วันที่ 5 พ.ค. 2569 ณ วัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี ประเทศสหรัฐอเมริกา มีงานพระราชทานเพลิงสังขาร พระเทพมงคลวชิรรังษี หรือ “หลวงตาชี” อดีตเจ้าอาวาสวัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อดีตที่ปรึกษาสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา โดยมีพระภิกษุสงฆ์ทั้งจากประเทศไทยและในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และพุทธศาสนิกชนร่วมงานด้วยความอาลัยยิ่ง

“หลวงตาชี” หรือ “พระเทพมงคลวชิรรังษี” ได้ละสังขารอย่างสงบ ด้วยโรคชรา เมื่อวันอังคารที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 08.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สิริอายุ 102 ปี 81 พรรษา
การสูญเสีย “พระเทพมงคลวชิรรังษี” ถือว่าเป็นการสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่สำหรับชาวพุทธในสหรัฐฯ
และถือเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของวงการพระพุทธศาสนา ทั้งในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา เนื่องจากท่านเป็นพระมหาเถระผู้เปี่ยมด้วยบารมี และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยในต่างแดนมายาวนาน
ตลอดระยะเวลาที่ดำรงสมณเพศ หลวงตาชีเป็นที่รู้จักในฐานะพระผู้ใหญ่ที่มีจริยวัตรอันงดงาม ยึดมั่นในความยุติธรรม และมีความเด็ดเดี่ยวตรงไปตรงมา แต่ในขณะเดียวกันก็เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาต่อศิษยานุศิษย์ทุกชนชั้น
คำสอนที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังของท่านที่มักกล่าวกับผู้ที่กำลังประสบปัญหาชีวิตว่า “มีทุกข์อะไรให้มาหา” ยังคงเป็นประโยคที่ลูกศิษย์ต่างจดจำและระลึกถึงอยู่เสมอ สะท้อนถึงบทบาทของท่านที่เป็นมากกว่าผู้นำทางศาสนา แต่เป็นที่พึ่งทางใจของผู้คนจำนวนมาก

ประวัติโดยย่อ
พระเทพมงคลวชิรรังษี (สุรศักดิ์ ชีวานนฺโท) เดิมชื่อว่า สุรศักดิ์ ธรรมรัตน์ (สกุลเดิม สุขรี่) เกิดเมื่อวันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2468 ตรงกับวันแรม 4 ค่ำ เดือน 7 ปีฉลู ภูมิลำเนาเดิม บ้านโพนงาม ตำบลบ้านค้อ อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม ปัจจุบันแบ่งเขตการปกครองท้องที่เป็นอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร โยมบิดาชื่อนายจันทร์ โยมมารดาชื่อนางมุน นามสกุล สุขรี่ มีอาชีพทำนา มีพี่น้อง 9 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 4
การบรรพชาและอุปสมบท
บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2482 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 (วิสาขบูชา) ณ วัดโพธิ์ไทร บ้านโพนงาม อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม ปัจจุบันแบ่งเขตการปกครองท้องที่ให้อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร โดยมีพระอธิการหงษ์ สิทฺธโร เป็นพระอุปัชฌาย์
อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ อุโบสถวัดโพธิ์ศรีแก้ว บ้านคำชะอี กิ่งอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ปัจจุบันแบ่งเขตการปกครองท้องที่ให้อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2488 โดยมีเจ้าอธิการลุน เขมิโย เจ้าคณะตำบลคำชะอี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระลำแก้ว ญาณวโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และมีพระเพ็ง สุรกฺขิโต เป็นพระอนุสาวนาจารย์ พระอุปัชฌาย์มีเมตตาตั้งนามฉายาทางธรรมให้ว่า ชีวานนฺโท
ช่วงที่เป็นสามเณร 6 ปี ท่านเล่าเรียนหนังสือตามแบบและวิธีการแบบโบราณ ที่เรียกว่าต่อหนังสือ ถ้าหัวดี จำไวก็ไปเร็ว ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้เป็นของสามเณรน้อยรูปนี้อยู่แล้ว ประมาณ 56 เดือน ก็สามารถอ่านหนังสือธรรมได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว มีความรู้ความเข้าใจในหนังสือธรรมเป็นอย่างดี นอกจากจะอ่านได้ดีแล้ว ยังเขียนได้อย่างถูกต้องอีกด้วย

