วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยปัจจุบันมีวัด 44,504 วัด พระภิกษ 245,978 รูป และ สามเณรอีก 32,273 รูป ด้วยบริบทและทัศนคติของประชาชนในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนจำนวนหนึ่งมักมองการดำรงอยู่ของคณะสงฆ์จำนวนนับแสนรูปในประเทศไทย ในมุมมองของเศรษฐกิจ ผลตอบแทนให้อะไรต่อสังคมและประเทศชาติบ้าง โดยเฉพาะการช่วยเหลือชุมชนหมู่บ้านที่พระภิกษุอาศัยอยู่
มหาเถรสมาคมได้กำหนดภารกิจ 6 ด้านของคณะสงฆ์ ตามหลักการปกครองและปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ได้แก่ 1) การปกครอง 2) การศาสนศึกษา 3) การศึกษาสงเคราะห์ 4) การเผยแผ่ 5) การสาธารณูปการ และ 6) การสาธารณสงเคราะห์

ว่าด้วยด้านสาธารณะสงเคราะห์ ปัจจุบันมีคณะสงฆ์หลายจังหวัดกำลังดำเนินการในหลากหลายมิติ ในการร่วมพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน และสร้างความสามัคคีในสังคมผ่านพลังศรัทธาและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในพื้นที่ อย่างเช่น คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี ภายใต้การนำของ พระราชธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี เจ้าอาวาสวัดโค้งสนามเป้า ประธานกองทุนสังฆประชานุเคราะห์ ได้ดำเนินโครงการ “บ้านสังฆประชานุเคราะห์” อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสที่มีความประพฤติดีในพื้นที่ โดยเน้นการสร้างหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้มั่นคง แข็งแรง ผ่านกองทุนสังฆประชานุเคราะห์ระดับอำเภอและจังหวัด พร้อมทั้งจัดทำโครงการกองทุนพระภิกษุอาพาธและพระภิกษุสงฆ์วัย
พระราชธรรมเมธี ได้เปิดเผยว่า คณะสงฆ์จันทรบุรี ได้ขับเคลื่อนโครงการบ้านสังฆประชานุเคราะห์เมื่อต้นปี พ.ศ.2564 ช่วงวิกฤติโควิด ที่กำหนดให้แต่ละอำเภอสร้างบ้านเพื่ออนุเคราะห์ผู้ยากไร้ ผู้ชรา ผู้พิการ ผู้ยากจน ผู้ด้อยโอกาส รวมถึงผู้ประสบภัยพิบัติไม่มีที่อยู่อาศัยโดยให้มีการจัดตั้งกองทุนสังฆประชานุเคราะห์ในระดับอำเภอและระดับจังหวัดเพื่อช่วยเหลือประชาชน

“การให้ที่อยู่อาศัย เหมือนกับให้ทุกอย่าง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าการให้ที่อยู่อาศัยถือว่าเป็นการให้ทุกอย่าง ทำให้ผู้รับสามารถที่จะดำเนินชีวิตได้อย่างมีความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน แล้วก็มีความสุขใจ อย่างน้อยเวลาฝนตกแดดออกก็ไม่ต้องพ้นทุกข์ทรมาน ในการที่ประสบภัยธรรมชาติ พร้อมทั้งชี้แจงถึงปัจจัยที่ร่วมสมทบทุนสร้างบ้านว่า เงินส่วนนี้ เป็นเงินรับบริจาคไม่ใช่เงินจากส่วนราชการ หากดำเนินการจัดสร้างบ้านแล้วเสร็จ เงินส่วนนี้ยังมีเหลือก็ขอให้เก็บเอาไว้เป็นกองทุนของอำเภอต่อไป ปัจจุบันสร้างและมอบให้กับประชาชนผู้ยากไร้แล้วประมาณ 200 หลังคาเรือน..”

พระราชธรรมเมธี กล่าวต่ออีกว่า นอกจากคณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรีทำโครงการบ้างสังฆประชานุเคราะห์แล้วยังได้ดำเนินกิจกรรมดูแลพระภิกษุอาพาธด้วย สำหรับโครงการนี้ชักชวนให้พระภิกษุทุกวัยมาร่วมเป็นสมาชิก “สำหรับสมาชิกเก็บปีละ 1,000 บาทต่อรูป รับสมาชิกทุกวัย หากรูปใดป่วยปีหนึ่งเข้าโรงพยาบาลได้ 30 วัน ทางกองทุนดูแลให้ฟรี เวลาเกิดอุบัติเหตุก็มีค่าดูแลไปทำแผลไปหาหมอ เบิกจากกองทุนพระภิกษุอาพาธนี้ได้หมด แม้กระทั้งป่วยติดเตียงกองทุนนี้ก็ดูแล ปัจจุบันสังคมชาวพุทธวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไป พระภิกษุต้องพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด นั่นก็คือ พระภิกษุก็ต้องดูแลกันเอง จะได้ไม่ต้องลำบากญาติโยม สำหรับกองทุนนี้ดูแลตั้งแต่ป่วยจนถึงมรภาพ หากมรณภาพก็จะมีค่าฌาปนกิจให้รูปละ 20,000 บาท ไม่ถึงว่ามาก แต่มันคือทางรอดของคณะสงฆ์ยุคปัจจุบัน..”


Leave a Reply