วันที่ 7 สิงหาคม 2569 หลังจากการจัดกิจกรรมโครงการอบรม “ปูทางสู่การตื่นรู้ธรรมนาวา ‘วัง’ เพื่อเสริมศักยภาพพระสอนศีลธรรม ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมาสิ้นสุดลง มีเสียงสะท้อนในหมู่ “นักวิชาการ-นักวิจารณ์” ทางพระพุทธศาสนาต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็น “ศิษย์เก่า” มจร เช่น ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ศิษย์เก่ารุ่นบุรพาจารย์ ออกมาโพสต์ข้อความว่า
มจร.สะท้านธรรมนาวา“วัง” กึกก้อง พระสอนศีลธรรม นับพัน สาธุการตอบรับ นับเป็นความสำเร็จของ โครงการธรรมะพระราชทาน ธรรมนาวา“วัง” ที่ลอยลำเข้า มจร.อีกครั้งหนึ่ง ในรูปแบบวิชาการ เจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี กลับมานำทีมขึ้นเวที มจร.แหล่งวิชาการสำคัญอีกครั้งหนึ่ง ต่อหน้า ‘มหาสังฆนิบาต‘ (ที่ประชุมพระสงฆ์ระดับแกนนำและปฏิบัติการนับพันรูป)
เจ้าคุณพระกลับมาครั้งนี้ในรูป ’อุบาสิกาแก้ว’ อย่างที่ปทุมสูตรเรียกว่า ’อุปาสิการตนํ‘ ซึ่งต่างจากการปรากฏตัวครั้งแรกที่ประชุมผ่านทางทีวีเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว (ตอนนั้น ท่านอยู่ที่เยอรมัน) ครั้งนั้นมาในภาพนายพลหญิงผู้ทรงอำนาจ เล่นเอาพระตกอกตกใจกันยกใหญ่ว่าท ’เจ้าคุณพระจะมาปฏิวัติ’

เนื่องจากสังคมไทยเราคุ้นกับภาพนายพลแต่งเครื่องแบบเต็มยศออกโทรทัศน์แล้วประกาศยึดอำนาจพระเทพญาณวชิรชิโนภาส (เจ้าคุณต้น) เองก็มาอย่างพระเถระธรรมดา ไม่เหมือนครั้งแรก ที่ดูเหมือนทำให้สงฆ์เข้าใจว่า ‘การกระทำครั้งนั้นทำเพื่อท่าน’ ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งเจ้าคุณพระและเจ้าคุณต้น ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า มิได้เป็นอย่างที่เข้าใจ
“มจร.สนองงานเผยแผ่ธรรมนาวา“วัง” ขยายไปทุกวิทยาเขต วิทยาลัยสงฆ์ ทั่วประเทศ ตามโครงการนำร่องต่อเนื่อง จากปีที่ผ่านมา อย่างเต็มพิกัด ได้รับพระราชทานพระกรุณา เป็นล้นพ้นยิ่ง
ขอจงทรงพระเจริญ“
ผมตอบไปว่า “ติดตามข่าวอยู่ ยินดีด้วยมาก ๆ ที่ธรรมนาวา“วัง”ลอยลำเข้ามหาจุฬาอีกรอบอย่างเป็นวิชาการ และยินดีด้วยมากๆที่เห็นภาพเจ้าคุณพระสง่างามบนเวทีต่อหน้าพระสงฆ์นับพันในฐานะอุบาสิกาแก้ว
พร้อมโพสต์ทิ้งท้ายว่า “ขอธรรมนาวา“วัง” จงเจริญ“

ขณะที่ “พระมหานรินทร์ นรินฺโท ป.ธ.9 “ วัดลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ศิษย์เก่า มจร เช่นเดียวกัน ได้ออกมาโพสต์วิพากษ์กิจกรรมดังกล่าว่าเช่นเดียวกัน ว่า “หลุดกลางวังน้อย”
“จะไม่ใช่เรื่องที่เป็นภัยครอบงำ ตัวท่านทั้งหลาย หรือว่าผู้ที่จะสนใจ น้อมนำธรรมะพระราชทาน ฯลฯ” เกิดเป็นคำถามขึ้นกลางห้องประชุมว่า ธรรมะที่เป็นภัยครอบงำมีด้วยหรือ ?
