วันที่ 1 มีนาคม 2569 หลังจากราชกิจจานุเบกษา ประกาศ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย “การคุ้มครองพระพุทธศาสนา” ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ปลายปีที่ผ่าน ประกอบด้วย 4 หมวด 26 ข้อ ขณะที่ฝ่ายบ้านเมืองมีการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับประเทศและที่ปรึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในส่วนของคณะสงฆ์ที่หลายคนจับตามองคือ การแต่งตั้งคณะวินัยธรกลางและพระธรรมธรกลาง จำนวน 20 รูป ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับ “อนุกรรมการ” ของมหาเถรสมาคม ในการกลั่นกรองพิจารณาข้อปัญหาด้าน “พระวินัย-พระธรรม” จนขณะนี้ล่วงเลยมาได้ 3 เดือนแล้ว “มหาเถรสมาคม” ยังไม่มีการแต่งตั้งคณะดังกล่าวแต่ประการใด

แหล่งข่าวจาก มส. เผยว่า เห็นมีการทาบทามพระภิกษุที่มีความองค์ด้านพระธรรมและวินัยมาสักพักแล้ว คาดว่าไม่นานคงเสนอให้ที่ประชุม มส.เห็นชอบรายชื่อดังกล่าว เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือมหาเถรสมาคมในด้านวินัยและพระธรรม ซึ่งปัจจุบันนับวันทั้งพระทั้งโยม มีการสอนผิดหลักออกไปมากมาย ใครพูดเก่ง หน้าตาดีก็แบบนักเทศน์ นักสอนธรรมะได้ ตรงนี้คณะสงฆ์ต้องวางหลักการและมาตรการอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาหลักคำสอนและจารีตประเพณีของพระบุรพาจารย์ “ในส่วนของระเบียบเรื่องพระที่จะมาเป็นพระธรรมธรจำนวน 10 รูป และพระวินัยธร 10 รูป เพื่อง่ายต่อการแต่งตั้งระหว่างคณะสงฆ์มหานิกายและธรรมยุต ปกติก็จะแบ่งกันฝ่ายละครึ่ง แต่ครั้งนี้ไม่มั่นใจ เพราะสัดส่วนวัดและจำนวนพระภิกษุระหว่างมหานิกายและธรรมยุตแตกต่างกันมาก คณะสงฆ์ธรรมยุตมีวัดประมาณ 5,000 วัด มีพระภิกษุประมาณ 40,000 รูป ขณะที่ฝ่ายมหานิกายมีวัด 35,000 กว่าวัด มีพระอีกประมาณ 200,000 กว่ารูป เมื่อวัดมากพระภิกษุมาก ปัญหาที่ตามมามันก็มาขึ้นไปด้วย ตรงนี้อยู่ที่ มส.ว่าท่านจะเอาอย่างไรหรือหากมองว่า เรื่องพระวินัยและพระธรรมระหว่างมหานิกายและธรรมยุตเรายึดถือปฎิบัติเหมือนกันก็ง่าย..”

ในหมวด 3 ว่าด้วย คณะวินัยธรกลางและคณะธรรมธรกลาง ที่ระบุไว้ว่า ให้มีคณะวินัยธรกลาง ประกอบด้วยพระภิกษุผู้ทรงภูมิในพระวินัย จำนวนไม่เกินสิบรูป ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชมีพระะบัญชาแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(1) พิจารณาและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับพระวินัย ที่มีข้อโต้แย้งการตีความพระวินัยและ การบังคับใช้ หรือในกรณีมีข้อความเห็นแตกต่างกันระหว่างพระสังฆาธิการผู้มีอำนาจสอบสวนและ วินิจฉัยอธิกรณ์ซึ่งได้ดำเนินการตามกฎมหาเถรสมาคม และคณะพระสังฆาธิการนั้นได้ร้องขอให้พิจารณา วินิจฉัย
(2) พิจารณาและวินิจฉัยปัญหาที่ปรากฏขึ้นแก่คณะวินัยธรกลางและคณะวินัยธรกลางเห็นว่า เป็นปัญหาสำคัญอันควรมีข้อยุติที่ต้องถือปฏิบัติโดยคณะสงฆ์
(3) พิจารณาเรื่องอื่นตามที่มหาเถรสมาคมมอบหมาย หรือตามที่คณะรัฐมนตรีถวาย ให้พิจารณา คำวินิจฉัยของคณะวินัยธรกลางจะมีผลใช้บังคับเมื่ออมหาเถรสมาคมเห็นชอบ และได้รับ พระสังมราชานุมัติ และให้ถือปฏิบัติตามนั้นโดยเคร่งครัดให้เลขาธิการมหาเถรสมาคมาว่าคำวินิจฉัยตามวรรคสองเผยแพร่ในแถลงการณ์คณะสงฆ์ และให้สำนักงานเผยแพร่ต่อสาธารณะ และข้อ 19 ให้มีคณะธรรมธรกลาง ประกอบด้วยพระภิกษุผู้ทรงภูมิในพระธรรม จำนวนไม่เกินสิบรูป ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(1) พิจารณาและวินิจฉัยปัญหาลักษณะสัทธรรมปฏิรูปเกี่ยวกับพระธรรมคำสอนของ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและปัญหาทางพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบคณะสงฆ์ไทย ตามที่พระสังฆาธิการ ตั้งแต่เจ้าคณะภาคขึ้นไปร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัย
(2) พิจารณาและวินิจฉัยปัญหาที่ปรากฏขึ้นแก่คณะธรรมธรกลางและคณะธรรมธรกลาง เห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญอันควรมีข้อยุติที่ต้องถือปฏิบัติโดยคณะสงฆ์
(3) พิจารณาเรื่องอื่นตามที่มหาเถรสมาคมมอบหมาย หรือคณะรัฐมนตรีถวายให้พิจารณา คำวินิจฉัยของคณะธรรมธรกลางจะมีผลใช้บังคับเมื่ออมหาเถรสมาคมเห็นชอบ และได้รับ พระสังฆราชานุมัติ และให้ถือปฏิบัติตามนั้นโดยเคร่งครัด ให้เลขาธิการมหาเถรสมาคมานำคำวินิจฉัยตามวรรคสองเผยแพร่ในแถลงการณ์คณะสงฆ์


Leave a Reply