วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 พระมหาสุดสาคร สุมุรยญาโณ วัดพระศรีมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคณะสงฆ์ ได้อธิบายว่าด้วย “กฎหมายมรดกพระสงฆ์ การจัดการศพพระภิกษุ วัดเป็นทายาทโดยธรรมหรือไม่?? พร้อมทั้งนำคำพิพากษาของศาลฎีกามาประกอบ โดยมีความว่า
มาตรา ๑๖๒๒ พระภิกษุนั้น จะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้ เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายในกำหนดอายุความตามมาตรา ๑๗๕๔
แต่พระภิกษุนั้น อาจเป็นผู้รับพินัยกรรมได้

มาตรา ๑๖๒๓ ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม
มาตรา ๑๖๒๔ ทรัพย์สินใดเป็นของบุคคลก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ทรัพย์สินนั้นหาตกเป็นสมบัติของวัดไม่ และให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของบุคคลนั้น หรือบุคคลนั้นจะจำหน่ายโดยประการใดตามกฎหมายก็ได้
เดิม วัดไม่ใช่ทายาทโดยธรรม (เพราะวัดเป็นนิติบุคคลจึงไม่สามารถเป็นทายาทโดยธรรมได้) หากพระภิกษุ หากยังไม่สึก (ก็ไม่เป็นทายาทโดยธรรม) หากไม่สึกมาเรียกร้องมรดกภายในหนึ่งปี ย่อมเสียสิทธิ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 546/2523 โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับพระภิกษุผู้มรณภาพ จึงเป็นทายาทอันดับ 3 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 อำนาจและหน้าที่ในการจัดการทำศพผู้ตายนั้น มาตรา 1649 บัญญัติไว้ตามลำดับดังนี้คือ ผู้จัดการมรดกที่ผู้ตายตั้งไว้ เว้นแต่ผู้ตายจะได้ตั้งผู้อื่นไว้โดยเฉพาะให้จัดการทำศพ ถ้าผู้ตายมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือบุคคลใดไว้โดยเฉพาะ หรือทายาทมิได้มอบหมายตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการทำศพ บุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรม หรือโดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุดเป็นผู้มีอำนาจและตกอยู่ในหน้าที่ต้องจัดการทำศพ เว้นแต่ศาลจะเห็นเป็นการสมควรตั้งบุคคลอื่นให้จัดการเช่นนั้น ในเมื่อผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งร้องขอ
พระภิกษุผู้มรณภาพไม่มีทรัพย์สินเป็นมรดก ไม่ได้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือบุคคลอื่นให้จัดการทำศพโดยเฉพาะ ไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้แก่ผู้ใด และไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจแก่วัดที่พระภิกษุจำพรรษาอยู่ขณะมรณภาพมีอำนาจและหน้าที่จัดการศพไว้ ดังนั้น อำนาจและหน้าที่ดังกล่าวจึงตกได้แก่โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมของพระภิกษุผู้มรณภาพ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 348/2527 แม้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นวัดมีสิทธิได้รับทรัพย์สินของพระภิกษุ ส. ผู้มรณภาพซึ่งได้มาระหว่างสมณเพศ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 แต่พระภิกษุ ส. ไม่มีทรัพย์สินอันเป็นมรดกทั้งไม่ได้ตั้งบุคคลใดไว้ให้เป็นผู้จัดการทำศพ ฉะนั้นโจทก์ซึ่งเป็นทายาทพระภิกษุ ส.โดยเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับพระภิกษุ ส. จึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการศพ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629

