“นิยม เวชกามา” ติดใจปมเรียกเงิน 30 ล้าน “คดีเงินทอนวัด” ย้ำ!! รัฐต้องเยียวยาพระเถระทั้ง 7 รูป

วันที่ 13 สิงหาคม 2569   ดร นิยม เวชกามาอดีต ส.ส.สกลนคร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นนักการเมืองที่เกาะติด คดีเงินทอน มาต่อเนื่อง ตั้งแต่ครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอภิปรายเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพระภิกษุที่ต้องคดีเงินทอนวัดหลายครั้ง กล่าวชื่นชมหนังสือคดีเงินทอนวัดของวัดสระเกศ ที่เล่าลึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์คดี “เงินทอนวัด” พร้อมกับตั้งคำถามว่า ปมโทรศัพท์เรียก 30 ล้านต้องตรวจสอบ พร้อมถามรัฐ พระถูกขังหลายร้อยวัน ใครรับผิดชอบ?

หนังสือบันทึกเหตุการณ์คดี “เงินทอนวัด” ที่จัดทำโดยคณะสงฆ์วัดสระเกศ กำลังได้รับความสนใจ เพราะเป็นการบันทึกเหตุการณ์จากมุมของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ตั้งแต่เช้ามืดวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 วันที่เจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติการกับพระมหาเถระจาก 3 วัด คือ วัดสามพระยา วัดสระเกศ และวัดสัมพันธวงศ์ ไปจนถึงกระบวนการต่อสู้คดีและการคืนสมณศักดิ์ในเวลาต่อมา

สำหรับ ดร.นิยม เวชกามา ซึ่งเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เคยอภิปรายเรียกร้องความเป็นธรรมให้พระที่ได้รับผลกระทบจากคดีเงินทอนวัด เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงหนังสือที่บันทึกเหตุการณ์ในอดีต แต่เป็นเอกสารที่ควรนำมาอ่านเพื่อทบทวนว่า ในวันนั้นเกิดอะไรขึ้น และประเทศไทยได้บทเรียนอะไรจากกระบวนการดังกล่าว

ดร.นิยมเห็นว่า การตรวจสอบการทุจริตเป็นเรื่องจำเป็น หากมีผู้กระทำผิดก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ขณะเดียวกัน ผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องได้รับสิทธิในการต่อสู้คดี และต้องไม่ถูกตัดสินว่าเป็นผู้กระทำผิดก่อนที่กระบวนการยุติธรรมจะถึงที่สุด

เรื่องนี้ ดร.นิยมเคยออกมาเรียกร้องมาตั้งแต่ปี 2564 โดยตั้งคำถามถึงพระที่ถูกคุมขังเป็นเวลานานและต่อมาศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคืนความเป็นธรรมให้กับพระที่ได้รับผลกระทบ

จากวันจับกุม สู่บันทึกอีกด้านของประวัติศาสตร์

หนังสือของวัดสระเกศเล่ารายละเอียดตั้งแต่ก่อนการจับกุม สัญญาณที่เกิดขึ้น วิธีการของเจ้าหน้าที่ การสอบสวน ตลอดจนสิ่งที่พระสงฆ์ต้องเผชิญในกระบวนการยุติธรรม

เนื้อหายังบันทึกถึงมุมมองของฝ่ายพระสงฆ์ต่อวิธีการสอบสวนและการต่อสู้คดี รวมถึงการเตรียมเอกสารและการรักษาสติระหว่างเผชิญสถานการณ์กดดัน

เหตุการณ์ครั้งนั้นมีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ 7 รูปถูกดำเนินคดีในคดีเงินทอนวัด โดยในกลุ่มดังกล่าวมี พระพรหมดิลก วัดสามพระยา พระพรหมสิทธิ วัดสระเกศ และ พระพรหมเมธี วัดสัมพันธวงศ์ รวมอยู่ด้วย

ต่อมาเส้นทางคดีของแต่ละรูปแตกต่างกันไป และหลายคดีจบลงด้วยคำพิพากษาที่ยกฟ้องหรือการคืนความเป็นธรรมแก่พระที่ถูกกล่าวหา

พระพรหมดิลก และ พระพรหมสิทธิ ได้รับ คืนสมณศักดิ์ หลังคดีถึงที่สุด โดยมี การประกาศคืนสมณศักดิ์ ให้ถือเสมือนว่าไม่เคยถูกถอดถอนมาก่อน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง อดีตพระพรหมเมธี หรือพระจำนงค์ เอี่ยมอินทรา อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน โดยศาลเห็นว่าพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลย ขณะเดียวกันมีคำสั่งในส่วนแพ่งให้คืนเงิน 5 ล้านบาทแก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ปม “30 ล้านบาท” ดร.นิยมย้ำ ไม่ควรปล่อยผ่าน

ประเด็นหนึ่งในหนังสือที่ ดร.นิยม เห็นว่าสังคมไม่ควรมองข้าม คือกรณีที่หนังสือบันทึกถึง โทรศัพท์ลึกลับจากบุคคลที่อ้างผู้ใหญ่ และเรียกเงิน 30 ล้านบาท เพื่อเคลียร์คดี

