัง

ตอนนี้มีคนที่เคยอยู่ในวัด และเป็นแอดมินเพจของทางวัด ออกมาให้ข้อมูลถึงแผนการหาเงินของวัด ส่วนประเด็นเรื่องที่ ส.ป.ก. ที่ทางวัดอ้างว่ามีชาวบ้านมอบให้ก็เป็นเพียงข้ออ้างว่า ซื้อมาจากชาวบ้าน ซึ่งถ้าชาวบ้านคนนั้นขายก็มีความผิด เพราะในทางกฎหมาย ที่ ส.ป.ก. ห้ามไม่ให้มีการซื้อขาย โดยเฉพาะพื้นที่บนยอดเขา ถือเป็นพื้นที่ป่า ที่ ส.ป.ก. ยังไม่มีการจัดสรร

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า พฤติกรรมดังกล่าวของ ครูบาชัยวัฒน์ เข้าข่ายปาราชิกหรือไม่ “กฤศกร” ให้คำตอบว่า ปกติถ้าเป็นการปาราชิก ไม่ต้องรอให้คดีที่มีการร้องเรียนสิ้นสุด เพียงพระไปลักทรัพย์ก็เข้าข่ายปาราชิก เพราะพฤติกรรมการเข้าไปครอบครองพื้นที่เขา และตัดต้นไม้ก็เข้าข่ายลักทรัพย์ ที่ผ่านมาเจ้าคณะได้เตือนท่านแล้วไม่ฟัง

ต้นเหตุของการตรวจสอบ ที่ร่วมกับหลายหน่วยงานพบว่า มีพฤติกรรมจะทำคล้ายรีสอร์ท โดยมีบ้านพักล้อมรอบอยู่บนเขา และมีพระอยู่ตรงกลาง ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่เข้าไปตรวจสอบ สุดท้ายโครงการจะทำจนแล้วเสร็จ ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่ก็รวบรวมข้อมูลไว้แล้วในประเด็นฉ้อโกงประชาชน โดยตอนนี้เริ่มมีผู้เสียหายเข้ามาร้องเรียนกว่า 10 ราย

เปิดพฤติกรรมขับไล่เจ้าอาวาสเดิม

วันที่ 18 ก.พ. 69 ที่ผ่านมาในการเข้าตรวจสอบ สถานปฏิบัติธรรมป่าชนะใจ จ.สระบุรี แม้เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ ไม่พบครูบาชัยวัฒน์ แต่ตัวแทนของทางวัดได้ให้ข้อมูลว่า จุดเริ่มต้นเริ่มจากโรงนมเก่าที่ชาวบ้านมาทำกิน ก่อนมอบให้เป็นสถานที่ของสงฆ์ โดยพื้นที่เริ่มต้นคือ ที่ดิน ส.ป.ก.13 ไร่ จนต่อมาผู้ศรัทธาช่วยกันขยายพื้นที่ดังเช่นปัจจุบัน

กฤศกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า เดิมพื้นที่ตั้งของสถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ มีชาวบ้านมอบให้พระรูปหนึ่ง ที่จำวัดอยู่ก่อนครูบาชัยวัฒน์ จะเดินทางเข้ามา แต่หลังจากนั้นกลับถูกครูบาชัยวัฒน์ ที่บวชได้ 2 พรรษา ขับไล่ออกจากวัดโดยใช้อิทธิพล ตอนนี้พระรูปนี้ทางสำนักพุทธได้กันไว้เป็นพยาน

สำหรับใบอนุโมทนาบัตร ที่คนมาทำบุญ มีการตรวจสอบแล้วว่า จะไม่สามารถนำไปยกเว้นภาษีได้ทุกการทำบุญ เพราะวัดยังไม่ถูกจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ซึ่งตามจริงจะเรียกว่าวัด หรือสถานปฏิบัติธรรมไม่ได้ เพราะยังไม่มีการขึ้นทะเบียนจึงถือว่าเป็น “วัดเถื่อน” ใบอนุโมทนาบัตรที่ออกมา ก็เข้าข่ายการฉ้อโกงทั้งหมด

ด้านสถานปฏิบัติธรรมป่าชนะใจ จ.สระบุรี ประกาศเตรียมชี้แจงพรุ่งนี้ 21 ก.พ.69 โดย “ครูบาชัยวัฒน์” จะเป็นผู้ให้ข้อมูล ซึ่งทีมข่าวจะได้ติดตามเพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงต่อไป

ขณะที่ เพจ NBTConnext กรมประชาสัมพันธ์ได้เผยแพร่ข่าวว่า จากกระแสข่าวที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์และรายการข่าวทีวี ที่เปิดโปงขบวนการรุกที่ดิน ส.ป.ก. ผิดประเภทในหลายพื้นที่ ล่าสุดเมื่อวันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ส.ป.ก. ขยับตัวครั้งใหญ่ “ไม่นิ่งเฉย” เรียกคืนสมบัติชาติและจัดระเบียบที่ดินทำกินให้กลับมาเป็นของเกษตรกรอย่างแท้จริง

