วันที่19 กรกฎาคม 2569 วานนี้เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมวัดใหม่(ยายแป้น) เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ พระเมธีวัชรบัณฑิต ,ศาสตราจารย์ ดร. (พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส) เจ้าอาวาสวัดใหม่(ยายแป้น) เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำกรุงเทพฯ แห่งที่ 79 ได้จัดให้มีการประชุมระดมแนวคิดการออกแบบพื้นที่ “นิพพานสถานธรรม” โดยมีนักออกแบบหรือดีไซน์เนอร์((Designer) นักออกแบบตกแต่งภายใน นักออกแบบภูมิทัศน์ แพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์ไทยแผนโบราณ นักจิตวิทยา ผู้แทนชุมชน อาทิ นายนภพล มนต์มนัสสิทธิ ผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อย นายแพทย์วิโรจน์ ตระการวิจิตร “หมอคิม” อดีตผอ.โรงพยาบาลนครธน ผู้เขียนหนังสือ ปรับใจ เยียวยากาย คุณสุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์ร่ามีเดีย แอนด์คอลซัลติ้ง จำกัด นักสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ศาสตราจารย์ ดร.สุริยเดว ทรีปาตรี “หมอเดว” อดีตผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น คุณอิทธิพล สุรีรัตน์ “พี่ยุ่น” กรรมการผู้จัดการบริษัท แม่น้ำร้อยสาย จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและภูมิสถาปัตย์ ฯลฯ

พระเมธีวัชรบัณฑิต กล่าวเปิดการประชุมว่า วันนี้มีหลายท่านเข้ามาร่วมทำงานด้วยกันซึ่งเป็นงานที่ยาก งานที่ว่ายากคืองานพาคนไปนิพพาน หลายคนไม่อยากไปเพราะเข้าใจว่าไปนิพพานคือไปตาย ความจริงนั้นไม่ใช่ ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่ติดตัวมาทุกภพทุกชาติ แม้ชาตินี้ไม่ได้ชาติต่อไปต้องได้ ในขณะที่เราเดินทางสิ่งที่เกิดขึ้นในสองเท้าที่ก้าวเดิน คือการมีสติ เมื่อมีสตินิพพานก็จะเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ได้หมายความว่าต้องรอให้ตายแล้วจึงได้นิพพาน แล้วเราควรทำอย่างไรจะพาคนไปสู่ดาวเหนือคือนิพพาน ดาวเหนือคือสิ่งที่เราหมายตาอยู่ตลอดเวลา ขณะเดี่ยวกันสองก้าวที่เราก้าวเดินทุกก้าวจะต้องมีนิพพาน หรือที่เรียกว่านิพพานทุกย่างก้าว หลายคนมัวมุ่งแต่วิสัยทัศน์ขององค์กรจนลืมวิสัยทัศน์ของตัวเอง พอชีวิตไม่มีวิสัยทัศน์ นิพพานก็ไม่ได้ฝังอยู่ในใจ นิพพานคือความเย็น ความสงบ ความสุข เมื่อไม่มีฝังอยู่ในใจจึงนำพาตัวเองไปเข้าบาร์เข้าผับไฟไหม้ตายบ้างอะไรบ้าง เราอาจจะลืมไปว่าเรามีหมุดหมายจึงพาตัวเองไปทำอะไรก็ไม่รู้ ไม่มีใครคอยกระตุ้นว่า นิพพานอยู่ในใจนะ คำนี้มันไม่ปรากฏ นี่คือที่มาว่าทำไมพวกเราต้องชูนิพพานขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง เพื่อให้ทุกคนนึกขึ้นมาได้ว่า มันยังมีวิชชั่น ยังมีอยู่ไม่ได้หายไปไหน ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงให้เรานึกถึงนิพพานอยู่ตลอดเวลา ทุกลมหายใจเข้าออกว่า เย็นนะ เบานะ นำพาให้จากการแบกสู่การวาง แบกอะไร แบกอัตตา แบกชื่อเสียง แบกยศ แบกตำแหน่ง แบกเงินทอง แบกลูกแลกหลาน แบกบ้านเรือน แบกโลกกันเอาไว้ ตื่นเช้ามาก็แบกกันแต่เช้า ทำงานก็แบก เจอลูกค้าก็แบก ชีวิตมีแต่แบก

