เจ้าอาวาสวัดไทยต่างประเทศ!! เป็น “พระสังฆาธิการ-เจ้าพนักงาน” หรือไม่!!

วันที่ 13 มีนาคม 2569   ประเด็นทางกฎหมาย พระธรรมทูตเจ้าอาวาสวัดไทยในต่างประเทศ – ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในต่างประเทศ มีฐานะเป็นพระสังฆาธิการหรือไม่ ? ต้องพิจารณา ดังนี้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕

มาตรา ๔๕ ให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกรเป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา  และกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๔ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ

ข้อ ๔ ในกฎมหาเถรสมาคมนี้ พระสังฆาธิการ หมายถึงพระภิกษุ ผู้ดำรงตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ ดังต่อไปนี้

๑. เจ้าคณะใหญ่
๒. เจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค
๓. เจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด
๔. เจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ
๕. เจ้าคณะตำบล รองเจ้าคณะตำบล
๖. เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส

ส่วนตำแหน่งอื่นที่เรียกชื่ออย่างอื่น จะได้มีระเบียบมหาเถรสมาคมกำหนดเทียบกับตำแหน่งที่กล่าวแล้ว
ด้วยเหตุที่สถานะของวัดไทยในต่างประเทศ ไม่ได้่มีสถานะเป็นวัดตาม ๓๑ แห่ง พ.ร.บ. คณะสงฆ์  ดังนั้น เจ้าอาวาสวัดไทยในต่างประเทศ จึงไม่มีสถานะเป็นพระสังฆาธิการ และไม่ได้เป็น “เจ้าพนักงาน” ด้วย

ส่วนประธานสมัชชาสงฆ์ไทย/ประธานกรรมการบริหารพระธรรมทูต ในต่างประเทศ มีฐานะเป็นพระสังฆาธิการหรือไม่ ? กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๔ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ

ข้อ ๔ วรรคสอง “ส่วนตำแหน่งอื่นที่เรียกชื่ออย่างอื่น จะได้มีระเบียบมหาเถรสมาคมกำหนดเทียบกับตำแหน่งที่กล่าวแล้ว”

ในปัจจุบันยังไม่มีการออก “ระเบียบมหาเถรสมาคมหรือข้อกำหนด ตลอดทั้งประกาศมหาเถรสมาคมว่าด้วยการเทียบกับตำแหน่งพระสังฆาธิการ” ดังนั้น ประธานสมัชชาสงฆ์ไทย/ประธานกรรมการบริหารพระธรรมทูต ในต่างประเทศ (เฉพาะตำแหน่ง) จึงไม่มีฐานะเป็นพระสังฆาธิการ จึงมิได้เป็น “เจ้าพนักงาน” ตามมาตรา ๔๕ แห่ง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ฯ

สถานะของวัดไทยในต่างประเทศ ไม่ใช่วัดตามกฎหมายไทย และภูมิลำเนาของพระภิกษุ  (พระธรรมทูตในต่างประเทศ) 

บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ ๑๒๒/๒๕๖๓ เรื่อง ฐานะของวัด ช. รัฐปีนัง ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ กรณีพระภิกษุซึ่งได้อุปสมบทในประเทศไทย ต่อมาได้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพำนักอยู่นอกราชอาณาจักร วัด ช. ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักร ไม่มีฐานะเป็นวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ดังนั้น จึงไม่อาจถือเอาวัดที่พระภิกษุพำนักอยู่นอกราชอาณาจักรเป็นสถานที่อยู่อันเป็นแหล่งสำคัญได้ กรณีจึงต้องถือว่าพระภิกษุที่พำนักอยู่นอกราชอาณาจักรมีภูมิลำเนาตามวัดที่ปรากฏในหนังสือสุทธิ.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๔๑๐/๒๕๖๕ พระภิกษุในคณะสงฆ์ไทยรวมทั้งผู้ตายที่ได้ไปพำนักและปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่วัดผู้คัดค้านที่ ๒ ยังคงถือว่าอยู่ในความปกครองดูแลโดยมหาเถรสมาคม แต่การจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ในลักษณะดังกล่าวไม่เป็นผลให้วัดผู้คัดค้านที่ ๒ ที่ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรมีฐานะเป็นวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายอื่นบัญญัติรับรองให้วัดผู้คัดค้านที่ ๒ มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทวัด จึงถือไม่ได้ว่าวัดผู้คัดค้านที่ ๒ มีฐานะเป็นวัดตามกฎหมาย และไม่อาจถือได้ว่าที่ตั้งของวัดผู้คัดค้านที่ ๒ ในประเทศดังกล่าวที่ผู้ตายพำนักเป็นภูมิลำเนาของผู้ตาย ดังนั้น เมื่อผู้ตายถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์สินของผู้ตายที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศจึงตกเป็นสมบัติของวัดผู้คัดค้านที่ ๑ ที่เป็นภูมิลำเนาของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๒๓ ผู้คัดค้านที่ ๒ มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกไม่มีสิทธิขอจัดการมรดกของผู้ตาย.

ข้อสังเกต :- หากพระธรรมทูต (พระภิกษุไทย) ที่แปลงสัญชาติโดยการสละสัญชาติไทยแล้ว ผลในทางกฎหมายจะเป็นเช่นไร หรือชาวฝรั่งที่มาอุปสมบทในประเทศไทยแล้วกลับประเทศตั้งวัดในต่างประเทศโดยเป็นสาขาของวัดบางวัดในประเทศไทย ผลในทางกฎหมายจะเป็นเช่นไร นั้น ก็ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. ๒๔๘๑ และกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นสำคัญ

 

ที่มาเฟชบุ๊ค Sut Sut SutsaKhon

Leave a Reply