1. การตรวจสอบการใช้ที่ดินผิดประเภทในเขตป่ารอยต่อ (ขอนแก่น-เลย) ในการประชุมคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา นายปรีชา ลิ้มถวิล รองเลขาธิการ ส.ป.ก. ได้เข้าชี้แจงกรณีมีการนำที่ดิน ส.ป.ก. ในเขตพื้นที่รอยต่อป่าสงวนฯ จังหวัดขอนแก่นและเลย ไปใช้จัดคอนเสิร์ต สร้างรีสอร์ท และเปิดบริษัทวัสดุก่อสร้าง ซึ่งถือเป็นการใช้งานผิดวัตถุประสงค์อย่างร้ายแรง ส.ป.ก. ยืนยันว่าหากตรวจสอบพบการกระทำผิดจริง จะใช้มาตรการเด็ดขาดออกหนังสือเตือนให้ปรับปรุงพื้นที่ทันที หากยังเพิกเฉยจะดำเนินการ “เพิกถอนสิทธิและยึดคืนที่ดิน” ตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด

2. ปฏิบัติการสนธิกำลังตรวจสอบการบุกรุกที่ดิน จ.สระบุรี “พุทธพาณิชย์รุกที่รัฐ” เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นในพื้นที่ อ.มวกเหล็ก และ อ.วังม่วง จ.สระบุรี เมื่อเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ได้สนธิกำลังร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง ป.ป.ป. ป.ป.ช. บก.ปทส. กรมป่าไม้ ป.ป.ท. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เข้าตรวจค้นตามหมายค้นศาลจังหวัดสระบุรีเข้าตรวจค้น 4 จุดสำคัญ เข้าตรวจค้นตามหมายค้นศาลจังหวัดสระบุรี พบข้อเท็จจริงดังนี้

จุดที่ 1 พื้นที่สร้างวัด (ที่พักสงฆ์) เนื้อที่ 13 ไร่ มีการก่อสร้างอาคารกว่า 10 หลัง.

จุดที่ 2 หมู่บ้านอาริยะ พบการแผ้วถาง ปรับพื้นที่ แบ่งล็อกแปลงที่ดิน วางโครงสร้างบ้านน็อกดาวน์ พร้อมติดตั้งเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภค เพื่อเตรียมขายให้พุทธศาสนิกชนในราคาหลังละ 500,000 บาท.

จุดที่ 3 พุทธสถานรักษาใจนานาชาติ พบร่องรอยการใช้เครื่องจักรกลขนาดใหญ่ในการขุดดิน ถมดิน และตัดต้นไม้ เพื่อปรับพื้นที่เตรียมก่อสร้างเพิ่มเติม

จุดที่ 4 ผาชนะใจ พบการปรับหน้าดินบนเนินเขา เตรียมสร้างพระประธานองค์ใหญ่ เมื่อพบการกระทำกรณีที่มีการก่อสร้างอาคารเพื่อใช้ในการประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ส.ป.ก. ได้ประสานสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงกับชุมชนในพื้นที่ให้เป็นที่ยุติว่าเป็นการดำเนินการเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงหรือไม่ ก่อนพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ในส่วนที่พบการแผ้วถาง ขุดดิน ปรับพื้นที่ แบ่งล็อก วางโครงสร้างเสาไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภค ในพื้นที่ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อที่ดินของ ส.ป.ก. จะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่สร้างโดยมิชอบ และฟื้นฟูสภาพดินให้กลับสู่สภาพเดิม และจะประสานหน่วยงานตรวจสอบที่มาของเงินทุนที่ใช้ในการบุกรุกและพัฒนาโครงการ เพื่อขยายผลดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายหนังสือด่วนถึง “ผู้ว่าฯ” ย้ำต้องไม่มีใครอยู่นอกเหนือกฎหมายเพื่อเป็นการปิดช่องว่างและป้องกันการบุกรุกซ้ำซ้อน ส.ป.ก. ส่วนกลางได้ส่งหนังสือถึง ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยมีเนื้อหาขอให้สั่งการให้ ส.ป.ก.จังหวัด ดำเนินการดังนี้

1. ตรวจสอบการถือครอง ตรวจสอบเกษตรกรและบุคคลภายนอกที่เข้ามาครอบครองที่ดินโดยมิชอบ

2. จัดการผู้ฝ่าฝืน ดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่ใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ (เช่น ทำรีสอร์ท หรือธุรกิจเชิงพาณิชย์)

3. ป้องปรามเชิงรุก บูรณาการร่วมกับผู้นำชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการบุกรุกใหม่

“ส.ป.ก. ยืนยันเจตนารมณ์ชัดเจนว่า ที่ดินปฏิรูปมีไว้เพื่อเกษตรกรเท่านั้น ใครที่นำไปใช้หาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือดำเนินธุรกิจแฝง จะต้องถูกดำเนินคดีถึงที่สุดโดยไม่มีข้อยกเว้น”

 

ที่มา..ไทยรัฐออนไลน์/NBTConnext

Leave a Reply