ในสมัยพุทธกาล มีพระภิกษุอยู่กลุ่มหนึ่ง เรียกกันว่า “ภิกษุฉัพพัคคีย์” มีนิสัยเกเร ไม่เรียบร้อย มักทำให้สังคมสงฆ์วุ่นวาย ถูกตำหนิจากชาวบ้าน สร้างความปวดหัวให้ผู้บริหารอยู่เนื่อง ๆ
การกระทำของ “ภิกษุฉัพพัคคีย์” เป็นมูลเหตุ ให้เกิดการบัญญัติสิกขาบทมากถึง 128 ข้อ และเป็นอนุบัญญัติ (การปรับแก้เพิ่มเติม) อีก 2 ข้อจากทั้งหมด 227 ข้อ
“ภิกษุฉัพพัคคีย์” หรือ “กลุ่มภิกษุ 6 รูป” มักมีพฤติกรรมแผลง ๆ เป็นผู้ริเริ่มการแหกกฎ เช่น การทำตัวเป็นอลัชชี ยุยงให้ผู้อื่นฆ่าตัวตาย (ต้นบัญญัติปาราชิกข้อที่ 3) การสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้วัด และการหาช่องว่างของพระวินัย (เลี่ยงบาลี) มาใช้หาผลประโยชน์ส่วนตัวอีกเนือง ๆ
กลุ่มภิกษุ 6 รูปนี้ ประกอบด้วย 1.พระปัณฑุกะ 2.พระโลหิตกะ 3. พระเมตติยะ 4.พระภุมมชกะ 5.พระอัสสชิ 6.พระปุนัพพสุกะ ภิกษุฉัพพัคคีย์ถือว่าเป็น “เกรียน” หรือ “ตัวตึง” ในวงการคณะสงฆ์ยุคพุทธกาล ตามประวัติเล่าว่า
เดิมทั้ง 6 คนเป็นเพื่อนรักกันอาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถี ประกอบอาชีพ “ทำนา” จึงปรึกษากันว่า อาชีพทำนา ทำกสิกรรม เป็นงานที่ลำบากเหนื่อย ต้องตากแดดตากฝน การบวชเป็นพระ น่าจะสบายกว่า เอางี้เราไปบวชกันเถอะ และจะไปบวชอยู่วัดใหญ่ ๆ หรือ ครูอาจารย์ที่มีชื่อเสียง เผื่อจะได้มีลาภสักการะได้ง่าย
เมื่อคิดตรงกันได้ดังนี้แล้ว จึงพากันออกบวชโดยฝากตัวเป็น “ลูกศิษย์” ในสำนักของพระอัครสาวกทั้งสอง คือ “พระสารีบุตร- พระโมลคัลลานะ”
พวกเธอเมื่อมีพรรษาครบ 5 พรรษา ท่องมนต์ได้คล่องแล้ว ปรึกษากันว่า อยู่สำนักอยู่วัดในบ้านนอก ในชนบท บางคราวก็มี “อาหารสมบูรณ์” บางคราวมี “อาหารฝืดเคือง” พวกเรามีพรรษาครบ 5 พรรษาแล้ว สามารถปลีกตัวออกจาก “เจ้าสำนัก -เจ้าอาวาส” ได้แล้ว พวกเราไปสร้าง ” วัด” เป็นของตนเองดีกว่า แยกกันอยู่สัก 3 แห่ง
จึงจับเข่าคุยชี้ไปที่ ภิกษุชื่อ “บัณฑุกะ- โลหิตกะ” ว่า ท่านทั้ง 2 รูป ขึ้นชื่อว่า “กรุงสาวัตถี” เป็นเมืองใหญ่มีตระกูลห้าล้านเจ็ดแสนตระกูลอยู่ครอบครอง เป็นปากทางแห่งความเจริญของแคว้นกาสีและโกศลทั้งสอง กว้างประมาณ 300 โยชน์ ประกอบด้วยหมู่บ้าน 80,000 ตำบล พวกท่านจงให้สร้างสำนักในสถานที่ใกล้ ๆ กรุงสาวัตถีนั้นนั่น สร้างเสร็จแล้ว แล้วปลูกมะม่วง ขนุน และมะพร้าว เป็นต้น สงเคราะห์ตระกูลด้วยดอกและผลไม้เหล่านั้น ให้พวกเด็กหนุ่มของตระกูลบวชแล้ว ขยายบริษัทให้เจริญเถิด
