บันทึกเมื่อ ณ วันแรม ๓ ค่ำ เดือน ๗ ตรงกับวันพฤหัสบดี ที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๒
“คงได้อยู่ข้างในสัก ๓ ปี เป็นอย่างน้อย กว่าจะมีการตัดสินคดี ในระหว่างอยู่ในคุก เจ้าคุณก็ใช้เวลาเขียนหนังสือไป ไม่ต้องคิดไปต่อสู้อะไร เขาให้เวลามาแล้ว ส่วนพระเณรที่อยู่ข้างนอก ผมก็ได้บอกไปแล้ว ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ส่วนจะรวบรวมเอกสารหลักฐานก็ทำไปเถอะ ทำไปอย่างนั้นแหละ ถึงทำไปก็ไม่ได้มีผลอะไร เพราะเขาให้เวลามาแล้ว ๒๐ ปี
ในระหว่างนี้ผมได้รับคำสั่งให้เป็นผู้ดูแลวัดร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ใหญ่นายหนึ่งเอาไว้ก่อน พวกท่านรู้ไหมว่าสำนักงาน ฯ ที่พวกท่านขอเงินมาใช้นี้ ไม่มีกฎหมายรองรับ ตั้งกันขึ้นมาแบบเถื่อน ๆ เพราะสมเด็จฯ ท่านไม่รู้ระเบียบของทางราชการ แล้วตั้งขึ้นมา จึงไม่สามารถขอรับงบประมาณจากรัฐได้ นั่นคือ เหตุผลที่ทำให้พวกท่านถูกจับติดคุก
สมเด็จ ฯ ปลูกต้นไม้พิษเอาไว้ จึงออกผลเป็นพิษ พวกท่านต้องมารับผลของมัน เพราะความผิดพลาดที่สมเด็จ ฯ ทำเอาไว้”
เสียงอาจารย์ผู้เฒ่าดังเนิบ ๆ ผ่านสายโทรศัพท์มาจากอีกด้านหนึ่งของลูกกรง

“ที่จริง ควรจะรู้ตั้งแต่แรกว่า คณะสงฆ์ไม่สามารถตั้งสำนักงาน ฯ เช่นนี้ขึ้นมาได้ มันเป็นเรื่องของทางราชการ ไม่ใช่เรื่องของคณะสงฆ์ ผู้ที่จะตั้งสำนักงานเช่นนี้ได้ ต้องเป็นส่วนราชการเท่านั้น คณะสงฆ์ตั้งไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ”
สมเด็จ ฯ ท่านคงไม่เข้าใจการบริหารราชการ เมื่อตั้งสำนักงาน ฯ ขึ้นมา จึงเหมือนเป็นการตั้งโครงการขึ้นมาหลอกขอรับเงินหลวง ทำให้ความผิดตกมาถึงพวกท่าน เหมือนต้นไม้มีพิษ ก็ทำให้ออกลูกเป็นพิษไปด้วย ถึงอย่างไร พวกท่านก็ต้องก้มหน้ายอมรับผลของมัน”
เสียงอาจารย์ผู้เฒ่ายังคงดังครอกแครกผ่านสายโทรศัพท์ออกมาเป็นระยะ
“อาจารย์ฟังอาตมานะ ! อาจารย์จะพูดถึงพวกอาตมาอย่างไร ก็ได้ แต่อย่าได้ลามปามถึงหลวงพ่อสมเด็จ ฯ เป็นอันขาด
จำคำของอาตมาไว้ ภัยเกิดขึ้นแก่สำนัก ก็เป็นเพราะความสับปลับของอาจารย์เอง เพราะความหลงตัวเองของอาจารย์ว่า เขาใช้งาน เที่ยวสร้างนิยายหลอกคนไปทั่ว จึงนำภัยใหญ่หลวงมาสู่สำนัก
ที่จริง อาจารย์ถูกเขาหลอกใช้ให้มาทำลายสำนัก แต่ก็ไม่รู้ตัว ยังหลงสำคัญตนแบบคนแก่หลงตัวเอง”
ความหลงตัวเองไม่ใช่แค่จะเผาลนสำนักเท่านั้น แต่มันจะเผาลนตัวอาจารย์เองด้วย
หากไม่เพราะความสับปลับ พูดกลับไปกลับมา หาหลักไม่ได้ ภัยของสำนักก็คงไม่เกิดขึ้น คำพูดที่ไร้หลักของอาจารย์นั่นเอง เป็นไฟเผาลนสำนัก”
เสียงดุดัน หนักแน่นตอบโต้ผ่านสายโทรศัพท์ ถูกส่งกลับออกไปยังอีกด้านของลูกกรง

