“มจร” สัญจร!! เตรียมขึ้นดอยเยี่ยม “พระบัณฑิต” อาสาพัฒนาชาวเขา

วันที่ 17 มีนาคม 2569  ระหว่างวันที่ 19 -20 มีนาคม 2569 พระพรหมวัชรธีราจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พร้อมคณะจะเดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจบัณฑิตอาสาพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง ณ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยปฎิบัติต่อเนื่องมาทุกปี

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 60 ปีก่อน มีพระสงฆ์คณะหนึ่งที่เรียกว่า “พระธรรมจาริก“ ได้ออกเดินทางจาริกปฏิบัติศาสนกิจในชุมชนบนพื้นที่สูงบนดอยห่างไกลจากความเจริญของบ้านเมือง เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา และพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้คนในชุมชนบนพื้นที่สูง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย เพื่อเผยแผ่คำสอนของพระพุทธองค์ เหมือนเช่นครั้งพุทธกาล พระพุทธองค์ ตรัสไว้ว่า

  “. ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ พวกเธอจงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถพยัญชนะครบบริสุทธิ์บริบูรณ์  สัตว์โลกทั้งหลายที่มีกิเลสดังผงธุลีในดวงตาน้อยมีอยู่ ย่อมเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม จักมีผู้รู้ธรรม  แม้เราก็จะไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรม…”

สมหมาย สุภาษิต ผอ.ส่วนงานบริหาร สำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม ในฐานะนักประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่าว่า โครงการพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เริ่มมาตั้งแต่ปี 2543  เนื่องจากยุคนั่นผู้บริหารมหาวิทยาลัย ได้เล็งเห็นความสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวเขาบนพื้นที่สูง  โดยเน้นการเข้าถึงเยาวชน เพราะถือว่าเยาวชนเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต  จึงมอบหมายให้ มหาจุฬา ฯ วิทยาเขตเชียงใหม่เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงานโครงการพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา รับสมัครบัณฑิตที่จบการศึกษาจากทางมหาวิทยาลัยทุกวิทยาเขต ที่สนใจในการช่วยดำเนินการพัฒนาด้านจิตใจและส่งเสริมสนับสนุนการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี  และให้ประสานกับองค์กรทุกภาคส่วน  เพื่อความเข้มแข็งของชุมชนบนพื้นที่สูง  ซึ่งทุกปีมหาจุฬา ฯ จะประกาศเชิญชวนพระบัณฑิตที่จบการศึกษาจากปีที่4 ให้ไปปฎิบัติงานเป็นบัณฑิตอาสาในปีสุดท้ายคือปีที่ 5 เข้าร่วมโครงการ แต่จำนวนพระบัณฑิตเท่าที่ทราบมีจำนวนลดลงทุกปี เนื่องจากการอยู่บนเขาบนดอยมีปัญหาทางด้านอยู่อาศัย เสนาสนะบางแห่งไม่พร้อม ทั้งห้องน้ำ กุฎิที่อยู่ รวมทั้งการเดินทางสภาพพื้นที่บางดอยทุรกันดาร ยิ่งฤดูฝนเข้าออกไม่ได้ รวมทั้งการสื่อสาร และวัฒนธรรมประเพณี

“ปัจจุบันพระบัณฑิตอาสาพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงซึ่งอยู่ในกำกับของมหาวิทยาลัยมจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีจำนวนนิสิตปฏิบัติงานทั้งสิ้น 33 อาศรมครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงรายและ จังหวัดแม่ฮ่องสอนเดิมมีบัณฑิตอาสานับร้อยรูป ปัจจุบันเหลือ 33 รูป ซึ่งเดิมพระบัณฑิตเหล่านี้มีค่านิตยภัตที่มหาจุฬา ฯ สนับสนุนเดือนละ 5,000 บาท ตอนหลังถูกตัด เหลือเดือนละประมาณ 2,500 บาท”