เพราะพระธรรมคำสอนในบวรพระพุทธศาสนานั้น ชาวพุทธเราเชื่อกันว่า เป็นของบริสุทธิ์ ไม่มีพิษภัย มีแต่คุณประโยชน์ทั้งต่อผู้ปฏิบัติและบุคคลอื่นๆ ที่ได้สัมผัส หากแต่คำกล่าวของเจ้าคุณพระสินีนาถฯ ในครั้งนี้ กลับระบุออกมาว่า “จะไม่เป็นภัย” นั่นเป็นสิ่งที่ควรหาคำตอบว่า เจ้าคุณพระสินีนาถฯ ท่านหมายถึงอะไร ?
ก่อนอื่น ในบริบทของการพูดเช่นนี้ ย่อมให้คำตอบได้ว่า นี่เป็นการรับรองหรือรับประกันว่าสิ่งที่นำมาเสนอนั้น ไม่มีพิษไม่มีภัย สามารถนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ซึ่งคำรับประกันเช่นนั้นก็ใช้ได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นสินค้า อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ไปจนถึงคำแนะนำว่าด้วยเรื่องต่างๆ ย่อมจะมีการรับรองคุณภาพว่าดี มีประโยชน์ และไม่มีโทษ หรือถ้าจะมีโทษ รวมทั้งผลข้างเคียง ก็ต้องบอกเช่นเดียวกัน
แต่สำหรับโครงการธรรมนาวาวัง ซึ่งนำเสนอโดยเจ้าคุณพระสินีนาถพิลาสกัลยาณี โดยอ้างว่าเป็นธรรมะพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์พระประมุขของชาติ และผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการแล้ว จึงนำมาอบรมให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งผ่านมาเป็นปีที่ 2 แล้ว ถือว่าผ่านการทดลองมานานพอสมควร
ผลการปฏิบัติตามโครงการธรรมนาวาวังนั้น ยังไม่มีใครออกมาการันตีว่า มีคนที่เข้าอบรมได้ปฏิบัติจน “พ้นทุกข์” ไปแล้วซักกี่คน ซึ่งถ้าหากว่ามีการอ้างอิงจริง ก็คงต้องมีการตรวจสอบจากผู้รู้ในทางพระพุทธศาสนาต่อไป ว่าผลการปฏิบัติตามที่อ้างมานั้น ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกหรือไม่ หาไม่ก็จะเป็นการอ้างเองเออเอง ซึ่งก็มีขึ้นบ่อยๆ มีแม้กระทั่งอ้างว่าตัวเองได้บรรลุโดยไม่ต้องบวช เป็นฆราวาสบรรลุธรรม แถมยังมีคุณธรรมสูงส่งกว่าพระสงฆ์ที่ถือเพศพรหมจรรย์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น ก็เคยมีมาแล้ว

สิ่งที่เป็นประเด็นในวงการพระพุทธศาสนามายาวน้้นก็คือ เกิดสัทธรรมปฏิรูป โดยผู้รู้นอกระบบ ไม่บวชเรียนและปฏิบัติตามแนวทางที่คณะสงฆ์ได้จรรโลงสือต่อมาอย่างเป็นระบบ แต่แยกตัวเองออกไปปฏิบัติ แล้วก็อ้างว่า ระบบเก่านั้นใช้ไม่ได้ ไม่ถูกต้อง แนวทางที่ตนเองค้นพบนั้นถูกต้องกว่า ดีกว่า พอถูกตรวจสอบโดยระบบเดิม ก็ออกอาการพาลไม่ยอมรับ ซึ่งบุคคลเช่นนี้ ก็ต้องมีการเข้าไปแอบอิงผู้มีอำนาจในทางการเมือง เพื่ออาศัยอิทธิพลหนุนให้ตนเองและบริวารมีเกราะอำนาจคอยคุ้มครองป้องกัน เหมือนพระเทวทัตกับพระเจ้าอชาติศัตรูในสมัยพุทธกาล เรื่องก็เคยมีมาแล้ว