แต่ปัจจุบัน ศาลวินิจฉัยว่า วัดคือทายาทโดยธรรม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๐๒๒/๒๕๕๗ วัดเป็นทายาทโดยสิทธิ โดยชอบธรรม มีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพ (พระครู น.) ผู้มรภาพได้ ฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2564 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม. 1623, 1629, 1646, 1649, 1663
การจัดการทำศพเป็นกิจการซึ่งไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ตาย การจะทำให้บังเกิดผลบังคับได้ตามกฎหมายต้องแสดงเจตนาโดยทำเป็นพินัยกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646 แต่คำสั่งเสียด้วยวาจาของผู้มรณภาพที่ให้โจทก์เป็นผู้จัดการทำศพไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์การทำพินัยกรรมด้วยวาจาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1663 ย่อมไม่บังเกิดผลบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อผู้มรณภาพมิได้ทำพินัยกรรมตั้งผู้จัดการมรดก และทรัพย์สินของผู้มรณภาพได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศ ย่อมตกเป็นสมบัติของวัดจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1623 ส่วนโจทก์และน้องคนอื่นของผู้มรณภาพ แม้เป็นทายาทโดยธรรมในลำดับที่ 3 ตามมาตรา 1629 (3) ก็ไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้มรณภาพ ย่อมไม่อาจมอบหมายตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการทำศพผู้มรณภาพ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยสิทธิโดยธรรมตามผลของมาตรา 1623 อันเป็นจำนวนมากที่สุด จึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพผู้มรณภาพตาม ป.พ.พ. มาตรา 1649 วรรคสอง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องส่งมอบศพผู้มรณภาพแก่โจทก์
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบร่วมกันส่งมอบศพพระครูสว่าง หรือพระครูวิจิตรสารธรรมแก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสิบเพิกเฉย ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสิบ ห้ามจำเลยทั้งสิบและบริวารเกี่ยวข้องกับศพ และให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันส่งมอบเหรียญวัตถุมงคลพระครูสว่าง 48 ถุง 65 รายการ แก่โจทก์ หากไม่สามารถคืนได้ให้ร่วมกันชดใช้เงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสิบให้การขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 8 ออกจากสารบบความศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบศพพระครูวิจิตรสารธรรม ผู้มรณภาพ ให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับศพผู้มรณภาพ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกา
โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า พระครูสว่าง หรือพระครูวิจิตรสารธรรม เป็นเจ้าอาวาสวัดบางลายเหนือ จำเลยที่ 1 จนกระทั่งถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2543 ผู้มรณภาพมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 11 คน ขณะมรณภาพคงเหลือโจทก์ นางเปีย นายเรือง และนางสาวดอกรัง ที่มีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันและเป็นทายาทโดยธรรม จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าอาวาสถัดจากผู้มรณภาพ จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 เป็นไวยาวัจกร ส่วนจำเลยที่ 4 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 เป็นกรรมการวัดจำเลยที่ 1 หลังจากพระครูวิจิตรสารธรรมมรณภาพแล้ว ได้นำศพผู้มรณภาพไปบำเพ็ญกุศลที่วัดจำเลยที่ 1 จากนั้นได้สร้างมณฑปเพื่อเก็บศพผู้มรณภาพจนแล้วเสร็จในปี 2545 โดยนำศพผู้มรณภาพบรรจุในโลงแก้วตั้งอยู่ภายในมณฑปดังกล่าวภายในวัดจำเลยที่ 1 จนถึงปัจจุบัน

ต่อมาปี 2559 โจทก์ขอศพผู้มรณภาพจากจำเลยที่ 2 เพื่อนำไปฌาปนกิจ จำเลยที่ 2 ไม่ยินยอม คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ที่ 9 และที่ 10 รวมทั้งคำขอให้ร่วมกันส่งมอบเหรียญวัตถุมงคลตามฟ้อง เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบศพพระครูวิจิตรสารธรรม ผู้มรณภาพ แก่โจทก์หรือไม่ ในประเด็นนี้เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ที่ต้องจัดการทำศพผู้มรณภาพ สำหรับผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทำศพนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1649 กำหนดลำดับก่อนและหลังไว้ดังนี้ คือ1. บุคคลซึ่งผู้ตายตั้งไว้ให้เป็นผู้จัดการทำศพของผู้ตาย2. ผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรม3. บุคคลที่ทายาทมอบหมายให้เป็นผู้จัดการทำศพ4. บุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรมหรือโดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุด 5. บุคคลที่ศาลมีคำสั่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทำศพคดีนี้ปรากฏว่า ผู้มรณภาพมิได้ทำพินัยกรรมตั้งผู้จัดการมรดก ส่วนข้อที่โจทก์นำสืบว่า ก่อนมรณภาพ ผู้มรณภาพได้สั่งเสียให้โจทก์นำศพผู้มรณภาพไปฌาปนกิจด้วยวาจานั้น เมื่อพิจารณาถึงบทบัญญัติตามมาตรา 1646 ที่ว่า “บุคคลใดจะแสดงเจตนาโดยพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในการต่าง ๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้” แสดงว่าการจัดการทำศพเป็นกิจการอย่างหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ตาย
ดังนั้น การจะทำให้บังเกิดผลบังคับได้ตามกฎหมายก็ต้องแสดงเจตนาโดยทำเป็นพินัยกรรม ซึ่งจะต้องทำตามแบบใดแบบหนึ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ 5 แบบ ตามมาตรา 1655 ถึงมาตรา 1663 โดยมาตรา 1663 กำหนดหลักเกณฑ์ที่จะทำพินัยกรรมด้วยวาจาไว้หลายประการ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าผู้มรณภาพสั่งเสียโจทก์ให้ช่วยฌาปนกิจศพผู้มรณภาพก็ตาม แต่ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จะกระทำได้ กล่าวคือ 1. ไม่มีพฤติการณ์พิเศษซึ่งผู้มรณภาพไม่สามารถทำพินัยกรรมแบบอื่นที่กำหนดไว้ได้ เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย หรือเวลามีโรคระบาด หรือสงคราม เป็นต้น2. ผู้รับการแสดงเจตนาซึ่งเป็นพยานอย่างน้อยสองคนต้องไปแสดงตนต่อกรมการอำเภอโดยมิชักช้าและแจ้งข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมได้สั่งด้วยวาจา ทั้งต้องแจ้งวัน เดือน ปี สถานที่ที่ทำพินัยกรรมและพฤติการณ์พิเศษนั้นไว้ด้วย 3. กรมการอำเภอจดข้อความที่พยานแจ้งนั้นไว้ และให้พยานสองคนนั้นลงลายมือชื่อไว้ดังนั้น คำสั่งเสียของผู้มรณภาพที่ให้โจทก์เป็นผู้จัดการทำศพผู้มรณภาพย่อมไม่บังเกิดผลตามบทกฎหมายข้างต้น


Leave a Reply