ตามประวัตินั้น นอกจากเก่งด้านการอ่านหนังสือแล้ว ยังต่อสวดมนต์ได้ทั้งหมด จนพระอาจารย์ไม่มีอะไรจะต่อให้ ข้อพิเศษที่สุดก็คือ สามเณรสุรศักดิ์เรียนต่อสวดพระปาติโมกข์จบภายใน 17 วัน เป็นที่อัศจรรย์แก่บรรดาพระเณรทั้งหลาย เพราะไม่เคยมีพระเณรรูปไหนทำได้มาก่อนเช่นนี้
ในปี พ.ศ. 2486 ไปเรียนนักธรรมที่สำนักวัดโพธิ์ศรีแก้ว สอบนักธรรมชั้นตรีได้และได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งของนักเรียนทั้งหมด และในปีการศึกษา 2487 สอบนักธรรมชั้นโทได้ ไม่ได้เรียนนักธรรมชั้นเอกต่อ เพราะไม่มีครูสอน แต่ต้องเป็นครูสอนนักธรรมตรีช่วยสำนักเรียน
หลังจากอุปสมบท เมื่อปี พ.ศ. 2488 ได้เดินทางมาอยู่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร เพื่อศึกษาต่อ ใช้เวลา 45 ปี สอบได้นักธรรมชั้นเอกและเปรียญธรรม 4 ประโยค
วัดดมหาธาตุ คือ สำนักตักสิลา แต่ท่านก็ไม่มีโอกาสตักตวงมากกว่านี้ ทั้งๆ ที่มีความปรารถนา เพราะพระอุปัชฌาย์ขอร้องให้กลับสำนักเดิม เพื่อช่วยงานคณะสงฆ์ใน กิ่งอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ที่ขาดผู้มีความรู้ช่วยงาน ในตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอที่ท่านดำรงอยู่
กลับสู่มาตุภูมิ
ดังนั้น ในกลางปี พ.ศ. 2494 พระมหาสุรศักดิ์จึงกลับสำนักเดิม วัดโพธิ์ศรีแก้ว พระมหาสุรศักดิ์กลายเป็นพระมหาเปรียญรูปแรกในเขตอำเภอนี้ เพราะไม่เคยมีมาก่อน
ในเวลานั้นคณะสงฆ์ไทยบริหารตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. 2488 โดยแบ่งการปกครองเป็น 4 องค์การ คือ องค์การปกครอง องค์การศึกษา องค์การเผยแผ่ และองค์การสาธารณูปการ พระมหาสุรศักดิ์ที่เดินทางมาจากส่วนกลางต้องช่วยงานทุกองค์การ เพื่อให้งานคณะสงฆ์ งานพระศาสนาดำเนินไปด้วยดี
นอกจากงานในตำแหน่งต่างๆ แล้ว ก็ต้องทำหน้าที่เป็นครูสอนนักธรรมประจำสำนักเรียนวัดโพธิ์ศรีแก้ว ตั้งแต่นักธรรมชั้นตรี นักธรรมชั้นโท นักธรรมชั้นเอก และธรรมศึกษา สำหรับคฤหัสถ์ผู้สนใจเรียนรู้ด้วย
ในงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา ก็มีผลงานที่น่าพอใจ มีคนสนใจเข้าวัดปฏิบัติและฟังธรรมมากเป็นประวัติการณ์ นับว่าเป็นยุคทองของพระศาสนาก็ว่าได้