ส่วนโครงการ “พระธรรมจาริก”  ก่อตั้งในปี 2508 โดยการดำริของ พระธรรมกิตติโสภณ ต่อมาสมณศักดิ์เป็น สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร พระศรีวิสุทธิวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และนายประสิทธิ์ ดิศวัฒน์ หัวหน้ากองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ (กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์นำหลักธรรมคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่และเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง โดยมีการส่งพระสงฆ์รุ่นแรก หรือ “พระธรรมจาริก” จำนวน 50 รูป ขึ้นไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาบนพื้นที่สูงในภาคเหนือ ผลทำให้ชาวเขาได้รู้จักพระพุทธศาสนาเกิดความเลื่อมใสศรัทธาแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ประมาณ 800 คน และได้ส่งบุตรหลานเข้าบรรพชาเป็นสามเณรจำนวน 12 รูป นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่พระพุทธศาสนาจะได้มีการแผ่ขยายไปสู่กลุ่มชาติพันธุ์ในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งได้รับการอุปถัมภ์จากกรมประชาสงเคราะห์ มูลนิธิเอเชีย รวมทั้งภาคเอกชนอื่น ๆ

​ต่อมา พ.ศ. 2514 ได้มีการก่อตั้งมูลนิธิเพื่อสนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาบนพื้นที่สูง ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์ของมูลนิธิฯ โดยมีชื่อว่า “มูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ชนถิ่นกันดาร ในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนบนพื้นที่สูง โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

​ในปี พ.ศ. 2560  คณะพระธรรมจาริก ได้มีการขยายในพื้นที่การดำเนินการใน 20 จังหวัด มีพระธรรมจาริกปฏิบัติศาสนกิจทั้งในภาคเหนือและภาคกลางตามแนวชายแดน จำนวน 350 รูป 315 อาศรม (400 กว่าหมู่บ้าน) ซึ่งพระธรรมจาริกมีบทบาทหน้าที่ในการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ชี้ทางแนวทางในเรื่องพระพุทธศาสนา ศีลธรรม ความเชื่อและวัฒนธรรมไทย ส่งเสริมสนับสนุนให้ราษฎรบนพื้นที่สูงและภาครัฐมีบาทในกิจกรรมพัฒนาชุมชน อาชีพ รายได้ สิ่งแวดล้อม สร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นภายในชุมชน

​ในปีพ.ศ. 2564 สำนักงานองคมนตรี และโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ได้มอบงบประมาณสนับสนุนการอบรมพระธรรมจาริก เพื่อสนับสนุนให้พระธรรมจาริกได้มีความรู้ ความสามารถในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตบนพื้นที่สูง สำหรับโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในปี 2547 พร้อมพระราชทานทุนส่วนพระองค์เป็นทุนแรกเริ่ม ทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทยมุ่งพัฒนาพระภิกษุและสามเณรให้มีโอกาสในการศึกษาพระธรรมวินัยและนำไปเผยแผ่เพื่อพัฒนาจิตใจและสังคมของพุทธศาสนิกชน

ทั้ง “พระบัณฑิตอาสา-พระธรรมจาริก” เป็นงานที่พระภิกษุกลุ่มหนึ่งภายใต้การสนับสนุนของ มหาวิทยาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดเบญจมบพิตร กองทุนเล่าเรียนหลวง ร่วมกันสนับสนุนเพื่อให้เกิด “นักรบแห่งธรรม” เผยแผ่หลักธรรมแก่ชาวดอย ในขณะที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้สร้างพระนิสิตให้เป็นพระรุ่นใหม่มี “จิตอาสา” ร่วมพัฒนาชาวเขาและเอาใจใส่ชาวเขาอย่างจริงจัง โดยมิเลือกเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ ท่ามกลางวิกฤติศรัทธาของชาวพุทธ ที่กำลังคลอนแคลน การทำงานของเหล่าพุทธสาวกนี้จึงเปรียบได้ดังแสงประทีปบนขุนเขาที่ห่างไกลจากสังคมเมืองอันสับสนวุ่นวายทุกขณะ..

 

 

ขอมูลภาพเฟชบุ๊ค พระอรุณเมธี ดร.

Leave a Reply