วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ อาคาร มวก.48 พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระพรหมวัชรธีราจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) พร้อมด้วย พระเทพวัชรสารบัณฑิต รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา ดร.สุรพล สุยะพรหม รองอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร ร่วมพิธี ในการลงนามแผนการปฎิบัติตามบทบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และกองทุนช่วยเหลือสังคมสภาแห่งชาติ แห่ง สปป.ลาว โดยมีพระอาจารย์ใหญ่พวงประเสริฐ พูมาวงส์ หัวหน้ากรรมาธิการศึกษาสงฆ์ศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์แห่ง สปป ลาว, พระอาจารย์ อธิปไตย ไมตรีจิต หัวหน้าห้องการบริหารงานศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์แห่ง สปป ลาว, ดร.วิภาวรรณ พรหมวิหาร ประธานกองทุนช่วยเหลือสังคมสภาแห่งชาติ และคณะ ร่วมเดินทาง โดยมีคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตอนรับอย่างพร้อมเพรียง

พระพรหมวัชรธีราจารย์ ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ยินดีต้อนรับผู้แทนองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์แห่ง สปป ลาว ดร.วิภาวรรณ พรหมวิหาร และคณะ ด้วยความยินดียิ่ง การเดินทางมาในวันนี้มีเป้าหมายและจุดประสงค์หลัก คือ การติดตาม แลกเปลี่ยน และวางแผนร่วมกันในการที่จะทำงานร่วมกันระหว่างสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ได้ไปลงนาม MOU ไว้เพื่อจัดต้องกองทุนช่วยเหลือสังคมสภาแห่งชาติ แห่งสาธารณรัฐประชาชนลาว มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ทำงานร่วมกันระหว่างทั้ง 2 ประเทศ เพื่อความเจริญงอกงามให้กับพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ต่อไป..
ด้าน ดร.สุรพล สุยะพรหม กล่าวว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า วิสฺสาสา ปรมา ญาติ ความคุ้นเคย เป็นญาติอย่างยิ่ง แม้ไม่ได้เป็นญาติกันทางสายโลหิตก็ตามที วันนี้มหาจุฬา ฯ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติจากผู้แทน สปป.ลาว ที่ผ่านมาพวกเราในฐานะมิตรประเทศมีภาษา อาหารและวัฒนธรรมคล้ายคลึงกันจึงเป็นเพื่อนบ้านเรือนเคียงที่คบกันได้อย่างสนิทใจ โดยเฉพาะมีพระพุทธศาสนา และคณะสงฆ์ เป็นตัวเชื่อม และที่สำคัญ มหาจุฬา ฯ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกับสถานทูตลาวในประเทศไทยด้วยความราบรื่น
“ปัจจุบันพระนิสิตลาวมาเรียนที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นจำนวนมากทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เวลาเจอพระผู้ใหญ่ ระดับเจ้าอาวาสท่านมักถามอยู่เสมอว่ามีพระนิสิตลาวบ้างหรือไม่ หากมีจะขอให้มาอยู่ที่วัดอาตมา เนื่องจากพระลาว มีวัตรปฎิบัติที่น่าเลื่อมใส ขยันทำวัตรสวดมนต์ กวาดลานวัด การทำ MOU จึงเป็นสิ่งที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับชาว มจร ที่จะได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดกันต่อไป..”

ขณะที่ ดร.วิภาวรรณ พรหมวิหาร ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า รุ้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เดินทางมายังมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จุดประสงค์ในการเดินทางมาในวันนี้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง คณะทำงาน กองทุนช่วยเหลือสังคมสภาแห่งชาติ แห่ง สปป.ลาว กับ มจร ซึ่งได้ลงนาม MOU ร่วมกันไว้ ข้าพเจ้าคิดอยู่เสมอว่าอยากช่วยเหลือพระสงฆ์ลาว พัฒนาบุคลากรด้านพระพุทธศาสนา ยิ่งตอนมารับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ตอนนั้นมีความภาคภูมิใจมาก ไม่คิดว่าจะได้รับเกียรติจาก มจร ให้มารับดุษฎีกิตติมศักดิ์ ตอนนั้นคิดในใจว่าอยากช่วยเหลือพระสงฆ์ อยากทำงานร่วมกับ มจร