ถ้าคนอื่นพูดแบบนี้ คงไม่เป็นไร เพราะเขาเป็นคนนอก มีข้อมูลไม่พอ จึงพูดไปตามอารมณ์และความเข้าใจเท่าที่เขามี ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม แต่คนเป็นศิษย์ของสำนัก ต้องไม่พูดแบบนี้ ยิ่งคนระดับอาจารย์ ยิ่งต้องเป็นหลัก ต้องชี้แจงแทนสำนักได้ ไม่ใช่กลายเป็นเครื่องมือให้เขายืมปากสร้างนิยายหลอกใช้ให้้มาปั่นหัวพระเณรในสำนัก
ถ้าถึงขนาดผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ไม่สามารถจัดตั้งโครงการขึ้นมาทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาได้ ก็ไม่ควรจะมีพระที่ไหนในประเทศนี้ทำได้อีก”
อาจารย์ลองคิดดูว่า นี่เป็นความจริงที่ปฏิเสธได้หรือไม่ ?”
“และถ้าสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่หลวงพ่อสมเด็จ ฯ จัดตั้งขึ้นมาทำงานพระศาสนา เป็นสำนักงานเถื่อน เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ตามราชการอย่างที่อาจารย์อ้าง เช่นนั้นแล้ว สำนักงานอื่น ๆ เช่น สำนักงานเจ้าคณะใหญ่, สำนักงานเจ้าคณะภาค, สำนักงานเจ้าคณะจังหวัด, สำนักงานเจ้าคณะอำเภอ, สำนักงานเจ้าคณะตำบล หรือแม้แต่สำนักงานเจ้าอาวาสของวัดที่มีอยู่ทั่วประเทศ ก็คงเถื่อนกันไปหมด
เหตุผลที่อาจารย์นำมาบอก หรือที่เขาปั่นหัวหลอกใช้ให้มาบอกอาตมา มันเป็นเหตุผลที่ไม่ควรจะเป็นเหตุผล มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ดูไม่ออก”
งานทั้งหมดมันเป็นกิจการภายในคณะสงฆ์ เป็นงานพระศาสนา และงานคณะสงฆ์ก็ควรเป็นเรื่องพระศาสนา ไม่ใช่เรื่องราชการอย่างที่อาจารย์พูดถึง อย่าเอางานพระศาสนาไปปะปนกับหน้าที่ทางราชการ มันคนละเรื่องกัน”
“อาจารย์ควรจะเรียนรู้เรื่องพระศาสนาให้มากขึ้นกว่านี้”
“อาจารย์ต้องยืนอยู่บนหลัก ต้องกล้าที่จะชี้แจงตามหลักให้เขารู้ถึงบทบาทและหน้าที่ของพระสงฆ์ ไม่ใช่เป็นไม้หลักปักเลน, เออออห่อหมก, พลิกลิ้นกลับไปกลับมา เหมือนลมพัดใบไม้ กลายเป็นถูกเขาหลอกใช้เป็นเครื่องมือมาทำลายสำนัก ทั้งที่อาจารย์ก็รู้อยู่เต็มอกว่า เงินทั้งหมดถูกนำไปใช้ในการทำงาน ไม่มีใครได้ประโยชน์นอกจากพระศาสนา สังคม และประเทศชาติ เอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวกับการทำงาน และการใช้จ่ายเงิน อาจารย์ก็เห็นด้วยตาตัวเอง แล้วทำไมจึงไม่พูดให้เขารู้เรื่อง”
ปลายทางระหว่างสายโทรศัพท์ เงียบลงครู่หนึ่ง แล้วก็มีเสียงกรอกกลับมา
“ผมรู้ว่า พวกท่านทำงานจริง แต่เรื่องของพวกท่านมันไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินทอนวัด มันเกี่ยวกับเรื่องอื่น มันมีอะไรมากกว่านั้น เพียงแต่เอาเรื่องเงินทอนวัดมาเป็นเงื่อนไขดำเนินการเท่านั้น”
“ไม่เกี่ยวกับเงินทอนวัด ! แต่จับอาตมาเพราะเงินทอนวัด แล้วตกลงมันเกี่ยวกับเรื่องอะไร ?”