เรื่องนี้ยังเป็นข้อกล่าวอ้างที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ จึงไม่ควรด่วนสรุปว่าใครเป็นผู้เรียก หรือมีการเรียกรับเงินจริงโดยไม่มีการตรวจสอบหลักฐาน

แต่ในทางกลับกัน ดร.นิยมเห็นว่า ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งต้องตรวจสอบ

ถ้ามีการเรียกเงินจริง เรื่องนี้ปล่อยผ่านไม่ได้ จะเป็นใครเรียกก็ต้องตรวจสอบ จะอ้างผู้ใหญ่คนไหนก็ต้องตรวจสอบ”

สิ่งที่ควรค้นหาคือ ใครเป็นผู้โทรศัพท์ หมายเลขโทรศัพท์มาจากไหน มีการติดต่อจริงหรือไม่ ใครเป็นผู้ประสาน ผู้ใหญ่ที่ถูกกล่าวอ้างคือใคร และมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

หากตรวจสอบแล้วพบว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ก็ต้องทำให้ชัดว่าไม่เป็นความจริง

แต่ถ้ามีมูล มีพยาน หรือมีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ก็ต้องเดินหน้าหาความจริงต่อไป

เพราะการนำคดีความมาใช้เป็นช่องทางเรียกรับเงิน หากเกิดขึ้นจริง ย่อมไม่ใช่เรื่องของพระหรือวัดใดวัดหนึ่ง แต่กระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม

เรื่องนี้ไม่ควรจบแค่การเขียนไว้ในหนังสือ ถ้ามีคนเรียกเงินจริง ต้องหาตัวให้เจอ ถ้าไม่ได้เรียก ก็ต้องพิสูจน์ให้ชัดว่าไม่ได้เรียก”

พระถูกคุมขังหลายร้อยวัน รัฐต้องคิดอย่างไร?

อีกประเด็นที่ ดร.นิยม เห็นว่าสำคัญไม่แพ้กัน คือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพระสงฆ์ระหว่างกระบวนการยุติธรรม

พระเถระบางรูปถูกคุมขังต่อเนื่องเป็นเวลาหลายร้อยวัน โดยมีข้อมูลว่าพระพรหมดิลกและอดีตพระอรรถกิจโสภณถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่การฝากขังวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 และในปี 2564 ดร.นิยมเคยออกมาเรียกร้องเรื่องพระที่ “ติดคุกฟรี 450 วัน” พร้อมตั้งคำถามว่าใครจะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น…!!!

วันนี้ เมื่อเวลาผ่านไป คำถามนั้นยังมีความหมายอยู่

เพราะอิสรภาพที่เสียไป ชื่อเสียงที่เสียหาย และเวลาที่หายไปในชีวิต ไม่มีใครนำกลับคืนมาได้

ดร.นิยมจึงเห็นว่า เมื่อคดีสิ้นสุดและศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง รัฐไม่ควรมองเพียงว่า “คดีจบแล้ว”

แต่ควรถามต่อว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ใครจะรับผิดชอบ?

พระรูปหนึ่งอาจสูญเสียเวลาหลายร้อยวัน ต้องออกจากตำแหน่ง ต้องสูญเสียสมณศักดิ์ ต้องเผชิญกับกระแสสังคม และต้องหยุดงานที่เคยทำเพื่อพระพุทธศาสนา

เมื่อศาลพิพากษายกฟ้อง ความเสียหายเหล่านี้ไม่ได้หายไปพร้อมกับคำพิพากษา

“เวลาที่ท่านเสียไป เอากลับคืนมาไม่ได้ แต่ความเป็นธรรมยังคืนให้ท่านได้”

แล้วพระอีกหนึ่งรูปที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา?

ดร.นิยมยังตั้งคำถามถึงพระที่ได้รับผลกระทบจากคดีเงินทอนวัดซึ่งยังไม่ได้รับการเยียวยาอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะกรณีของ อดีตพระพรหมเมธี แห่งวัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งคดีอาญาของท่านเพิ่งมีคำพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569

กรณีนี้ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อกระบวนการยุติธรรมได้มีคำพิพากษาแล้ว หน่วยงานรัฐจะดำเนินการต่ออย่างไร

การคืนความเป็นธรรมไม่ควรหมายถึงเพียงการคืนสมณศักดิ์หรือคืนตำแหน่งเท่านั้น แต่ควรพิจารณาถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตและชื่อเสียงของผู้ถูกดำเนินคดีด้วย

ดร.นิยมเห็นว่า หากรัฐมีหลักเกณฑ์ในการเยียวยาพระที่ได้รับผลกระทบ ก็ต้องตอบให้ชัดว่าหลักเกณฑ์นั้นคืออะไร และใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

ถ้ารูปหนึ่งได้รับความเป็นธรรม รูปที่มีข้อเท็จจริงและสถานะทางคดีใกล้เคียงกันก็ต้องได้รับการพิจารณาด้วยหลักเดียวกัน