“พระสงฆ์เสมือนบุรุษไปรษณีย์ ในการนำธรรมะไปสู่ประชาชน หากพระสงฆ์มีภูมิความรู้ธรรมะเยอะ ก็จะส่งผลดีต่อประชาชนชาวลาวของข้าพเจ้า โดยเฉพาะพระนิสิตที่มาเรียนอยู่ที่ มจร ข้าพเจ้าอยากถวายทุนการศึกษา จึงปรึกษาหารือกับ พระเทพวัชรสารบัณฑิต (เจ้าคุณประสาร) ว่าจะทำอย่างไร จึงจะมีหนทางสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้กับพลเมืองลาวได้บ้าง จึงสรุปว่าต้องทำ MOU ร่วมกัน และตั้งคณะทำงานติดตาม ประสานงาน และมีแผนงานรองรับ เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความราบรื่นระหว่าง สปป.ลาว กับ มจร “
สำหรับแผนการร่วมมือระหว่าง กองทุนช่วยเหลือสังคมสภาแห่งชาติ แห่ง สปป ลาว และ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีรายละเอียด ดังนี้:
1.มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ระดมทุนจากบุคคล นิติบุคคล องค์กรทางสังคม และองค์การระหว่างประเทศต่างๆ ทั้งภายใน และต่างประเทศ เพื่อทุนการศึกษา
2.ทั้งสองฝ่าย แลกเปลี่ยนการเยียมเยือน ทัศนศึกษา และจัดการประชุมสัมมนาด้านวิชาการ ทั้งในรูปแบบพบปะกันโดยตรง และทางออนไลน์ในระดับประธานกองทุน/อธิการบดี รองประธานกองทุน/รองอธิการบดี และคณะกรรมการกองทุน/คณะวิชาการมหาวิทยาลัย อย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี ตามหัวข้อที่ทั้งสองฝ่ายเสนอ
3.มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ให้ทุนการศึกษาในระดับปริญญาตรีและ ระดับบัณฑิตศึกษา (สูงกว่าปริญญาตรี) ทั้งบรรพชิต และ คฤหัสถ์ไม่น้อยกว่า 10 ทุนต่อปีโดยผ่านการคัดเลือกจากศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว รับผิดชอบ และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป-กลับ ค่ากินอยู่-ที่พัก เบี้ยเลี้ยง ค่าวีซ่า ประกันชีวิตและสุขภาพ ในระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ในราชอาณาจักรไทย สำหรับกองทุนช่วยเหลือสังคมสภาแห่งชาติแห่ง สปป ลาว จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการด้านเอกสารและอื่นๆ ใน สปป ลาว

4.กองทุนช่วยเหลือสังคมสภาแห่งชาติแห่ง สปป. ลาว จะเสนอแผนงานความต้องการ เพื่อส่งให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ช่วยระดมทุนในการก่อสร้างโรงเรียนสงฆ์ มหาวิทยาลัย และการบูรณะซ่อมแซมอาคารเรียนของสงฆ์ หรืออุปกรณ์ทางการศึกษา ในจังหวัดต่าง ๆ ของ สปป. ลาว
5.มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ช่วยจัดหาผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการ เพื่อช่วย สปป ลาว ในการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาตามแผนพัฒนาการศึกษาสงฆ์ของ สปป. ลาว เพื่อยกระดับการศึกษาจากระดับวิทยาลัยขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยในอนาคต
6.ร่วมกันแลกเปลี่ยน และจัดหาข้อมูลข่าวสารที่จ าเป็นตามกรอบการศึกษาสงฆ์ เพื่อทำการวิจัยหรือใช้เป็นบทเรียนทางด้านวิชาการให้แก่กองทุนช่วยเหลือสังคมสภาแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตามการเสนอของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
7.ทั้งสองฝ่ายร่วมกันผลัดเปลี่ยนเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม เพื่อปรึกษาหารือและประเมินผลการปฏิบัติตามแผนงานของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ในช่วงกลางและท้ายวาระ
8.ร่วมมือกันแลกเปลี่ยนกิจกรรมทางด้านพุทธศาสนา ศีลปะและวัฒนธรรมอันดีงามระหว่างกันตามความเหมาะสม
9.ในกรณีที่มีงานเร่งด่วน และจำเป็น ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถแจ้งให้อีกฝ่ายทราบเพื่อทำการปรึกษาหารือและแก้ไขอย่างทันท่วงที
สำหรับแผนปฏิบัติการฉบับนี้ กำหนดระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นต้นไป และอาจขยายระยะเวลาได้ตามความเห็นชอบร่วมกันเป็นลายลักษณ์อักษรของทั้งสองฝ่าย ผ่านการเห็นชอบทั้งสองฝ่าย


Leave a Reply