หมอประเวศเสนอเบญจพละเอาชนะวิกฤตโควิด-19 และเปลี่ยนแปลงประเทศไทยสู่อนาคตที่ดีกว่า

267 Views

วันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2563 ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ได้เสนอบทความเรื่อง “เบญจพละเอาชนะวิกฤตโควิด-19 และเปลี่ยนแปลงประเทศไทยสู่อนาคตที่ดีกว่า” ความว่า

วิกฤตโควิด-19 เป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตใหญ่ประเทศไทยที่มาบรรจบกันในปี 2563 ได้แก่ความยากจนและความเหลื่อมล้ำสุดๆที่แก้ไม่ได้วิกฤตเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจโลกที่พิกลพิการและพลิกผันรุนแรงรวดเร็ววิกฤตสิ่งแวดล้อมเช่นความแห้งแล้งสลับกับน้ำท่วมซึ่งรุนแรงและขยายตัวมากขึ้นๆ รวมทั้งฝุ่นพิษในอากาศและสารพิษปนเปื้อนในดินน้ำอากาศอาหารและวิกฤตการเมืองเรื้อรังไม่มีทางออกประเทศไทยและสังคมไทย แม้มีข้อดีหลายอย่างแต่มีปัญหาพื้นฐานในตัวเองที่แก้ไขไม่ได้ทำให้ปัญหาต่างๆสะสมจนวิกฤตรวมกันเป็นวิกฤตชาติ 2563 แล้วยังมีโควิด-19 มาซ้ำเติม

อย่างไรคนไทยก็จะต้องรวมตัวเอาชนะวิกฤตโควิด-19 ให้ได้เพราะมันเป็นความเป็นความตายของเราในการทำสงครามต่อสู้เอาชนะวิกฤตโควิด-19 เราต้องใช้วิธีการอันทรงพลังสูงยิ่งหรือสูงสุดที่นอกจากเอาชนะโควิด-19 แล้วยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ที่เปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

วิธีการอันทรงพลังสูงยิ่งนี้เรียกว่าพลัง 5 หรือเบญจพละซึ่งมีดังต่อไปนี้

1. คนไทยทั้งประเทศรวมใจก้าวข้ามการแบ่งแยกและแตกแยกทุกประเภท

มีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะเอาชนะวิกฤตโควิด-19 คนไทยไม่เคยมีความมุ่งมั่นร่วมกันมีแต่ความแตกแยกทอนกำลังกัน ไม่มีพลังแห่งชาติที่จะสร้างประเทศไทยที่ลงตัวจึงปั่นป่วนวุ่นวายรุนแรงมาเกือบ 1 ศตวรรษความมุ่งมั่นร่วมกันจะเป็นพลังแห่งชาติเพื่อออกจากวิกฤต

2. พลังทางปัญญา-พลังของโครงสร้างทางสมอง

สังคมไทยคิดเชิงอำนาจมีสัมพันธภาพเชิงอำนาจและโครงสร้างอำนาจระบบราชการคือโครงสร้างอำนาจที่ปกคลุมทั่วประเทศใช้กฎหมายข้อบังคับกฎระเบียบคำสั่งประกาศรวมกันกว่า 100,00 ฉบับครอบคลุมบังคับการปฏิบัติใช้กำลังพลมหาศาลดูแลการบังคับใช้ระเบียบเหล่านี้โดยไม่มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระหรือความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ นี้คือโครงสร้างอำนาจที่ปราศจากโครงสร้างทางสมองทำให้ประเทศไม่มีพลังที่จะแก้ไขปัญหาที่ยากและสลับซับซ้อนได้สะสมปัญหามากขึ้นๆ จนเป็นวิกฤติชาติ 2563 ในวิกฤตโควิด-19 สาธารณะประจักษ์แล้วว่าการเมืองที่ขาดสมรรถนะทางปัญญาไม่สามารถบริหารสั่งการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ต้องใช้พลังทางปัญญาและสร้างโครงสร้างทางสมอง

โดยมีกลุ่มคนที่ทำหน้าที่เหมือนกลุ่มเซลล์สมอง

สมองทำหน้าที่รับรู้ข้อมูลหรือสถานการณ์ความเป็นจริงวิเคราะห์สังเคราะห์ให้ได้ความจริงที่ลึกขึ้นรอบด้านมากขึ้นเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องการตัดสินใจที่ถูกต้องเป็นปัญญาสุดยอดเพราะจะรอดหรือจะตายก็อยู่ที่ตัดสินใจถูกหรือผิดการตัดสินใจว่าจะไปทางไหนทำหรือไม่ทำอะไรทำอย่างไร อาจเรียกว่าการตัดสินใจทางนโยบายเมื่อตัดสินใจแล้วกลุ่มเซลล์สมองนำนโยบายนั้นสื่อสารให้ทุกส่วนรับรู้และเข้าใจถึงข้อปฏิบัติได้และติดตามสนับสนุนแก้ไขอุปสรรคการปฏิบัติให้ปฏิบัติไปสู่ผลสัมฤทธิ์ได้

