เจ้าคณะภาค 1 ฟันธง!! คณะสงฆ์ต้องการปลดล๊อคจาก “เจ้าพนักงาน” ด้านอธิบดีศาลทุจริตกลางระบุพระสังฆาธิการ “ถูกกฎหมายบังคับให้เป็น”

วันที่ 22เมษายน 2569 วานนี้เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุม สำนักงานเขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พระธรรมวชิรเมธี เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม เจ้าคณะภาค 1 เป็นประธานฝ่ายสงฆ์  นายธนรัตน์  ทั่งทอง อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “โครงการ 10 ปี ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเพื่อประชาชน” โดยมี พระธรรมวชิราจารย์ เจ้าอาวาสวัดสุวรรณาราม รองเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร พระพิมลภาวนาพิธาน วิ. ผช.เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม เจ้าคณะเขตบางกอกน้อย พระเมธีวัชรบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดใหม่ยายแป้น พระสังฆาธิการในเขตบางกอกน้อย ไวยาวัจกร คณะผู้บริหารเขตบางกอกน้อย เจ้าหน้าที่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ร่วมงาน

พระธรรมวชิรเมธี ได้กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า  ฟังจากคำบอกเล่าท่านเจ้าคุณพระพิมลภาวนาพิธาน และ พระเมธีวัชรบัณฑิต วันนี้อธิบดีศาลอาญาคดีทุจริตท่านจะถวายความรู้เรื่องกฎหมายว่าด้วย  “สิทธิและความรับผิดในทางอาญาของพระสงฆ์”  และนายสาโรจน์ เอี่ยมองค์ รองอธิบดีศาลอาญาทุจริต จะถวายความรู้แก่พระสงฆ์เขตบางกอกน้อย กรณีศึกษา  “คดีเกี่ยวกับความ รับผิดทางอาญาของพระสงฆ์” ในฐานะเจ้าพนักงาน โดยเฉพาะที่มันหมิ่นเหม่ต่อมาตรา 157 ต้องขออนุโมทนาต่อทุกฝ่ายที่ร่วมกันจัดงานนี้ขึ้นมา

“ท่านอธิบดีกล่าวรายงานความสำคัญมีตอนหนึ่งว่า การจัดงานครั้งนี้นอกจากตระหนักถึงความสำคัญบทบาทพระสังฆาธิการ ไวยาวัจกร ในการรักษาพระศาสนาแล้ว ความสำคัญอีกประการหนึ่งคือ พระสังฆาธิการ  ยังมีอำนาจหน้าที่ทางกฎหมายในการบริหารจัดการดูแลทรัพย์สินของวัด อันได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย ดังนั้นเพื่อให้พระสังฆาธิการ ไวยาวัจกร บริหารกิจการของวัด ให้เป็นไปตามครรลองกฎหมาย จึงจัดงานในวันนี้ขึ้น ตรงนี้คณะสงฆ์เราต้องทำความเข้าใจ ต้องนำมาใส่ใจ  ในหนังสือพระมหาสมณวินิจฉัย คือประมวลพระนิพนธ์และข้อวินิจฉัยในเรื่องพระธรรมวินัย คณะสงฆ์ และการบริหารศาสนกิจ โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระองค์ทรงวางระเบียบไว้ว่า หนึ่ง กฎหมายบ้านเมือง พระสงฆ์ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในฐานะพลเมือง สอง พระวินัย สาม จารีตประเพณี  เรื่องกฎหมายพระภิกษุเราอย่าใช้คำว่า ไม่รู้ อาตมาบริสุทธิ์ เราอยู่ภายใต้กฎหมายจะไปบอกว่าไม่รู้ไม่ได้ เราต้องหาความรู้ดี รู้ในสิ่งที่ต้องรู้ และรู้ในสิ่งที่ควรรู้ ให้พวกเราคำนึงอยู่เสมอในคำว่า ราชูนํ อนุวตฺติตุํ เป็นพุทธานุญาตที่แปลว่า เพื่อเป็นไปตามพระราชาหรือ เพื่อให้คล้อยตามพระราชา ซึ่งสมัยก่อนเป็นระบบสมบูรณาญาสิทธิราช  หากเปรียบเทียบกับยุคปัจจุบันก็คือกฎหมายนั่นเอง ”

พระธรรมวชิรเมธี ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “พระสังฆาธิการต้องรู้ในหน้าที่และอำนาจของตนเอง ความจริงหากเราทำหน้าที่สมบูรณ์ พระสงฆ์ไม่จำเป็นต้องมีอำนาจ เพราะโดยภายภาพเราเป็นผู้นำทางธรรมชาติอยู่แล้ว เจ้าอาวาสเป็นที่เคารพของชุมชนและประชาชน มีอำนาจแฝงอยู่แล้ว อย่างเรื่องมาตรา 45 ในพรบ.สงฆ์ที่ระบุว่า พระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา ตรงนี้เราต้องปลดล๊อค ไม่ควรมี เพราะมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรต่อเจ้าอาวาสและไวยาวัจกร..”

ด้าน นายธนรัตน์  ทั่งทอง ได้กล่าวโดยสรุปว่า ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบตั้งขึ้นเมื่อปี 2559 ประกอบด้วยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และภาค  เรื่องทุจริตรัฐธรรมนูญปี 2540 ให้ความสำคัญมาก โดยเฉพาะคดีอาญา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เป็นศาลที่ดูคดีระดับเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ปลัดกระทรวงลงมา ไม่เหมือนกับศาลฏีกาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลนี้เป็นศาลพิเศษ ดูคดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง องค์กรอิสระ ดูเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ ซึ่งเป็นระดับผู้พิพากษาที่มีความอาวุโส มีความเชี่ยวชาญ เพราะคดีเหล่านี้เกี่ยวกับกับบุคคลที่มีอำนาจมาก ลับมากและซับซ้อน ความเป็นพระภิกษุสงฆ์ได้รับเหมือนกับประชาชนทั่วไป เคยมีพระภิกษุสงฆ์จะมาสอบเนติบัณฑิต เป็นทนายว่าความ ซึ่งบางอย่างก็ทำไมได้เหมือนกัน ทางศาลก็ต้องขอความเห็นจากมหาเถรสมาคม

“พวกเรา เป็นพุทธศาสนิกชน ที่ยังคงเคารพศรัทธา กราบไหว้พระสงฆ์  และปรารถนาจะให้พระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งของชาวไทย แต่พระสงฆ์ก็จำเป็นต้องปฏิบัติตนภายใต้กรอบของกฎหมายในฐานะเป็นพลเมืองของชาติไทย  ส่วนเรื่องมาตรา 45 ในการเป็นเจ้าพนักงานของพระสังฆาธิการ พระภิกษุไม่เหมือนกับบุคคธรรมดา บุคคลธรรมดาเข้าแข่งขันสอบเพื่อให้เป็นเจ้าพนักงาน แต่พระสังฆาธิการ ถูกกฎหมายบังคับให้เป็น..”

สำหรับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ 1. คดีที่เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ 2. คดีที่เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม 3.คดีที่เป็นความผิดฐานฟอกเงิน 4. คดีที่เป็นความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ 5. คดีเรียกรับสินบนเจ้าหน้าที่ 6. คดีจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน 7. คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน 8. คดีเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท

Leave a Reply