ข่าวดี! สงฆ์เตรียมรับ “พาสปอร์ต 10 ปี” ณพลเดชชี้ ปลดข้อจำกัดการเดินทาง เปิดทางพระธรรมทูตทำงานต่างประเทศต่อเนื่อง กราบขอบพระคุณมหาเถรฯ ร่วมผลักดัน

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง จ.เชียงราย และอดีตอนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า จากกรณีมหาเถรสมาคมมีมติเห็นชอบตามพระลิขิตของเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เกี่ยวกับการกำหนดอายุหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไปสำหรับพระภิกษุสามเณร กรณีเดินทางไปต่างประเทศเป็นการส่วนบุคคล โดยเสนอหลักการให้กระทรวงการต่างประเทศรับไปเป็นแนวปฏิบัติ เพื่อให้พระภิกษุสามเณรซึ่งผ่านกระบวนการพิจารณาของศูนย์ควบคุมการไปต่างประเทศสำหรับพระภิกษุสามเณร หรือ ศ.ต.ภ. สามารถขอหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไปและมีอายุตามหลักการเดียวกับบุคคลทั่วไปนั้น ตนถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่ง และเป็นความหวังสำคัญว่า พระภิกษุสามเณรจะได้เข้าสู่หลักเกณฑ์หนังสือเดินทางที่มีอายุสูงสุด 10 ปี เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป เมื่อกระบวนการของกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้วเสร็จ

นายณพลเดชกล่าวว่า ในฐานะที่ตนทำงานเกี่ยวข้องกับองค์กรด้านพระพุทธศาสนา และได้เห็นปัญหาและความยากลำบากของพระสงฆ์ไทยที่เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศมาโดยตลอด จึงเข้าใจเป็นอย่างดีว่าข้อจำกัดเรื่องอายุหนังสือเดินทางส่งผลต่อการทำงานของพระธรรมทูตอย่างไร พระสงฆ์จำนวนไม่น้อยต้องพำนักอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานานเพื่อเผยแผ่พระธรรม สร้างวัด สร้างเครือข่ายทางพระพุทธศาสนา ส่งเสริมการศึกษาและการปฏิบัติธรรม ตลอดจนดูแลพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ แต่เมื่อหนังสือเดินทางมีอายุจำกัด พระธรรมทูตบางรูปต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อดำเนินการด้านเอกสาร ซึ่งบางครั้งกระทบต่อความต่อเนื่องของการปฏิบัติศาสนกิจ

นายณพลเดชกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยเชิญกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เข้ามาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับปัญหาหนังสือเดินทางของพระภิกษุสามเณร และได้รับข้อมูลที่สำคัญว่า หากมหาเถรสมาคมมีแนวทางให้พระภิกษุสามเณรสามารถขอหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไปที่มีอายุ 10 ปีได้ กรมการกงสุลก็พร้อมดำเนินการตามกรอบกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยประเด็นดังกล่าวจึงมีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อมหาเถรสมาคมได้พิจารณาและมีมติในเรื่องนี้

นายณพลเดชกล่าวต่อว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่มีพัฒนาการต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี โดยในอดีต สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ (ธงชัย สุขญาโณ) ในสมัยที่ท่านยังดำรงสมณศักดิ์เป็น พระพรหมสิทธิ ได้เคยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้มีการขยายอายุหนังสือเดินทางของพระภิกษุสามเณร จากเดิมที่จำกัดไว้เพียง 2 ปี ขยายเป็น 5 ปี ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นการแก้ไขข้อจำกัดที่สำคัญต่อการเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศ และต่อมาได้มีมติของมหาเถรสมาคมในปี 2557 เกี่ยวกับการกำหนดอายุหนังสือเดินทางของพระภิกษุสามเณรจาก 2 ปีเป็น 5 ปีอย่างเป็นทางการ

“ครั้งนั้นการขยายจาก 2 ปีเป็น 5 ปี ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราจะเห็นว่าการมีหนังสือเดินทางเพียง 5 ปีก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ โดยเฉพาะพระธรรมทูตที่ต้องทำงานในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง วันนี้จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญ เพราะหากสามารถขยายจาก 5 ปีเป็น 10 ปีได้ แม้จะดูเหมือนเป็นเพียงการเพิ่มระยะเวลาของหนังสือเดินทาง แต่ในทางปฏิบัติจะช่วยลดภาระการเดินทางกลับไปกลับมา ลดค่าใช้จ่าย และลดช่วงเวลาที่พระต้องหยุดหรือสะดุดจากภารกิจด้านเอกสาร ทำให้สามารถทุ่มเทเวลาให้กับงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้อย่างเต็มที่” นายณพลเดชกล่าว