คนในกรุงแบกมากกว่าคนต่างจังหวัด ที่พอมืดค่ำก็หลับแล้ว คนต่างจังหวัดหิว คนยากจนหิว พออาหารตกถึงท้องเขาก็หลับแล้วไม่สนใจ แต่มีคนกลุ่มหนึ่งนอนไม่หลับคือคนรวย คนมีเงินมีทอง คนมียศมีตำแหน่ง มีเกียรติยศศักด์ศรี มีหน้าตา คนพวกนี้นอนไม่หลับ จะทำอย่างไรถึงนอนหลับ ก็ต้องวาง ถ้าจะวางก็ต้องมานิพพานสถานธรรม เราจึงมาร่วมกันสร้างสถานที่อันร่มรื่น มีแม่น้ำใสเย็น มีอาหารสัปปายะ มีอุตุสัปปายะ อากาศดีมาก ต้นไม้ใบหญ้าดีมาก ที่อยู่ที่พักดีมาก เป็นสัปปายะ น้อมนำไปสู่ธรรมะสัปปายะ เช่นเดียวกับที่อุรุเวลาเสนานิคม เป็นสถานที่พระพุทธเจ้าถึงนิพพานได้ จากแม่น้ำเนรัญชรามาสู่คลองบางกอกน้อย วัดใหม่ยายแป้นของเรามีพื้นที่ติดคลองบางกอกน้อย เดิมนั้นภาพของวัดไม่ดีเท่าที่ควร เพราะถูกสะสมมาเรื่อยๆ ทำให้ญาติโยมคนชั้นกลางทั้งหลายไม่มีสถานที่ปฏิบัติธรรม พากันไปสร้างในพื้นที่ป่าเขา สร้างบนเขาใหญ่ เพื่อไปหาอีโคซิสเต็มแห่งใหม่ เพื่อหาที่เย็นที่เบา บ้างก็ทำที่ปฏิบัติธรรมในหมู่บ้านจัดสรร ทำให้รู้สึกว่าทำให้เขาเบาสบาย เมื่อมาถึงวัดใหม่ยายแป้นจึงอยากสร้างให้เป็นนิพพานสถานธรรม สถายธรรมที่นำผู้คนพ้นจากสภาพที่แบกเข้าสู่การปล่อยวาง นิพพานแปลว่า “วาง” นิพพานัง ปรมัง สุญญัง สถานธรรมที่นำผู้ปฏิบัติซึ่งกำลังแบกโลกอยู่เข้าถึงวิธีแห่งการวาง เราจึงนำแบรนด์นี้มาเป็นอีโคซีสเต็มที่ดี มีเส้นทางน้ำ มีเส้นทางบก เข้าถึงอย่างสะดวกสบาย
ทั้งนี้ในที่ประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะแนวต่อทางการสร้าง “นิพพานสถานธรรม” อย่างหลากหลาย สอดคล้องกับแกนความคิดหลักที่ต้องการให้เป็นพื้นที่พักใจจากความเหนื่อยของชีวิตเมือง ที่ผสมผสานสถาปัตยกรรม ธรรมชาติ และการภาวนา ให้เป็นประสบการณ์เดียวกัน เรียนรู้การ “วาง” โดยไม่ต้องละทิ้งชีวิต ซึ่งสิ่งที่คนเมืองแบกไว้ คือ แบกความสำเร็จ แบกความหวัง แบกความสัมพันธ์ แบกความคิด อย่างตอบโจทย์ด้วยสถาปัตยกรรมทั้งภายนอก ภายใน ที่ไม่ใช่การพาคนหนีออกจากเมือง แต่ยังคงไว้ซึ่ง อุโบสถ แกนกลางแห่งความสงบ และสวนนิพพานรมณีย์ เพื่อให้คนได้ เย็นลง เบาลง เดินช้าลง หายใจลึกขึ้น และเริ่มวางลงโดยไม่ต้องแบกทุกอย่างไว้ภายในอีกต่อไป

