เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการเผยแพร่มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ว่าด้วยการขอความเห็นชอบอนุญาตตั้งวัด ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบการตั้งวัดตามที่คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องการตั้งวัดรวมทั้งสิ้น 180 วัด พร้อมมอบให้สำนักงานพระพุทธศาสนาดำเนินการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวงว่าด้วยการสร้างวัด การย้าย การยุบ รวมทั้งการขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมาให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนเปลงไป เช่น กรณีการตั้งวัดซึ่งปัจจุบันกำหนดจำนวนพระภิกษุที่อยู่จำพรรษาไม่น้อยกว่า 1 รูป เพื่อขอตั้งวัด ควรกำหนดใหม่ว่า ให้มีพระภิกษุประจำไม่น้อยกว่า 5 รูป และติดกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี
ประกาศออกมาแบบนี้ “ทัวร์ลง” มหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยเฉพาะเสียงสะท้อนและเสียงวิจารณ์จากพระภิกษุสงฆ์ที่อยู่ในต่างจังหวัดในชนบทมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เนื่องจากบางรูปมองว่าปัจจุบันพระเหลือน้อยจะหาพระที่ไหน 5 รูป ให้อยู่ประจำ 5 ปี บางวัดรูปเดียวยังหาให้เฝ้าวัดสำหรับเป็นศูนย์กลางของชุมชนหมู่บ้านแทบไม่ได้ บางสำนักทำเรื่องขอตั้งวัดมาแล้ว 2-3 ปีก็ยังไม่ได้ ขณะที่ กองพุทธศาสนสถาน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีเรื่องการขอตั้งวัดค้างคาอยู่ไม่ต่ำกว่า 600 เรื่อง ขณะที่ “เจ้าสำนัก” บางรูปมองว่าเมื่อประกาศตั้งเป็นวัดแล้ว อย่างน้อยก็รับโอนที่ดินของผู้บริจาคได้ หากร้ายสุดไม่มีพระอยู่จำพรรษาที่ดินธรณีสงฆ์ก็ตกเป็น “ศาสนสมบัติกลาง” ไม่ได้เสียหายอะไร ขณะที่ “บางรูป” บางคนก็มองว่าเป็นการดีเพื่อ “ควบคุม” พระภิกษุและควบคุม “ที่พักสงฆ์” ไม่อย่างนั้นเกิดขึ้นราวดอกเห็ดควบคุมยาก และอาจมี “พระบางรูป” ที่ไม่ยอมทนต่อการอบรมของพระอุปัชฌาย์ขอแยกตัวไปสร้างอาณาจักรเป็นของตนเอง เพื่อความกระจ่างและเป็นการหาทางออกเรื่องนี้
“thebuddh” ขอนำบทวิพากษ์อันเป็นเสียงสะท้อนจากพื้นที่พักสงฆ์บ้านนอก: ปัญหาทางตัน 11,000 ที่พักสงฆ์ ยามกฎกระทรวงเดิมปะทะข้อสั่งการ มติที่ 33/2569 จาก มส. 5 รูป 5 ปี ดังนี้
1.บทนำ: ภาพรวมความท้าทายของที่พักสงฆ์ชนบทและพื้นที่ห่างไกล
ในมิตินิติเศรษฐศาสตร์และการบริหารจัดการที่ดินรัฐ โครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ไทยกำลังเผชิญกับสภาวะความไม่สมดุลอย่างรุนแรงระหว่างส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค (Asymmetric Governance) โดยเฉพาะในพื้นที่ท้องถิ่นชนบท ชายขอบ และป่าอนุรักษ์ ซึ่ง “ที่พักสงฆ์” ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นกลไกความมั่นคงทางสังคม (Social Safety Net) และเป็นศูนย์กลางการจัดสรรสวัสดิการชุมชนมายาวนาน อย่างไรก็ตาม ในทางนิติศาสตร์เชิงโครงสร้าง ที่พักสงฆ์เหล่านี้กลับตกอยู่ในสภาวะสุญญากาศทางกฎหมายอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535) มาตรา 31 รับรองสถานะความเป็น “นิติบุคคล” ให้แก่เฉพาะ “วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา” และ “สำนักสงฆ์” (วัดที่ตั้งโดยชอบด้วยกฎหมายแต่ยังไม่ได้รับวิสุงคามสีมา) เท่านั้น ส่งผลให้ “ที่พักสงฆ์” ที่ยังไม่ได้ยกฐานะ ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย
สภาวะการไร้ตัวตนในทางกฎหมาย (Legal Non-Existence) นำไปสู่การอดอยากด้านทรัพยากรของพื้นที่ชายขอบ (Peripheral Resource Starvation) เนื่องจากที่พักสงฆ์ไม่สามารถถือครองสิทธิในที่ดิน ไม่สามารถเข้าถึงงบประมาณอุดหนุนการพัฒนาจากรัฐได้อย่างทัดเทียม และไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการรับรองสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐอย่างเป็นทางการ นำไปสู่ความขัดแย้งเชิงนโยบายยืดเรื้อระหว่างรัฐ คณะสงฆ์ และชุมชนท้องถิ่น
“วิกฤตความเหลื่อมล้ำระหว่างศูนย์กลางการปกครองสงฆ์และสำนักสงฆ์ชายขอบ สะท้อนผ่านอุปสรรคเชิงกลไกที่ไม่สามารถยกระดับที่พักสงฆ์ขึ้นเป็นวัดนิติบุคคลได้ ส่งผลให้ศาสนสถานนับหมื่นแห่งตกอยู่ในสภาพไร้สถานะทางกฎหมาย ถูกจำกัดสิทธิในการถือครองที่ดิน และขาดแคลนการสนับสนุนงบประมาณพัฒนาอย่างทัดเทียม”
2.ส่วนที่ 1: ปูพื้นฐาน ‘กฎกระทรวงเดิม‘ (พ.ศ. 2559) และเงื่อนไขประชากรสงฆ์ ‘รูปเดียว‘
กรอบนิติธุรการเดิมที่ใช้ในการยกระดับศาสนสถานขึ้นเป็นวัดนิติบุคคล คือ “กฎกระทรวง การสร้าง การตั้ง การรวม การย้าย และการยุบเลิกวัด การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา และการยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา พ.ศ. 2559″ (ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505) ประกอบกับระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาคำขอเพื่อสร้างวัด พ.ศ. 2561
เจตนารมณ์ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2559 มุ่งเปิดช่องให้ศาสนสถานในพื้นที่ชนบทห่างไกลสามารถยกระดับเข้าสู่ระบบการปกครองสงฆ์และการบริหารศาสนสมบัติได้อย่างยืดหยุ่น โดยวางเกณฑ์ขั้นต่ำทางด้านประชากรสงฆ์ไว้เพียง “มีพระภิกษุพำนักอยู่จำพรรษาอย่างน้อย 1 รูป“ เพื่อสอดรับกับสภาวะความเป็นจริงของชุมชนชนบทที่มีกำลังอุปถัมภ์จำกัดและมีจำนวนพระภิกษุไม่มากนัก
องค์ประกอบตามเกณฑ์กฎกระทรวง พ.ศ. 2559 |
รายละเอียดเงื่อนไขทางปฏิบัติและข้อกำหนดทางกฎหมาย |
เงื่อนไขประชากรสงฆ์ |
กำหนดประชากรสงฆ์ขั้นต่ำโดยมีพระภิกษุพำนักอยู่จำพรรษาอย่างน้อย 1 รูป ก็สามารถเริ่มยื่นคำขอเสนอเรื่องประกาศตั้งวัดได้ |
เกณฑ์ขนาดและพื้นที่ดินรองรับ |
ต้องมีที่ดินอันเป็นที่ตั้งศาสนสถานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เนื้อที่ขั้นต่ำ 6 ไร่ ขึ้นไป (เว้นแต่ได้รับผ่อนผันกรณีมีข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ) |
เงื่อนไขสิ่งปลูกสร้าง (เสนาสนะ) |
ต้องมีอาคารเสนาสนะถาวรหรือกึ่งถาวร เช่น กุฏิ ศาลาการเปรียญ และห้องน้ำ ที่มั่นคง ปลอดภัย เพียงพอแก่การประกอบศาสนกิจ |