งานของกลุ่มเซลล์สมองที่ว่านี้อาจเรียกว่าการพัฒนานโยบายและกลุ่มเซลล์สมองดังกล่าวอาจเรียกว่ากลุ่มพัฒนานโยบาย

จะเห็นความแตกต่างของการทำงานของโครงสร้างอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎระเบียบกับของกลุ่มพัฒนานโยบายซึ่งเป็นกระบวนการทางปัญญา

การมีกลุ่มพัฒนานโยบายหรือกลุ่มเซลล์สมองในเรื่องต่างๆและระดับต่างๆตั้งแต่ระดับชุมชนขึ้นมาถึงระดับชาติคือการสร้างโครงสร้างทางสมองให้ประเทศเรื่องนี้ถ้าเข้าใจก็ทำได้โดยไม่ยากนักเมื่อประเทศไทยมีโครงสร้างทางสมองประเทศก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

สำหรับกรณีวิกฤตโควิด-19 ก็คือมีกลุ่มพัฒนานโยบายเอาชนะวิกฤตโควิด-19 หรือจะเรียกชื่ออะไรก็แล้วแต่แต่หน้าที่คือเป็นกลุ่มเซลล์สมองที่ทำหน้าที่พัฒนานโยบายในการยุติการระบาดของโควิด-19

ถ้ามีเซลล์สมองในเรื่องนี้ก็ไม่มีปัญหาว่าจะยุติวิกฤตไม่ได้

3. พลังพลเมืองที่ตื่นรู้

ประชาชนทั้งประเทศเป็นพลเมืองตื่นรู้มีจิตสำนึกสูงรับรู้ข้อมูลข่าวสารเป็นInformedcitizen เข้าร่วมขับเคลื่อนอย่างกัมมันตะ (active)ที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองร่วมกันเอาชนะสงครามโควิด-19เกิดเป็นสังคมเข้มแข็งและกัมมันตะ

ตามปกติเนื่องจากเป็นสังคมอำนาจทางดิ่งราษฎรอยู่ในระบบอุปถัมภ์ไม่ตื่นตัวขาดจิตสำนึกไม่รวมตัวร่วมคิดร่วมทำเป็นสังคมอ่อนแอสังคมอ่อนแอเป็นเหตุให้การเมืองไม่ดีเศรษฐกิจไม่ดีและศีลธรรมไม่ดี

ในการต่อสู้เอาชนะวิกฤตโควิด-19 คราวนี้ต้องถือโอกาสเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นสังคมเข้มแข็งคณะกรรมการอิสระที่บัญชาการต่อสู้เอาชนะสงครามโควิด-19 ต้องมียุทธศาสตร์สังคมเข้มแข็งถ้าประชาชนทั้งประเทศกลายเป็นพลเมืองตื่นรู้มีจิตสำนึกสูงรับรู้ข้อมูลข่าวสารเป็นสังคมกัมมันตะดังกล่าวนอกจากจะสามารถหยุดยั้งการระบาดของโควิด-19 ได้แล้วสังคมเข้มแข็งจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้การเมืองดีเศรษฐกิจดีและศีลธรรมดีสืบต่อไปในอนาคต

4. ระบบการศึกษาที่ปรับตัวเปลี่ยนการเรียนรู้จาก “ท่อง” เป็น “ทำ” ในสถานการณ์จริง

ระบบการศึกษาเป็นระบบที่ใหญ่มากควรจะเป็นพลังทางปัญญาของแผ่นดินแต่ระบบการศึกษาเข้าไปสู่จุดอับทางปัญญามาเป็นเวลา 1 ศตวรรษเต็มๆเพราะเรียนรู้โดยท่องวิชาแทนที่จะเรียนรู้จากการปฏิบัติในสถานการณ์จริงการท่องวิชาเป็นปัญญาระดับต่ำสุดคือความจำปัญญาระดับสูงสุดคือการประเมินค่าและตัดสินใจถ้าตัดสินใจถูกก็เจริญถ้าผิดก็เสื่อมหรือล่มสลายการเรียนรู้จากการปฏิบัติธรรมให้ทำเป็นคิดเป็นจัดการเป็นหรือเป็นคนเก่งคือทำงานเก่งคิดเก่งจัดการเก่งการท่องจำสร้างคนที่ทำงานไม่เป็นคิดไม่เป็นจัดการไม่เป็นขึ้นมาเต็มประเทศ

วิกฤตโควิด-19 เป็นตัวอย่างของสถานการณ์จริงอย่างหนึ่งซึ่งมีความสลับซับซ้อนหลายมิติระบบการศึกษาอันใหญ่โตแบบท่องวิชาเกือบไม่มีน้ำยาที่จะทำอะไรได้เลย