นพ.สุริยเดว เสนอแนะต่อที่ประชุมว่า การจะเชิญชวนคนเข้ามาใช้สถานปฏิบัติธรรมธรรมสถาน พระอาจารย์น่าจะต้องการให้คนกรุงเข้ามาใช้เท่านั้น ส่วนคนยากจน คนเร่ร่อนคงไม่มีปัญญาเข้ามาใช้สวนนิพพานรมณีย์ แม้จะเปิดสถานที่นี้ให้แล้วก็ตาม แต่ด้วยโซเชียลไลฟ์แบบนี้พาให้คิดถึงตรงนั้นทันที ถ้าจะให้ตอบโจทย์ระดับโลก ความเหลื่อมล้ำในโลกเยอะมากเสียจนทำให้รู้สึกว่าใครบ้างจะมาตรงนี้ ควรทำให้คนไม่รู้สึกว่ามันศิวิไลเหมือนได้เข้ามาอีกโลกหนึ่ง ซึ่งจะเป็นโลกแห่งความเป็นจริงของเขาไม่ได้เลย ผมขอถามคนทำว่าตั้งใจทำเพื่อใคร ถ้าตอบไม่ได้ก็ลำบากใจเหมือนกัน แรกนั้นผมขอชื่นชมทำได้สุดยอดมาก แต่ก็ทำให้จำกัดคนส่วนหนึ่งออกไปเลย ต้องเข้าใจว่าปัจจุบันความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูงมาก ทำให้คนจำนวนหนึ่งหมดโอกาสเข้าถึงยูนิเวอร์ดีไซน์นี้ยากมาก พระอาจารย์คงพบโจทย์จากคนที่พบความทุกข์ บางคนอยากมาเข้านิพพานแต่ทิ้งความทุกข์ทางบ้านมาเข้านิพพานไม่ได้ ถ้าอุ้มลูกน้อยมาด้วยจะเอาวางไว้ที่ไหน แม้ยายที่แก่ชรานั่งรถวิลแชร์มาจะขอเข็นรถเข็นเข้ามาด้วยได้ไหม พื้นที่นี้อลังการมากเป็นจุดปักหมุดเด่นของบางกอกน้อยแน่นอน แต่ว่ามันตอบโจทย์โลกนี้จริงไหม ผมไม่แน่ใจ
ขอให้นิพพานสถานธรรม ทำอย่างไรให้ประหยัดงบน้อยที่สุด ผมพยายามจะสื่อให้เห็นว่าหลายๆ ที่เขาใช้แบบง่ายๆ เดินจากบ้านแต่ร้อยเมตรก็ถึง อย่าลืมว่านับจากนี้แค่สองสามปีภาวะค่าครองชีพจะสูงกว่านี้อีกเยอะ สถานการณ์รถชนพระมรณะ 10 รูปโดยเด็กออทิสติก คงไม่ใช้ครั้งสุดท้าย มันยังมีระเบิดเวลาที่พร้อมจะระเบิดขึ้นมาอีก เราจะทำอย่างไรนิพพานสถานธรรมที่เราออกแบบมาแล้วเนี่ยจะช่วยดีไซต์ให้เป็นแบบฉบับกระเป๋าให้สามารถนำไปทำที่อื่นได้โดยแทบไม่ใช้เงินเลยก็จะตอบโจทย์โลกได้ ไม่เช่นนั้นตรงนี้จะกลายเป็นอนุสาวรีย์โลก ที่คนไม่สามารถจะใช้โมเดลนี้ในพื้นที่อื่นได้เลย การปฏิบัติตัวคนต่อคนที่แหละสำคัญ คนหนึ่งไม่มีสถานะ กับอีกคนหนึ่งมีสถานะอย่างมาก เมื่อเน้นให้ “วาง” วางได้จริงไหม เอาคนรวยเจอกับคนเรร่อนแล้วให้อยู่ด้วยกันได้ ต้องอยู่ด้วยกันได้ถ้าละวางได้จริง

“พื้นหญ้าของนิพพานสถานธรรมไม่ควรตัดให้เสมอกัน ตัวกระตุ้นประสาทจะไม่มี การก้าวเดินที่เดินอยู่ถ้าใจเหม่อลอยจะสะดุด เป็นความละเอียดที่เล็กน้อยแต่มีความหมายมาก ทำอย่างไรให้ใจนิ่งแล้วยังอยู่กับตัวเรา อยู่กับปัจจุบัน เดินอย่างมีสติโดยที่ไม่พลั้งไม่พลาด แต่ทุกอย่างถ้าราบเรียบเป็นแพทเทิร์นอยู่เรื่อยๆ มันก็จะเป็นแบบซ้ำๆ ที่เราเคยเห็นอยู่ทั่วไป เพราะวิถีชีวิตจิตจริงมันไม่ได้ราบเรียบขนาดนี้ กายต้องวิ่ง ใจต้องนิ่ง กระบวนการนี้สำคัญ กายวิ่งก็จะทำให้ใจแข็งแรง กายพร้อมใจเปิดสมองจะเกิดการเรียนรู้ อะไรที่ทำให้กายนิ่งใจเปิด สมองจะเกิดการเรียนรู้ทันที ขอฝากไว้” คุณหมอเดว กล่าว


Leave a Reply