คำถามถูกกรอกผ่านสายโทรศัพท์กลับไปโดยไม่รอให้อาจารย์ผู้เฒ่าพูดจนจบ
“จะเกี่ยวกับเรื่องอะไรนั้น ก็อย่าไปรับรู้ รู้เพียงว่า เขาไม่ให้เราสู้ มีคำสั่งให้อยู่เฉย ๆ ผมยังยืนยันคำเดิมว่า ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ทนายก็ไม่ต้องตั้ง จะเสียเงินเสียทองเปล่า ๆ ได้บอกคนที่คอยช่วยพวกท่านไปแล้ว ว่าเขาไม่ให้สู้ ส่วนจะอยู่นานแค่ไหนนั้น ถึงเวลาก็จะมีตัวเลขมาให้”
“ถ้าไปดำเนินการอะไรเข้า ก็จะกลายเป็นว่า เรายังไม่ยอม เราดื้อดึง มันจะหนักกว่าเดิม”
“ในระหว่างนี้ผมได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลวัดร่วมกับนายตำรวจผู้ใหญ่นายหนึ่งจนกว่าพวกท่านจะออกมา ส่วนกุฎิของพวกท่าน ก็จะอารักขาไว้ก่อน เคยอยู่อย่างไร ก็จะให้อยู่อย่างนั้น ไม่ให้ใครเข้าไปยุ่ง”
อาจารย์ผู้เฒ่าสำทับมาอีก
“ไม่ให้ต่อสู้ตามข้อกฎหมาย ! จะทำได้อย่างไร ในเมื่อจับอาตมาเข้ามาตามช่องทางของกฎหมาย แล้วล้อมอาตมาเอาไว้ด้วยรั้ว คือ กฎหมาย อาตมาก็ต้องสู้ไปตามช่องทางของกฎหมาย และจะใช้ทุกวิธีการ เท่าที่สิทธิตามกฎหมายจะพึงมีให้แก่พระรูปหนึ่ง”
นั่นคือการสนทนาสุดท้าย ก่อนที่จะหมดเวลาเยี่ยม และสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดไป
หลังประตูห้องขังถูกปิดลง ใช้เวลาเดินจงกรมกลับไปกลับมาระหว่างห้อง ต่อด้วยนั่งสมาธิ
จากนั้น ก็ได้เวลาสรงน้ำ
“สาเหตุที่ถูกจับมา ไม่เกี่ยวกับเงินทอนวัด แต่ใช้เงินทอนวัด เป็นสาเหตุของการจับมา”
บทสนทนาของอาจารย์ผู้เฒ่าในช่วงบ่าย ยังก้องอยู่ในหู
ตะวันเย็นลงมากแล้ว แดดบ่ายทะลุผ่านลูกกรงเข้ามาทางหัวนอน แม้จะร้อน แต่ก็มีละอองลมโชยพัดมาเป็นระยะ อาทิตย์ดวงกลมสีแดงเคลื่อนเข้ากลุ่มเมฆดำ คล้อยต่ำลงลับหมู่ตึกไกลออกไปทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ฝูงนกส่งเสียงร้องบอกกันให้กลับรัง ระงมอยู่ทุกทิศ
ภารกิจของวันนี้ เสร็จสิ้นลงแล้ว รอการเริ่มต้นใหม่ในวันพรุ่งนี้..
จำนวนผู้ชม : 1,348
More Articles
By the same author
Related Articles
From the same category
Leave a Reply