ในการจัดงานธรรมนาวาวังทั้งสองครั้ง ณ มหาวิทยาลัย มจร. วังน้อย พระนครศรอยุธยา นั้น พบว่า มีการนำเอาบุคคลากรของโครงการพระราชทาน นำโดยพระต้น และพระเณรบริวารอีกจำนวนหนึ่ง เป็นผู้นำเสนอหลักสูตรตลอดโครงการ ไม่มีบุคคลอื่นใดเข้ามาเป็นกรรมการร่วม นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่า โครงการนี้มีบุคคลากรเพียงเท่านี้ แต่มีเป้าหมายกว้างไกลในระดับประเทศและนานาชาติด้วย รวมทั้งหลักสูตรธรรมนาวาวัง ก็เป็นหนังสือที่พระต้นเขียนเองเพียงคนเดียว ไม่มีแม้แต่การตรวจสอบจากบุคคลภายนอกที่เชื่อถือได้ จะว่าเป็นโครงการลับก็ว่าได้
แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ การนำเสนอโครงการ ผ่านทางสำนักพระราชวัง โดยใช้พระราชอำนาจ ในทำนองว่า “พระราชทาน” และ “นิมนต์” ซึ่งทั้งสองคำนี้ เป็นอันรู้กันในวงการพระสงฆ์ไทยว่า ไม่สามารถปฏิเสธได้ จะด้วยความเกรงพระทัยในองค์พระมหากษัตริย์ หรือจะเห็นว่าสถาบันมีอำนาจให้คุณให้โทษอยู่ ก็ได้ทั้งสองทาง แต่ก็จะนำไปสู่การยอมรับโดยไม่สมัครใจหรือไม่เต็มใจ ซึ่งในทางพระศาสนาว่าด้วยการเผยแผ่พระธรรมคำสอนแล้ว หลักการ “อกฺขาตาโร ตถาคตา” ถือว่าเป็นสากล คือการนำเสนอ บอกกล่าว พระธรรมคำสอน ให้แก่บุคคลทั่วไปได้สดับ เมื่อเขาได้สดับแล้ว เกิดความศรัทธาเลื่อมใส ก็ย่อมจะน้อมตัวเองเข้ามาศึกษาและปฏิบัติ ตามลำดับต่อไป ไม่มีการบังคับ
นี่ไง ที่เป็นประเด็นใหญ่ในโครงการธรรมนาวาวัง ว่ากระบวนการนำเสนอนั้น มีความเป็นธรรมสอดคล้องกับหลักการในพระไตรปิฎกหรือไม่ หรือว่าใช้วิธีการนอกเหนือพุทธวิธี

ยังมีรายละเอียดอีกมากมาย หากแต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดทุกเรื่อง เพราะการพูดทุกเรื่องก็คือการหาเรื่อง แต่การพูดแบบเท่าที่พอจะพูดได้ ย่อมจะบอกให้ทราบว่า ผู้พูด มิได้มีเจตนาร้าย ถึงกับต่อต้านโครงการพระราชทาน หากแต่เขาอยากจะให้โครงการนี้มีความสวยงาม และประสบผลสำเร็จตามความมุ่งหมายด้วยอีกต่างหาก
