มส.เตรียมรับมือยัง?? พระสูงวัย -ป่วยติดเตียงเพิ่มขึ้น!!

วันที่ 27 มีนาคม 2569  ประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (Complete Aged Society) ตั้งแต่ปี 2565 โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด (ประมาณ 13-14 ล้านคน) และกำลังมุ่งสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปี 2576-2579 ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน ภาระพึ่งพิงสูงขึ้น และความต้องการบริการดูแลระยะยาวเพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุเกิน 28% ของประชากรทั้งหมด จะมีผู้สูงอายุมากกว่า 20% และอัตราการเกิดใหม่ต่ำมาก และมีการคาดการว่าพลเมืองไทยมีแนวโน้มการอยู่อาศัยเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ผู้สูงอายุอยู่คนเดียว แนวโน้มการอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้นจาก 3.6% (ปี 2537) เป็น 12.9% (ปี 2567) ซึ่งการที่ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้พระภิกษุสงฆ์ได้รับผลกระทบด้วย อันเนื่องมาจากคนเข้าวัดทำบุญน้อยลง คนรุ่นใหม่ไม่นิยมทำบุญกับพระภิกษุสงฆ์ โครงสร้างเศรษฐกิจเกิดการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ปัจจุบันมีพระภิกษุสูงวัยอายุหลายรูปป่วยติดเตียง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และหลายรูปต้องลาสิกขาด้วยความจำยอมไปอยู่กับญาติตามถิ่นต่าง ๆ ในขณะที่องค์กรสูงสุดของคณะสงฆ์อย่าง “มหาเถรสมาคม” หลายคนตั้งคำถามว่าจะเตรียมรับมือกับสถานการณ์แบบนี้อย่างไร เนื่องจากปัจจุบันมีพระภิกษุหลายรูปเกิดปัญหากับชีวิตแล้ว และมีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข การอาพาธของพระภิกษุสงฆ์มีสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งการฉันอาหารที่ได้รับถวายจากญาติโยมที่ส่วนใหญ่หวานมันเค็มสูง ขาดผักและผลไม้ ฉันเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง และขาดการมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำ “โครงการพระคิลานุปัฏฐาก” คือ ผู้ปฏิบัติดูแลพระสงฆ์อาพาธ รวมทั้งการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การควบคุมโรคและการจัดการปัจจัยที่คุกคามสุขภาพพระสงฆ์ ตามธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ พ.ศ. 2560 ส่งผลให้ปี 2566 เกิดวัดส่งเสริมสุขภาพ 18,171 แห่ง มีพระคิลานุปัฏฐาก 13,114 รูป พระสงฆ์มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์เพิ่มมากขึ้น อันดับหนึ่งคือ การแปรงฟัน ร้อยละ 90.57 รองลงมาคือ ไม่ฉันเครื่องดื่มน้ำอัดลม ร้อยละ 89.06 และไม่ฉันเครื่องดื่มชูกำลัง ร้อยละ 87.12 ส่วนพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์และยังต้องส่งเสริมเพิ่มเติม อันดับหนึ่งคือ การฉันผักและผลไม้สด ร้อยละ  49.75 รองลงมาคือ การนอนหลับ ร้อยละ 39.12 และไม่ฉันเครื่องดื่มชา/กาแฟ ร้อยละ  36.29

จากรายงานการตรวจสุขภาพพระภิกษุ-สามเณรในกรุงเทพมหานคร ปี 2566 จำนวน 1,518 รูป พบมีไขมันในเลือดผิดปกติ 55.4% มีภาวะอ้วน 44.3% ความดันโลหิตสูง 18.5% ภาวะเสี่ยงอ้วน 17.3% และระดับน้ำตาลในเลือดสูง 15.6% และรายงานของโรงพยาบาลสงฆ์ ปีงบประมาณ 2566 พบว่า พระสงฆ์อาพาธเข้ารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกด้วยโรคไตเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต่อมลูกหมากโต และเข่าเสื่อม ส่วนผู้ป่วยในคือ ความดันโลหิตสูง การสูญเสียการเห็นปานกลาง-ข้างเดียว เบาหวานชนิดที่ 2 ต้อกระจกในผู้สูงอายุ และต่อมลูกหมากโต

เมื่อวันที่  28 กรกฏาคม 2567 กระทรวงสาธารณสุข ได้เคยลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU ) กับ มหาเถรสมาคม และ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานดูแลสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ 8 โครงการ ได้แก่ 1.วัดส่งเสริมสุขภาพและพระนักเทศน์ สนับสนุนให้พระภิกษุสงฆ์ มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health literacy) ตามหลักพระธรรมวินัย 2.การตรวจสุขภาพและส่งเสริมการปรับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของพระภิกษุสงฆ์ 3.การอบรมพระคิลานุปัฏฐาก หลักสูตร 140 ชั่วโมง ดูแลพระสงฆ์และประชาชนในชุมชนบริเวณรอบพื้นที่วัดที่เจ็บป่วยเบื้องต้น 4.การจัดระบบการรักษาพระภิกษุสงฆ์และช่องทางเฉพาะ (Fast track) ให้ได้รับบริการที่มีคุณภาพ 5.จัดตั้งกุฏิชีวาภิบาลและสถานชีวาภิบาล ดูแลพระสงฆ์อาพาธ และขึ้นทะเบียนวัดที่จัดบริการเป็นหน่วยรับส่งต่อ 6.การเพิ่มสิทธิประโยชน์พระสงฆ์ในการเข้าถึงบริการ 7.การจัดทำฐานข้อมูลสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ ด้วยบัตรประชาชนในเดียว 8.การดูแลสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ ณ ดินแดนพุทธภูมิ โดยทีมแพทย์ พยาบาล และเภสัชกร จัดบริการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน

ปัจจุบันมีวัดหลายแห่งได้ดำเนินการตาม MOU ฉบับนี้ เช่น  สถานชีวาภิบาลพระสงฆ์อาพาธ มูลนิธิพลังศรัทธาธรรม ,สถานชีวาภิบาลพระภิกษุอาพาธ วัดทับคล้อ (สวนพระโพธิสัตว์) จ. พิจิตร,สถานชีวาภิบาลวัดคำประมง (อโรคยศาล) อ.พรรณนิมคม จ.สกลนคร,สถานชีวาภิบาลมูลนิธิพลังศรัทธาธรรม  อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ, วัดป่าโนนสะอาด ศูนย์พุทธวิธีดูแลพระสงฆ์อาพาธและผู้ป่วยระยะสุดท้าย อ.โชคชัย  จ.นครราชสีมา

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสุขภาพแห่งชาติ (สช.)ได้เผยแพร่ สถานชีวาภิบาลวัดห้วงหิน ต.บ้านนา อ.แถลง จ.ระยอง  นำโดย พระครูสังฆพิธานดิลก หัวหน้าสถานชีวาภิบาลพระภิกษุอาพาธ ได้จัดสร้างสถานชีวาภิบาลและเปิดใช้งานมาตั้งแต่ต้นปี 2567 เพื่อดูแลพระภิกษุอาพาธที่มีภาวะพึ่งพิง ติดเตียง ป่วยระยะท้าย หรือต้องการดูแลแบบประคับประคอง ภายในพื้นที่คณะสงฆ์ภาค 13 ได้แก่ จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด และชลบุรี โดยสามารถรองรับได้จำนวน 10 เตียง ก่อนที่ในภายหลังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “หน่วยบริการที่รับการส่งต่อเฉพาะด้านสถานชีวาภิบาล” ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 นับเป็นลำดับที่ 4 ของประเทศในประเภทองค์กรศาสนา ซึ่งเข้ามาช่วยสนับสนุนการดำเนินงานได้มากขึ้น

“ประเทศไทยมีผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับพระสงฆ์ เมื่ออายุมาก มีปัญหาสุขภาพ ก็อาจต้องสึกกลับออกไปเพื่อให้ครอบครัวหรือญาติดูแล เนื่องจากวัดขาดบุคลากรในการดูแลพระสงฆ์อาพาธด้วยกัน จึงคิดว่าทำอย่างไรให้พระสงฆ์บวชอยู่ในพระพุทธศาสนาได้นานที่สุด จึงคิดถึงคำของพระพุทธเจ้าที่ว่า ผู้ใดปรารถนาจะอุปัฏฐากเราตถาคต ผู้นั้นพึงอุปัฏฐากภิกษุไข้เถิด และอยากใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่ในการดูแลพระสงฆ์อาพาธเหล่านั้น ให้ท่านได้ครองเพศบรรพชิตและสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไปได้” หัวหน้าสถานชีวาภิบาลฯ วัดห้วงหิน ระบุ

ด้านพระครูคีรีธรรมสุนทร เจ้าอาวาสวัดห้วงหิน ต.บ้านนา อ.แกลง จ.ระยอง กล่าวว่า เคยเป็นสโตรกและมีอาการอัมพฤกษ์ครึ่งซีก พูดไม่ได้ เดินไม่ได้ จึงเห็นความสำคัญและมีความคิดในการทำเรื่องเกี่ยวกับการดูแลพระอาพาธ ซึ่งภายหลังปรึกษากับพระครูสังฆพิธานดิลก ที่อดีตเคยเป็นพยาบาลวิชาชีพ มีทักษะความรู้ความสามารถ และตกลงว่าช่วยรับผิดชอบเรื่องนี้ได้ จึงตัดสินใจใช้พื้นที่ภายในวัดสร้างเป็นสถานชีวาภิบาลขึ้น ซึ่งการดำเนินงานมาถึงวันนี้นับได้ว่าเกินความคาดหมาย จากเดิมเพียงต้องการให้พระได้ดูแลกันและกัน มาถึงปัจจุบันได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ เข้ามาช่วยให้เกิดการดูแลได้ถูกต้องตามหลักการ

ทั้งนี้ สถานชีวาภิบาลพระภิกษุอาพาธวัดห้วงหิน ได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลตำบล 6 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านสาธารณสุข โดยประสานร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และหน่วยงานภาคสาธารณสุขเข้ามาสนับสนุนการดูแล 2. ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล ดูแลเรื่องความสะอาด การจัดการขยะและสุขอนามัย 3. อุปกรณ์หรือสิ่งของจำเป็น โดยพร้อมประสานเพื่อขอรับความช่วยเหลือ เช่น เตียงผู้ป่วย รถเข็น ที่นอนลม อุปกรณ์ต่างๆ 4. การเป็นศูนย์กลางประสานงาน ระหว่างวัด กับหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ เพื่อเข้ามาสนับสนุนกิจกรรมหรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลพระอาพาธ  5. สนับสนุนกิจกรรมจิตอาสาในชุมชน เข้ามาให้ความช่วยเหลือดูแล ให้กำลังใจพระอาพาธ สร้างความเอื้ออาทรในชุมชน และ 6. การประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบถึงความสำคัญของสถานชีวาภิบาลแห่งนี้..

 

ภาพปก สถานชีวาภิบาลพระภิกษุอาพาธ วัดทับคล้อ (สวนพระโพธิสัตว์)

Leave a Reply