นายณพลเดชกล่าวว่า หากพระภิกษุสามเณรสามารถมีหนังสือเดินทางอายุ 10 ปีได้ ย่อมช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินชีวิตและปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะพระธรรมทูตที่ทำงานต่อเนื่องหลายปี อย่างไรก็ตาม การมีหนังสือเดินทางอายุ 10 ปีไม่ได้หมายความว่าพระภิกษุจะได้รับวีซ่าจากประเทศปลายทางเป็นเวลา 10 ปีโดยอัตโนมัติ เนื่องจากการอนุมัติวีซ่าและระยะเวลาการพำนักยังเป็นอำนาจของประเทศปลายทาง แต่หนังสือเดินทางที่มีอายุยาวขึ้นจะช่วยลดข้อจำกัดในการยื่นขอวีซ่าและการดำเนินการด้านเอกสารในหลายกรณี ทำให้พระธรรมทูตสามารถวางแผนการทำงานในต่างประเทศได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“ผมมองว่าประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของหนังสือเดินทาง แต่เป็นเรื่องของ ความต่อเนื่องในการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพราะการทำงานที่ต่อเนื่องย่อมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนชาวพุทธได้มากกว่าการทำงานที่ต้องหยุดเป็นช่วง ๆ การมีพาสปอร์ต 10 ปีจึงเปรียบเสมือนการเปิดพื้นที่ทางเวลาให้พระธรรมทูตสามารถทำงานได้เต็มกำลัง ไม่ต้องเสียเวลาและทรัพยากรเดินทางกลับประเทศไทยเพียงเพื่อจัดการเรื่องหนังสือเดินทาง” นายณพลเดชกล่าว

นายณพลเดชกล่าวอีกว่า ในกรณีที่มีข้อกังวลว่าพระภิกษุบางรูปอาจลาสิกขาในระหว่างพำนักอยู่ต่างประเทศ ตนเห็นว่าไม่ควรนำกรณีดังกล่าวมาเป็นเหตุผลในการจำกัดสิทธิหรือโอกาสของพระภิกษุโดยรวม เพราะผู้ที่เคยบวชและไปปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศจำนวนหนึ่ง แม้ต่อมาจะลาสิกขา ก็ยังคงมีความผูกพันกับพระพุทธศาสนา หลายคนกลับมาทำนุบำรุงวัด เป็นเจ้าภาพดูแลวัด นำครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา และช่วยสร้างเครือข่ายชาวพุทธทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการสร้างระบบที่เอื้อให้พระภิกษุผู้ยังครองสมณเพศสามารถทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาได้อย่างเต็มศักยภาพ

นายณพลเดชกล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวยังสามารถพิจารณาเชื่อมโยงกับหลักสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ มาตรา 27 ว่าด้วยหลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม และ มาตรา 38 ซึ่งรับรองเสรีภาพในการเดินทางและเลือกถิ่นที่อยู่ ทั้งนี้ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลย่อมต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด ขณะเดียวกัน มาตรา 67 ยังบัญญัติให้รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา และพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนา การลดอุปสรรคด้านเอกสารการเดินทางที่ไม่จำเป็นจึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในระดับนานาชาติ

นายณพลเดชกล่าวว่า ขอกราบขอบพระคุณ เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ทรงมีพระลิขิตในเรื่องดังกล่าว และขอกราบขอบพระคุณ สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ (ธงชัย สุขญาโณ) ในฐานะกรรมการมหาเถรสมาคม รวมถึงกรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูปที่ได้ร่วมพิจารณาและเห็นชอบหลักการดังกล่าว ตลอดจนกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ที่มีความพร้อมในการดำเนินการตามมติและแนวทางที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นพัฒนาการสำคัญของการบริหารกิจการพระพุทธศาสนา และเป็นการเปิดทางให้พระภิกษุสามเณรที่เดินทางไปต่างประเทศเป็นการส่วนบุคคลมีโอกาสเข้าสู่หลักเกณฑ์หนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไปที่มีอายุยาวขึ้น โดยยังต้องดำเนินการตามขั้นตอนและกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศต่อไป

“ผมจึงถือว่าเรื่องนี้เป็น บุญใหญ่หลวงต่อพระภิกษุสงฆ์ทั่วราชอาณาจักร และเป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายพระพุทธศาสนาไปทั่วโลก จากวันที่หนังสือเดินทางของพระสงฆ์เคยมีข้อจำกัดอยู่ที่ 2 ปี ได้ขยายเป็น 5 ปี และวันนี้กำลังเดินหน้าไปสู่หลักการ 10 ปี สิ่งที่จะเพิ่มขึ้นจึงไม่ใช่เพียงจำนวนปีของหนังสือเดินทาง แต่คือโอกาสในการทำงานของพระธรรมทูต โอกาสในการสร้างวัด สร้างชุมชน สร้างเครือข่าย และเผยแผ่พระธรรมอย่างต่อเนื่อง หากพระสงฆ์สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง พระพุทธศาสนาในต่างประเทศก็จะมีความมั่นคง เข้มแข็ง และแข็งแกร่งยิ่งขึ้น” นายณพลเดชกล่าวในที่สุด

Share:

Leave a Reply