ในการเจริญสมาธิภาวนา พระมหาสุรศักดิ์นอกจากเรียนด้วยตนเองเมื่ออยู่วัดมหาธาตุ ก็ได้เรียนจากพระอาจารย์ภัททันตะ วิลาสเถระ วัดดอน ยานนาวา จากหลวงพ่อสด พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) วัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร และจากพระอาจารย์สุข (พระภาวนาภิรามเถระ) วัดระฆังฯ และได้ศึกษาพระอภิธรรม จบ 9 ปริเฉท
ดังนั้น เมื่อกลับขึ้นมาประจำที่กิ่งอำเภอคำชะอี จึงส่งเสริมให้พระเณร อุบาสก อุบาสิกา ประชาชนชาวบ้านทั่วไป ให้สนใจในการเจริญสมาธิภาวนา ซึ่งเป็นนโยบายของหลวงพ่อพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) สังฆมนตรีว่าการองค์การปกครองในขณะนั้น
ปี พ.ศ. 2507 พระมหาสุรศักดิ์ได้เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่สำนักวิเวกอาศรม จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นสำนักปฏิบัติวิปัสสนาโดยเฉพาะ มีพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ เป็นพระวิปัสสนาจารย์ เรียนช่ำชองแล้ว พระอาจารย์ให้ศึกษาวิชาครูเพื่อเรียนรู้วิธีสอน วิธีสอบอารมณ์ต่อไป ท่านเรียนจนมีความรู้ความเข้าใจแนวการสอนและการสอบอารมณ์ ตลอดการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับโยคีผู้ปฏิบัติ
ต่อมาปี พ.ศ. 2509 ทางสำนักวิปัสสนากรรมฐาน วัดเขาแก้ว อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ มาขอนิมนต์พระวิปัสสนาจารย์ไปสอนที่นั่น พระอาจารย์ภัททันตะจึงส่งพระมหาสุรศักดิ์ไปประจำสำนักวัดเขาแก้ว โดยไปฝากตัวเป็นศิษย์เจ้าอาวาส คือ หลวงพ่อกัน พระเกจิอาจารย์ชื่อดังในช่วงนั้น
อยู่วัดเขาแก้ว 23 ปี ก็มีเหตุให้ต้องกลับไปช่วยงานท่านพระอาจารย์ภัททันตะ ที่วิเวกอาศรมอีก 2 ปี จากนั้นได้รับนิมนต์จากท่านพระครูวชิรธรรมโสภณ (หลวงพ่อศรีนวล) วัดวชิรธรรมสาธิต (วัดทุ่งสาธิต) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ให้ไปสอนวิปัสสนากรรมฐานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 นอกจากสอนวิปัสสนา ก็ต้องรับงานเทศน์ งานสอนการอบรมอุบาสก อุบาสิกา ภายในวัดอีกต่างหาก

สนองงานพระศาสนาอยู่ที่วัดทุ่งสาธิต 5 ปีเศษ ก็ถึงจุดเปลี่ยน ในปลายปี พ.ศ. 2516 ช่วงเทศกาลทอดกฐิน ท่านหลวงพ่อศรีนวลได้ขอร้องให้ไปทอดกฐินแทนท่านที่วัดไทยลอสแองเจลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นวัดไทยวัดแรกที่จัดตั้งมาเป็นเวลา 3 ปีเศษ โดยท่านหลวงพ่อศรีนวลเป็นกรรมการอยู่ด้วย และรับเป็นประธานการทอดกฐินฝ่ายบรรพชิต ฝ่ายทางราชการมี พล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นประธาน แต่ท่านเดินทางไม่ได้ พระมหาสุรศักดิ์จึงไปแทน
หลังจากทอดกฐินแล้ว พระอื่นเดินทางกลับไทย แต่พระมหาสุรศักดิ์ได้พักอยู่ที่วัดไทยลอสแองเจลิส ไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ เพื่อทัศนศึกษา และเกิดความคิดว่า ถ้ามีโอกาสมาทำงานด้านพระศาสนาในดินแดนส่วนนี้ บางทีอาจจะเป็นการเริ่มต้นให้อนุชนรุ่นต่อไป ได้สานงานพระพุทธศาสนาให้เจริญก้าวหน้าต่อไปในอนาคตก็ได้


Leave a Reply