แต่หากจะมองว่า การถูกวิจารณ์นั้น ย่อมเป็นผลร้าย จึงขอกราบเรียนพระสงฆ์ว่า จะไม่มีผลร้าย แบบนี้ก็ตีความในทางลบไปเอง ไม่มีหรอก ที่จะมีพระสงฆ์รูปไหนพูดหรือประสงค์ร้ายต่อราชสำนัก รวมทั้งต่อโครงการพระราชทานต่างๆ ด้วย แต่ถ้ามองด้วยสายตาปัญญาชน ย่อมจะมองออกด้วยซ้ำไปว่า การที่มีใครได้เข้ามาช่วยสอดส่องดูแลโครงการนี้ ย่อมจะเป็นการดีกว่าการไม่สนใจ อาจจะเห็นไม่ตรงกันบ้าง ซึ่งย่อมจะเป็นปรกติของทุกงานที่มีคนทำร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป มองแบบนี้ถือว่ามองโลกในแง่ดี
ดังนั้น วันนี้ การที่เจ้าคุณพระสินีนาถพิลาสกัลยาณี ซึ่งได้เดินทางไปเป็นประธานเปิดงานธรรมนาวาวัง ที่วังน้อย พระนครศรีอยุธยา ได้ปรารภกับพระสงฆ์ในห้องประชุมด้วยวาจาดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า ผู้บริหารระดับสูงของโครงการ ยังมีทัศนคติต่อพระสงฆ์ไทยหรือต่อบุคคลอื่นใด ในทางใดบ้าง เพราะผู้พูดย่อมรู้อยู่แก่ใจ ว่าทำไมจึงพูดออกไปเช่นนั้น
สัมมาทิฏฐิ เป็นหลักธรรมขั้นแรกที่โครงการนี้ได้เชิดชูขึ้น ว่าต้องเริ่มเดินตรงจุดนี้ แต่เมื่อมีคำกล่าวดังกล่าว ก็ทำให้เห็นว่า โครงการยังไม่สามารถสร้างสัมมาทิฐิขึ้นได้ ตามที่มุ่งหวัง อาจจะต้องใช้เวลาอีกนาน จนกว่าคำว่า “เป็นภัย” จะหายไปจากโครงการ..ธรรมนาวาวัง

ด้าน “ดร.อุทิศ สิริวรรณ” ศิษย์เก่า มจร รุ่นอาวุโส และเป็นนักวิชาการพระพุทธศาสนา ได้นำคำโพสต์ของ พระมหานรินทร์ นรินฺโท มาโพสต์พร้อมกับกล่าวเสริม ว่า นึกถึงปาฐะว่า ปญฺญายิสฺสสิ สเกน กมฺเมน ทองแท้ไม่ต้องกลัวไฟลน คนจริงย่อมทนการพิสูจน์
ก็คงต้องมีการตรวจสอบจากผู้รู้ในทางพระพุทธศาสนาต่อไป ว่าผลการปฏิบัติตามที่อ้างมานั้น ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกหรือไม่ หาไม่ก็จะเป็นการอ้างเองเออเอง ซึ่งก็มีขึ้นบ่อย ๆ มีแม้กระทั่งอ้างว่าตัวเองได้บรรลุโดยไม่ต้องบวช เป็นฆราวาสบรรลุธรรม แถมยังมีคุณธรรมสูงส่งกว่าพระสงฆ์ที่ถือเพศพรหมจรรย์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น ก็เคยมีมาแล้ว…
ในการจัดงานธรรมนาวาวังทั้งสองครั้ง ณ มหาวิทยาลัย มจร. วังน้อย พระนครศรอยุธยา นั้น พบว่า มีการนำเอาบุคคลากรของโครงการพระราชทาน นำโดยพระต้น และพระเณรบริวารอีกจำนวนหนึ่ง เป็นผู้นำเสนอหลักสูตรตลอดโครงการ ไม่มีบุคคลอื่นใดเข้ามาเป็นกรรมการร่วม นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่า โครงการนี้มีบุคคลากรเพียงเท่านี้ แต่มีเป้าหมายกว้างไกลในระดับประเทศและนานาชาติด้วย รวมทั้งหลักสูตรธรรมนาวาวัง ก็เป็นหนังสือที่พระต้นเขียนเองเพียงคนเดียว ไม่มีแม้แต่การตรวจสอบจากบุคคลภายนอกที่เชื่อถือได้ จะว่าเป็นโครงการลับก็ว่าได้..