ไม่ควรมีใครต้องร้องขอความเป็นธรรมซ้ำแล้วซ้ำอีก เพียงเพราะกระบวนการของรัฐยังไม่เดินไปถึงจุดที่ควรจะเป็น

ตรวจสอบคนผิด ต้องไม่ลืมรับผิดชอบต่อคนที่ไม่ผิด

ดร.นิยมย้ำว่า การพูดเรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าจะปกป้องพระสงฆ์ที่กระทำผิด

หากมีหลักฐานว่าพระรูปใดทุจริต ต้องดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา และหากศาลมีคำพิพากษาว่าผิดก็ต้องรับโทษ

แต่ในทางกลับกัน หากศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง รัฐก็ต้องเคารพคำพิพากษาและพิจารณาคืนความเป็นธรรมให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบ

นี่คือหลักเดียวกันที่ควรใช้กับทุกคน

เพราะการปราบปรามการทุจริตกับหลักนิติธรรมต้องเดินไปด้วยกัน  จับคนผิดให้ได้ แต่ต้องไม่ทำให้คนบริสุทธิ์ต้องรับผลของความผิดที่เขาไม่ได้ก่อ

หนังสือเล่มนี้จึงมีความหมายมากกว่าบันทึกของวัดสระเกศ

ในมุมของ ดร.นิยม หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าในฐานะบันทึกเหตุการณ์ช่วงหนึ่งของพระพุทธศาสนาไทยที่ไม่ควรถูกลืม

เพราะข่าวการจับกุมอาจอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์เพียงไม่กี่วัน แต่ผลกระทบต่อชีวิตของพระสงฆ์และสถาบันสงฆ์ดำเนินต่อไปอีกหลายปี

การที่คณะสงฆ์วัดสระเกศเลือกบันทึกเรื่องราวตั้งแต่วันจับกุม วิธีการสอบสวน การต่อสู้คดี ไปจนถึงวันที่ได้รับคืนสมณศักดิ์ จึงเป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่ควรนำมาอ่านประกอบกับเอกสารและคำพิพากษาของศาล เพื่อให้สังคมเห็นภาพเหตุการณ์อย่างรอบด้าน

ดร.นิยมเห็นว่า บทเรียนสำคัญจากคดีเงินทอนวัดมีอยู่สองด้าน

ด้านหนึ่ง ประเทศต้องจริงจังกับการตรวจสอบเงินงบประมาณและการทุจริต ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในหน่วยงานรัฐหรือเกี่ยวข้องกับวัด

แต่อีกด้านหนึ่ง กระบวนการตรวจสอบต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและหลักความเป็นธรรม

รวมถึงเมื่อมีข้อกล่าวหาเรื่องการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการช่วยคดี ก็ต้องตรวจสอบเช่นเดียวกัน

จะเป็นพระ เป็นข้าราชการ เป็นตำรวจ หรือเป็นผู้มีอำนาจ หากมีข้อกล่าวหาที่มีมูล ก็ต้องตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน

“คดีจบ แต่ความรับผิดชอบของรัฐยังไม่จบ”

สำหรับ ดร.นิยม เรื่องเงินทอนวัดจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงคดีเก่า และไม่ควรจบลงเพียงการคืนสมณศักดิ์ให้พระบางรูป

สิ่งที่ควรทำต่อ คือทบทวนกระบวนการทั้งหมดว่า จุดไหนผิดพลาด จุดไหนทำให้ผู้บริสุทธิ์ได้รับความเสียหาย และรัฐจะวางระบบอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก

รวมถึงต้องตอบคำถามที่ยังค้างอยู่  โทรศัพท์เรียกเงิน 30 ล้านบาท ใครเป็นคนโทร?

มีการเรียกรับเงินจริงหรือไม่?

พระที่ต้องสูญเสียอิสรภาพไปหลายร้อยวัน รัฐจะรับผิดชอบอย่างไร?

และเมื่อศาลยกฟ้องแล้ว พระที่ได้รับความเสียหายทุกคนได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกันแล้วหรือยัง?

นี่คือคำถามที่ ดร.นิยมเห็นว่า รัฐไม่ควรหลีกเลี่ยง

เพราะการคืนความเป็นธรรมไม่ใช่การช่วยเหลือใครเป็นพิเศษ แต่เป็นหน้าที่ของรัฐต่อคนที่ผ่านกระบวนการยุติธรรมมาแล้ว

ถ้าผิด ต้องรับผิดถ้าไม่ผิด ต้องคืนความเป็นธรรมและถ้ามีใครใช้คดีความเป็นช่องทางเรียกรับเงิน ก็ต้องตามหาความจริงให้ถึงที่สุด”

นี่ต่างหาก คือบทเรียนที่ควรเหลืออยู่จากคดี “เงินทอนวัด” และเป็นเหตุผลที่หนังสือบันทึกของคณะสงฆ์วัดสระเกศควรถูกอ่าน ไม่ใช่เพื่อรื้อฟื้นความขัดแย้ง แต่เพื่อให้สังคมได้เรียนรู้ว่า อำนาจรัฐต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ และกระบวนการยุติธรรมต้องยืนอยู่บนความจริงและความเป็นธรรมเสมอ…

Share:

Leave a Reply