ระยะห่างระหว่างวัด |
ต้องตั้งอยู่ห่างจากวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาแล้วไม่น้อยกว่า 2 กิโลเมตร (เว้นแต่มีเหตุจำเป็นทางภูมิศาสตร์หรือการคมนาคม) |
การอุปถัมภ์และประชาพิจารณ์ |
ต้องได้รับความยินยอมและอุปถัมภ์จากพุทธศาสนิกชนในท้องถิ่น ไม่น้อยกว่า 1,000 คน หรือมีครัวเรือนอุปถัมภ์ชัดเจน |
กลไกการอนุมัติตามลำดับชั้น |
ต้องผ่านการตรวจสอบและเห็นชอบตามลำดับชั้นในจังหวัด ประกอบด้วย: เจ้าคณะตำบล/เจ้าคณะอำเภอ/นายอำเภอ/เจ้าคณะจังหวัด/ผู้ว่าราชการจังหวัด |
3.ส่วนที่ 2: สภาพความเป็นจริงและตัวเลขที่พักสงฆ์ในที่ดินของรัฐ
ข้อมูลเชิงสำรวจที่ไม่เป็นทางการจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ระบุว่า ปัจจุบันมีวัดและที่พักสงฆ์ตั้งอยู่ในเขตที่ดินของรัฐประเภทต่างๆ ทั่วประเทศรวมประมาณ 11,000 แห่ง ซึ่งติดดักอยู่ในสภาวะความซับซ้อนทางเอกสารสิทธิ์และการขออนุญาตใช้ประโยชน์ที่ดิน การวิเคราะห์มิติทางกฎหมายจำเป็นต้องแยกแยะระหว่าง
(a) การขออนุญาตใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดินของรัฐจากหน่วยงานเจ้าสังกัด และ
(b) การขอได้มาซึ่งที่ดินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนาตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 84 ซึ่งมีนัยทางนิติกรรมและลำดับขั้นตอนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:
(1)พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ (กรมป่าไม้): ที่พักสงฆ์ที่ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนฯ ต้องขออนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการขอหนังสืออนุญาตใช้พื้นที่ (Permit) มิใช่การได้มาซึ่งสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน
(2) พื้นที่ป่าอนุรักษ์ (อุทยานแห่งชาติ / เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า – กรมอุทยานแห่งชาติฯ): เป็นพื้นที่ที่มีกฎหมายสิ่งแวดล้อมเข้มงวดที่สุด การเข้าใช้ประโยชน์ต้องอาศัยกลไกผ่อนผันตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 (มาตรา 64) หรือพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 (มาตรา 121) เพื่อจัดทำโครงการอนุรักษ์และดูแลป่าร่วมกับชุมชน
(3) ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม – ส.ป.ก.): ต้องขออนุมัติใช้ที่ดินเพื่อกิจการสาธารณูปโภคและกุศลศาสนกิจตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งเป็นการให้สิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดินรัฐโดยมิได้โอนกรรมสิทธิ์
(4)ที่ราชพัสดุ (กรมธนารักษ์): ต้องดำเนินการขอเช่าหรือขอใช้ประโยชน์ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ
(5) กลไกการขอได้มาซึ่งที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 84 (เมื่อมีสถานะนิติบุคคล): เมื่อที่พักสงฆ์ได้รับการยกฐานะเป็น “วัด” (สำนักสงฆ์) และมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แล้ว หากวัดประสงค์จะรับโอน ซื้อ รับให้ หรือออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเพื่อเป็น “ที่วัด” หรือ “ที่ธรณีสงฆ์” จึงจะเข้าสู่กลไก มาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งต้องผ่านกระบวนการอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (หรือผู้รับมอบอำนาจ ได้แก่ อธิบดีกรมที่ดินใน กทม. หรือผู้ว่าราชการจังหวัดในส่วนภูมิภาค ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 95/2546
4.ส่วนที่ 3: ถอดรหัส ‘ข้อสั่งการตาม มติ มส.’ (มติที่ 33/2569 หรือ มติ มส. ครั้งที่ 1/2569)
ท่ามกลางปัญหาค้างสะสมในการแก้ไขเอกสารสิทธิ์ที่ดิน มหาเถรสมาคม (มส.) ได้ออกข้อสั่งการสำคัญตาม มติ มส. ครั้งที่ 1/2569 (มติที่ 33/2569) มอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวง พ.ศ. 2559 โดยยกระดับเกณฑ์การขอสร้างและตั้งวัดใหม่ให้เข้มงวดขึ้นอย่างก้าวกระโดด รายละเอียดสาระสำคัญ เจตนารมณ์เชิงการปกครอง และผลกระทบสืบเนื่อง สามารถถอดรหัสได้ดังนี้:
4.1การปรับเพิ่มเกณฑ์ประชากรสงฆ์และระยะเวลาอย่างก้าวกระโดด: กำหนดให้ที่พักสงฆ์ที่ประสงค์จะยื่นคำขอยกระดับเป็นวัด “ต้องมีพระภิกษุพำนักอยู่ประจำไม่น้อยกว่า 5 รูป ติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็ม“ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงมหาศาล จากเดิมที่ต้องการพระภิกษุเพียง 1 รูป และยึดการจำพรรษาในรอบปี
4.2 เจตนารมณ์ในการป้องกันสภาวะ ‘วัดร้าง‘ และเพิ่มเสถียรภาพสถาบัน: มหาเถรสมาคมมุ่งหวังใช้เกณฑ์นี้เป็นเครื่องมือคัดกรอง (Screening Mechanism) เพื่อป้องกันปัญหาการตั้งวัดที่ไม่พร้อมแล้วถูกทิ้งร้างในภายหลัง (วัดร้างตามมาตรา 32 ทวิ แห่ง พ.ร.บ. คณะสงฆ์) ควบคุมไม่ให้มีการจัดตั้งศาสนสถานที่ไร้ระเบียบ และเสริมสร้างความเป็นเอกภาพในการปกครองคณะสงฆ์
4.3 การสอดรับกับกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564: การกวดขันโครงสร้างประชากรสงฆ์ 5 รูป 5 ปี มีวัตถุประสงค์เพื่อประกันว่าวัดที่จะจัดตั้งใหม่มีโครงสร้างการบริหารจัดการศาสนสมบัติ ไวยาวัจกร และคณะกรรมการวัดที่เข้มแข็ง สามารถปฏิบัติตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2564 ในการจัดทำบัญชีและดูแลรักษาทรัพย์สินของวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.4 ผลข้างเคียงเชิงพื้นที่ต่อสำนักสงฆ์สายป่าและพื้นที่ชายขอบ: แม้จะมีเจตนาที่ดีในการกวดขันความพร้อม แต่เกณฑ์ดังกล่าวกลับสร้างภาระต้นทุนทางธุรการที่สูงเกินจริง (Excessive Compliance Cost) ต่อที่พักสงฆ์สายป่าหรือที่พักสงฆ์ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งโดยธรรมชาติวิเวกและบริบทชุมชน ไม่สามารถรองรับพระภิกษุจำนวนมากถึง 5 รูปได้เป็นเวลา 5 ปีติดต่อกัน

5.ส่วนที่ 4: วิกฤตคอขวดและภาวะย้อนศร (Structural Paradox) เชิงโครงสร้าง
การปะทะกันระหว่างข้อเท็จจริงในพื้นที่กับนโยบายส่วนกลาง ได้ก่อให้เกิด ภาวะดักจับการเข้าสู่ระบบ (Formalization Trap) และ ภาวะการหยุดนิ่งทางนโยบาย (Policy Freeze) อย่างรุนแรง เป็นลำดับขั้นตอนดังนี้:
ขั้นตอนที่ 1 (บริบทพื้นที่): ที่พักสงฆ์ชนบท/ป่าอนุรักษ์ขนาดย่อย มีพระภิกษุพำนักจำพรรษาตามสัปปายะเพียง 1–3 รูป ซึ่งสอดคล้องกับกำลังการอุปถัมภ์ของชุมชนชายขอบ
ขั้นตอนที่ 2 (กำแพงกฎเกณฑ์ใหม่): มติ มส. ตั้งกำแพง 5 รูป 5 ปี ทำให้ที่พักสงฆ์เหล่านี้ไม่สามารถผ่านเกณฑ์ประชากรสงฆ์เพื่อเสนอขอยกระดับเป็นวัดได้
ขั้นตอนที่ 3 (วิกฤตไร้สถานะนิติบุคคล): เมื่อไม่สามารถยกฐานะเป็นวัด (สำนักสงฆ์) ได้ ที่พักสงฆ์จึงขาดสถานะ “นิติบุคคล” ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505
ขั้นตอนที่ 4 (ทางตันการขอใช้ที่ดินรัฐ): เมื่อไร้นิติบุคคล ที่พักสงฆ์จึงไม่สามารถยื่นขอสิทธิการใช้ที่ดินรัฐในระยะยาว และไม่สามารถดำเนินการขอได้มาซึ่งที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 84 ได้
ขั้นตอนที่ 5 (การถูกแช่แข็งในสถานะผิดกฎหมาย): ที่พักสงฆ์นับหมื่นแห่งถูกขังอยู่ในสถานะ “ผู้รุกรานที่ดินของรัฐ/พื้นที่ป่าไม้ผิดกฎหมาย” โดยไม่อาจหาทางออกทางนิติธุรการได้ กลายเป็นทุนดับสูญทางศาสนสมบัติ (Dead Capital in Ecclesiastical Assets)
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างและผลกระทบเชิงโครงสร้าง
มิติการเปรียบเทียบ |
กฎกระทรวง พ.ศ. 2559 (เกณฑ์เดิม) |
ข้อสั่งการ มติ มส. (เกณฑ์ใหม่ 5 รูป 5 ปี) |
ผลกระทบเชิงโครงสร้างและนโยบายสาธารณะ |
จำนวนประชากรสงฆ์ |
พระภิกษุจำพรรษาอย่างน้อย 1 รูป |
พระภิกษุพำนักประจำ ไม่น้อยกว่า 5 รูป |
เกิดกำแพงกั้นที่พักสงฆ์ป่าและชายขอบที่มีพระ 1–3 รูป ไม่ให้เข้าสู่ระบบ |
ระยะเวลาพำนัก |
ยึดการจำพรรษาในรอบปี |
ต้องพำนักต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็ม |
สร้างแรงกดดันเชิงธุรการและการโยกย้ายทะเบียนพระภิกษุอย่างไม่สะท้อนความเป็นจริง |
โอกาสการยกระดับขึ้นเป็นวัด |
มีโอกาสสูง ยืดหยุ่น สอดคล้องกับบริบทชนบท |
มีโอกาสต่ำมาก เกิดวิกฤตคอขวดในระดับพื้นที่ |
เกิดภาวะ Policy Freeze แช่แข็งที่พักสงฆ์กว่า 11,000 แห่ง |
สถานะนิติบุคคล & มาตรา 84 |
เข้าสู่นิติบุคคลได้ง่าย เปิดทางยื่นขอที่ดินตาม ม.84 |
ขาดสถานะนิติบุคคล ไร้สิทธิยื่นขอที่ดินตาม ม.84 |
ตกอยู่ในสภาวะ Formalization Trap ไม่อาจทำนิติกรรมที่ดินได้ |
สิทธิการใช้ที่ดินของรัฐ |
สามารถใช้สถานะวัดยื่นขออนุญาตใช้พื้นที่ป่า/ส.ป.ก. |
ไม่สามารถยื่นขอสิทธิในนามนิติบุคคลศาสนาได้ |
บีบให้ศาสนสถานตกอยู่ในสภาพ “ผู้รุกรานที่ดินรัฐผิดกฎหมาย” |
การเข้าถึงงบประมาณรัฐ |
มีสิทธิได้รับงบอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์จาก พศ. |
ขาดสิทธิในการรับงบอุดหนุนพัฒนาโดยตรง |
เกิดภาวะความอดอยากด้านทรัพยากรของพื้นที่ชายขอบ |
การคุ้มครองสิทธิชุมชน |
ชุมชนมีส่วนร่วมอุปถัมภ์ศาสนสถานถูกต้องตามกฎหมาย |
ชุมชนเสี่ยงต่อการสูญเสียศูนย์รวมจิตใจ |
ลดทอนการมีส่วนร่วมและความมั่นคงทางสังคมของชุมชนท้องถิ่น |
6.ส่วนที่ 5: ข้อเสนอแนะทางออกเชิงนโยบายถึง มส. และ พศ.