และโพสต์ล่าสุดกล่าวว่า ศาสตราจารย์ พระพรหมวัชรธีราจารย์, ดร. เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ ฝ่ายมหานิกาย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งทางพระสังฆาธิการเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร, รองเจ้าคณะภาค 5, รองแม่กองบาลีสนามหลวง และอธิการบดีรูปที่ 6 ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระส่งมาให้ตั้งข้อสังเกต ท่านอธิการบดี
ขยับสองมือประกอบคำอธิบายเจอกันจะถาม ท่านคิดยังไงแต่คงเป็น untold storyในวงการสงฆ์ อื้ออึง
คณะผู้จัด เป็นนิกายธรรมยุต ควรริเริ่ม จัดที่ มมร มมร ไม่ยอมรับ เลยย้ายค่าย
พระที่เข้าฟัง ติดใจประเด็นเดียว มหกรรม

ทอล์ก & เทศน์บนเวที พระสายปริยัติ ปฏิบัติ ที่มีชื่อเสียงคนเลื่องลือ ควรนิมนต์ พระแท้ เลือด มจร มาเสนอสาธารณะ บนเวที อย่าง หลวงพ่อสมเด็จปยุต ไม่มาก็คลิป หลวงพ่อพระพรหมบัณฑิต หลวงพ่ออธิการบดี หลวงพ่อเจ้าคณะ กทม. ท่านเจ้าคุณ ว. วชิรเมธี พระภาวนาพิศาลเมธี วิ. พระเมธีวัชรบัณฑิต ศ. ดร. หรรษา ท่านมหาอุเทน ศิษย์ดีเด่น มจร สังคมยอมรับทั้งนั้น ฆราวาสปฏิบัติธรรม ก็มาก ที่ได้รับการยอมรับกว่าวิทยากรที่เห็น คนละชั้น ควรนำมายกย่องเป็นผู้เป็นต้นแบบ ที่อ้างนวัตกรรมเผยแผ่ธรรม ทว่ากลับอยู่ในวังวนเดิม ชาววัด ชาวมจร ติติงอื้ออึง ว่ามาเพราะถูกเกณฑ์มา กับอีกส่วน อยากได้ยศ ว่ากันตามได้ยินมา
คำถามตรงคือ มจร ลงทุนนับหมื่นล้าน สร้างบุคลากร มีสมรรถนะสูง มีคุณค่าสูง มีคุณภาพสูง แล้วจัดเวที
ที่สะท้อนความจริง เต็มไปด้วยกังขา ยากจะอธิบาย คำที่เหมาะสมคือ
อัปยศ น่าผิดหวัง ที่ มจร ผลิตพระมีคุณภาพสูง คุณธรรมสูงส่ง มีคุณค่าสูง แทนที่จะจัดให้สายสอนตามโรงเรียน เจอพระต้นแบบ มจร ที่สังคมยอมรับ หลากหลาย ดีจริง แท้จริง เด่นจริง ดังจริง สมรรถนะสูง
แต่ขาดอย่างเดียว วัง และคณะผู้บริหารที่สนับสนุนด้วยใจ
อนาคต อยากเห็น เวทีปริยัติ ปฏิบัติ ที่ชุมนุมสงฆ์ เลือด มจร แท้ ข้างต้น มิใช่ ควรอยู่ มมร ตามวัดป่า
อย่างวัดหลวงตาบัว ที่แชร์ไม่ได้ยกย่องว่อนออนไลน์ แต่มา ใช้เวที มจร นำเสนอ ราวกับยิ่งใหญ่ เอออวยกันเอง
เลยสะท้อนให้ฟัง heard on the streetจะกล้าเปิดใจฟังหรือไม่ ก็พิจารณาความเอาเอง
ปญฺญายิสฺสสิ สเกน กมฺเมน ว่าจะไม่พูดถึงแล้วนะ…
จำนวนผู้ชม : 3,190
More Articles
By the same author
Related Articles
From the same category
Leave a Reply