และร่วมกัน “วางแผน” ภิกษุชื่อว่า “เมตติยะ-ภุมมชกะ” ว่า ท่านทั้ง 2 รูป เป็นคนมีอายุ ที่ “กรุงราชคฤห์” มีพวกมนุษย์ 18 โกฎิ (180 ล้านคน) เป็นปากทางแห่งความเจริญของแคว้นอังคะและมคธทั้งสอง กว้าง 3 โยชน์ ประดับด้วยหมู่บ้าน 80,000 ตำบล พวกท่านจงให้สร้างสำนักในที่ใกล้ๆ กรุงราชคฤห์นั้นแล้ว ปลูกมะม่วง ขนุน และมะพร้าวเป็นต้น สงเคราะห์ตระกูลด้วยดอกและผลไม้เหล่านั้น ให้พวกเด็กหนุ่มของตระกูลบวชแล้ว ขยายบริษัทให้เจริญเถิด
ต่อมาจึงกล่าวกะภิกษุชื่อว่า “อัสสชิ-ปุนัพพสุกะ” ว่า ท่านผู้มีอายุเช่นเดียวกัน ที่ “กิฏาคีรีชนบท” มีฝนตกชุก ปลูกข้าวได้ปีละ 3 ครั้ง พวกท่านจงให้สร้างสำนัก ในที่ใกล้ ๆ กิฎาคีรีชนบทนั้นนั่นแล ปลูกมะม่วง ขนุน และมะพร้าวเป็นต้น ไว้ สงเคราะห์ตระกูลด้วยดอกและผลไม้เหล่านั้น ให้พวกเด็กหนุ่มของตระกูลบวชแล้วขยายบริษัทให้เจริญเถิด
ซึ่งต่อมาพระภิกษุทั้ง 6 รูปนี้ก็สร้างฝันสำเร็จมี “สำนัก” เป็นของตนเอง 3 สำนักในเมืองใหญ่ดังที่วางแผนกันเอาไว้ เอาใจประจบคฤหัสถ์วางแผน “สร้างมวลชน” ล่อด้วยอามิสสินจ้างที่เป็น “ผลไม้” ที่เกิดขึ้นในวัด ด้วยวิธีดังกล่าว จึงเกิดมี “มวลชน” ศรัทธามาก เนื่องจากขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ย่อมถูกใจและวิ่งเข้าหาบุคคลที่ยื่นมือหยิบยื่นสิ่งของให้
สำนักของ “พระปัณฑุกะ-พระโลหิตกะ” พร้อมทั้งบริวาร เที่ยวไปยังชนบทเป็นที่จาริกร่วมเสด็จกับพระผู้มีพระภาคเจ้า พวกเธอไม่ก่อให้เกิดเรื่องใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีใครทำ แต่ “ชอบย่ำยีสิกขาบท” ที่ “ทรงบัญญัติ” แล้ว ส่วนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์นอกนี้ทั้งหมดเป็นอลัชชี ย่อมก่อให้เกิดเรื่องใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีใครทำด้วยย่อมพากันย่ำยีสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้แล้วด้วย
ส่วนพฤติกรรม “นอกรีต” นอกสิกขาบท อีก 2 สำนัก หากมีเวลาจะมาเล่าให้ฟังว่าพวกเธอก่อมุลเหตุแห่งการบัญญัติสิกขาบทอะไรบ้าง
เพราะพฤติกรรมของพวกเธอดังที่กล่าวมาพระอรรถกถาจารย์จึงตั้งฉายาให้ว่า “ภิกษุผู้ชั่วร้ายและไร้ความละอาย”
หรือปัจจุบันก็คือพวก “เกรียน-ตัวตึง-อลัชชี” อย่างใดอย่างหนึ่งก็ว่าได้..
เครดิตภาพปก.. เที่ยวไป มูไป Travel and Mutelu

Leave a Reply