จะต้องปลดปล่อยระบบการศึกษาออกมาจากโครงสร้างอำนาจที่บังคับให้การศึกษาต้องแยกตัวออกจากสังคม(Non-engaged) มาเป็นระบบการศึกษาในสังคมที่รู้ร้อนรู้หนาวร่วมทุกข์ร่วมสุขร่วมแก้ปัญหาสังคมเมื่อเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไปสู่การเรียนรู้จากการปฏิบัติในสถานการณ์จริงประเทศไทยจะเกิดพลังทางปัญญามหาศาลที่ไม่ใช่เอาชนะวิกฤตโควิด-19 เท่านั้นแต่วิกฤตอื่นๆทั้งหมดด้วย

5. ปลดปล่อยพลังมหาศาลประดุจพลังนิวเคลียร์ในตัวมนุษย์

พลังแห่งสำนึกในศักดิ์ศรีและศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ของคนไทยทุกคนสังคมที่อำนาจและเงินเป็นใหญ่ได้สร้างมายาคติต่างๆขึ้นมาเป็นอันมากที่ทำให้คนทั้งหมดรู้สึกด้อยศักดิ์ศรีและด้อยศักยภาพประดุจถูกจองจำอยู่ในคุกที่มองไม่เห็น (The invisible prison) ทำให้ขาดความสุขและความสร้างสรรค์สมกับศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ถ้าคนไทยทุกคนพร้อมกันเปิดประตูคุกโดยหลุดออกจากความไม่จริงหรือมายาคติใช้ความจริง “ความจริงมีชัยเหนือทุกสิ่ง” ความจริงคือทุกคนเป็นมนุษย์ในความเป็นมนุษย์นั้นมีศักดิ์ศรีและศักยภาพในตัวเอง สำนึกในศักดิ์ศรีและศักยภาพในความเป็นมนุษย์ของตัวเองจะก่อให้เกิด “ระเบิดจากภายใน” เป็นพลังมหาศาลประดุจพลังนิวเคลียร์ในตัวมนุษย์เกิดความสุขฉับพลัน (Instanthappiness) เพราะอิสรภาพที่เหมือนคนออกจากที่จองจำมีพลังสร้างสรรค์ในตัวเองสามารถทำอะไรดีๆและรวมตัวร่วมคิดร่วมทำกับเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆในกรณีนี้ก็คือต่อสู้เอาชนะวิกฤตโควิด-19 ด้วยพลังจิตสำนึกพลังทางสังคมและพลังทางปัญญา

พลังทั้ง 5 หรือเบญจพละที่กล่าวมาข้างต้นอันได้แก่

• พลังแห่งความมุ่งมั่นร่วมกันของคนไทยทั้งชาติ

• พลังทางปัญญาพลังแห่งโครงสร้างทางสมอง

• พลังพลเมืองตื่นรู้

• พลังแห่งระบบการศึกษาที่เรียนรู้จากการปฏิบัติในสถานการณ์จริง

• พลังแห่งสำนึกในศักดิ์ศรีและศักยภาพความเป็นมนุษย์ของคนไทยทุกคน

เป็นพลังมหาศาลแห่งชาติที่ไม่มีอะไรทานได้นอกจากจะเอาชนะวิกฤตโควิด-19 แล้วยังจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ยกระดับประเทศไทยไปสู่ภพภูมิใหม่ที่ลงตัวเกิดบูรณภาพและดุลยภาพเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยความเป็นธรรมและสันติ สืบไป

Cr.https://www.isranews.org/article/isranews-article/87384-prawet.html?fbclid=IwAR1qRx13y-KiAtjLJ6Zd2nXyVdqcvDZBwBaX8auJkuWiXTb1GHq4naFWuVc และ ภาพประกอบจาก http://kruthai40.ning.com/profiles/blogs/6?overrideMobileRedirect=1

อย่างไรก็ตามสำหรับพละ 5 ตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนาคือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และ ปัญญา ดังนั้น เบญจพละตามที่นายแพทย์ประเวศเสนอนั้นสามารถอนุโลมตามหลักพล 5 คือ

• พลังแห่งความมุ่งมั่นร่วมกันของคนไทยทั้งชาติ ได้แก้ศรัทธา

• พลังทางปัญญาพลังแห่งโครงสร้างทางสมอง ได้แก่ปัญญา

• พลังพลเมืองตื่นรู้ ได้แก่สติ

• พลังแห่งระบบการศึกษาที่เรียนรู้จากการปฏิบัติในสถานการณ์จริง ได้แก่วิริยะ

• พลังแห่งสำนึกในศักดิ์ศรีและศักยภาพความเป็นมนุษย์ของคนไทยทุกคน ได้แก่สมาธิ

Leave a Reply