“ผู้เขียน” ในฐานะศิษย์เก่า มจร วานนี้ไปร่วมงานสัมมนาพระธรรมทูต 5 ทวีป ดูจากชื่อตอนแรก คิดว่าเป็นการระดมความคิดในการทำงานเชิงรุกของพระธรรมทูต 5 ทวีป ว่าจะทำอย่างไร การเผยแผ่พระพุทธศาสนาจึงจะได้ผลและมั่นคง ปัญหาและอุปสรรคมีอะไรที่จำเป็นต้องให้ มส.หรือภาครัฐช่วยแก้ไข
ตกใจ!! แวบแรกเจอผู้นำ “อิสลาม-คริสต์” เข้ามาร่วมประชุมด้วย
ตอนหลังจึงถึง “บางอ้อ” ว่า งาน “สัมมนาพระธรรมทูต 5 ทวีป” จริง แต่การพูดคุยอยู่ภายใต้กรอบของการช่วยเหลือ “กลุ่มเปราะบาง” ในต่างประเทศ จำพวกคน “ตกทุกข์ได้ยาก” แม้กระทั้ง “คนไทย” จำพวก “ต่างด้าว” หลบหนีเข้าเมืองก็อยู่ใน “เครือข่าย” ที่ มส.ทำ MOU กับกระทรวง พม. เอาไว้
ส่วนตัวแทนศาสนา “อิสลาม-คริสต์” ก็เฉกเช่นเดียวกัน

ปัจจุบัน “พระธรรมทูตไทย” ปฎิบัติศาสนกิจทั่วโลก มี 2,719 รูป ส่วนวัดมหานิกายประมาณ 520 วัด สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุตอีกประมาณ 200 กว่าวัด อันนี้ไม่นับ “ธรรมทูตคฤหัสถ์” อีกเกือบ 1 พันคนจาก 35 ประเทศ
“มจร” ยุคนี้ถือว่าเป็นยุคเบ่งบาน “ผูกมิตรทั่วหล้า ”
ทราบว่า “กระทรวงต่างประเทศ” ที่มาร่วมงานเจองานแบบนี้ ต้องการทำ MOU กับ มจร หรือ องค์กรพระธรรมทูตด้วย ซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นเรื่องดี สำหรับ “องค์กรพระธรรมทูต”
โครงการอบรมธรรมทูตคฤหัสถ์ “มจร” ดำเนินการครั้งแรก ในปี 2568 โดยมีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อบริการวิชาการด้านพระพุทธศาสนา วิปัสสนากรรมฐาน และศาสนพิธีแก่คฤหัสถ์ (2) เพื่อเกื้อกูลอำนวยธรรมความสะดวกแก่คฤหัสถ์ในการทำงานอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนา (3 ) เพื่ออำนวยประโยชน์สุขและวิถีชีวิตดีงามแก่คฤหัสถ์
“ผู้เขียน” มองว่า “ธรรมทูตคฤหัสถ์” เป็นการดำเนินการ “ตกเบ็ดนอกบ้าน” เป็นกุสโลบายที่ชาญฉลาดของ ผู้บริหาร “มจร”
ไม่รู้ว่า “ต้นตอ” ความคิดคือใคร??

กิจกรรมการอบรมธรรมทูตคฤหัสถ์ เริ่มต้นจากต่างแดนก่อน เป็นการดึงและเชิดชู “ชาวพุทธ” ต่างแดนให้มาเป็นพวก และให้มีความรู้สึกใกล้ชัด “พระรัตนตรัย” มากยิ่งขึ้น
รวมทั้งเป็นการ “เพิ่มพลัง” ศรัทธาให้กำลังใจคฤหัสถ์ที่จะมาช่วยงานคณะสงฆ์ ซึ่งเป็นการยกย่อง มีผลทางจิตใจ
ปัจจุบันการอบรมธรรมทูตคฤหัสถ์ขยายมาสู่ “ประเทศไทย” มจร อบรมมาแล้ว 2 -3 รุ่น

“ผู้เขียน” คิดว่าบทบาท “พระธรรมทูต-ธรรมทูตคฤหัสถ์” อนาคตหากมี “กิจกรรมร่วม” หรือมี “ทิศทาง” กรอบการทำงานให้เป็นไปใน “แนวทางเดียวกัน” จับมือ แบบร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อ พระพุทธศาสนา แล้วไซต์..
พระพุทธศาสนาต่างแดน หรือ ภายในประเทศ จะถูกยกระดับสู่ความเจริญแบบ “ยั่งยืน” ขึ้นได้อีกระดับหนึ่ง ซึ่งเป็น “เป้าหมาย” ที่หลายฝ่ายปรารถนา
ดีกว่าปล่อยให้ “พระคุณเจ้า” รับผิดชอบพระพุทธศาสนาอยู่ฝ่ายเดียว!!


Leave a Reply