เพื่อแก้ไขปัญหาสุญญากาศทางกฎหมาย ปลดล็อกวิกฤตคอขวด และสร้างดุลยภาพระหว่างการกวดขันการปกครองสงฆ์กับการบริหารจัดการที่ดินรัฐ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและนิติธุรการต่อมหาเถรสมาคม (มส.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) มีดังนี้:
6.1การ บัญญัติบทเฉพาะกาล (Transitional Provisions) ในกฎกระทรวงฉบับแก้ไขใหม่: ต้องกำหนดบทเฉพาะกาลอย่างชัดเจนเพื่อคุ้มครองและรองรับสิทธิ (Grandfather Clause) สำหรับที่พักสงฆ์เดิมที่ได้จัดตั้งขึ้นและมีประวัติการยื่นคำขอใช้พื้นที่ดินของรัฐ (ป่าสงวนฯ, อุทยานฯ, ส.ป.ก., ที่ราชพัสดุ) หรือยื่นคำขอสร้างวัดไว้ต่อ พศ. ก่อนวันที่มติ มส. ครั้งที่ 1/2569 มีผลบังคับใช้ โดยผ่อนผันให้ที่พักสงฆ์กลุ่มดังกล่าวสามารถใช้เกณฑ์ประชากรสงฆ์เดิม (พระภิกษุ 1 รูป) ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2559 ในการขอประกาศตั้งเป็นวัดนิติบุคคล เพื่อป้องกันผลกระทบย้อนหลัง (Retroactive Burden) ทางธุรการ
6.2การจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วม (MOU) เพื่อกำหนดมาตรการผ่อนผันการใช้ที่ดินรัฐระหว่างเปลี่ยนผ่าน: สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ควรบูรณาการนโยบายร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กรมป่าไม้, กรมอุทยานแห่งชาติฯ), กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ส.ป.ก.) และกระทรวงการคลัง (กรมธนารักษ์) เพื่อออกหนังสือรับรองสิทธิการอยู่อาศัย/ใช้ประโยชน์ชั่วคราว (Temporary Occupancy Certificate) ให้แก่ที่พักสงฆ์ที่อยู่ในกระบวนการปรับปรุงคุณสมบัติ 5 รูป 5 ปี ซึ่งจะช่วยคุ้มครองไม่ให้พระสงฆ์และศาสนสถานถูกดำเนินคดีข้อหารุกป่าในระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านนโยบาย
6.3การกำหนดข้อกำหนดขอยกเว้นหลักเกณฑ์ (Exception Clause) สำหรับพื้นที่เงื่อนไขพิเศษ: ควรกำหนดช่องทางพิเศษในกฎกระทรวง ให้อำนาจ มส. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการพิจารณาการสร้างวัด สามารถอนุมัติยกเว้นเกณฑ์ 5 รูป 5 ปี เป็นกรณีเฉพาะ (Waiver Clause) สำหรับที่พักสงฆ์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ชายขอบ พื้นที่ความมั่นคงชายแดน หรือที่พักสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนาธุระ (สำนักสงฆ์สายป่า) ที่มีข้อจำกัดเชิงภูมิศาสตร์และนิเวศศาสนา เพื่อให้ศาสนสถานเหล่านั้นสามารถยกระดับเป็นวัดที่เป็นนิติบุคคลได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อไป


Leave a Reply